ร้านส้มตำป้าแดง (ซอยละลายทรัพย์) เวลา 17:30 น.
สำหรับ ‘มิ๊ก’ แล้ว... นรกอาจไม่ได้มีแค่กระทะทองแดง แต่อาจมีหน้าตาเป็นโต๊ะพับสังกะสีสนิมเขรอะ เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่ดูเปราะบาง และกลิ่นปลาร้าต้มที่รุนแรงจนแทบจะซึมเข้าไปในเส้นใยเสื้อผ้าราคาแพงของเขา
“นั่งดิคุณชาย ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่เดี๋ยวผีผลักนะเว้ย”
‘เจโน่’ พูดพลางตบเก้าอี้พลาสติกฝั่งตรงข้ามดังปึ้ก
เขาดูเข้ากับสถานที่นี้อย่างน่าประหลาด เสื้อยืดสีดำตัวเดิม (ที่ตอนนี้แห้งแล้วแต่ยังมีคราบเกลือจางๆ) เข้ากันดีกับบรรยากาศดิบเถื่อนของร้านส้มตำข้างทาง
มิ๊กขมวดคิ้ว มองเก้าอี้ตัวนั้นด้วยสายตาหวาดระแวง เขาหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาเช็ดแล้วเช็ดอีก จนเจโน่ทนดูไม่ได้
“โอย... เช็ดจนเลขหวยงวดที่แล้วลบหมดแล้วมั้ง นั่งๆ ลงไปเหอะ ตูดมึงไม่ได้ทำจากทองคำสักหน่อย”
“ความสะอาดเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี”
มิ๊กเถียงกลับเสียงแข็ง ก่อนจะจำใจนั่งลงแบบหมิ่นเหม่ ก้นสัมผัสเก้าอี้แค่ครึ่งเดียว
“ป้าครับ! ตำปูปลาร้าพริกแห้งสองเม็ด... ไม่ดิ... ห้าเม็ด! แล้วก็คอหมูย่าง ข้าวเหนียวสอง ต้มแซ่บกระดูกอ่อน!”
เจโน่ตะโกนสั่งอาหารด้วยความชำนาญ ก่อนจะหันมามองคนตรงหน้า
“มึงเอาไร?”
“ข้าวมันไก่... มีมั้ย?”
“มาร้านส้มตำจะกินข้าวมันไก่? กวนตีนละ”
เจโน่หัวเราะร่า ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งเพิ่ม
“เอาตำไทยไข่เค็ม ไม่เผ็ด ไม่ใส่ชูรส ให้เด็กอนามัยจานนึงครับป้า!”
...
ระหว่างรออาหาร บรรยากาศรอบโต๊ะเต็มไปด้วยเสียงโขลกสากกระทบครกดังโป๊กๆ แข่งกับเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งผ่านไปมา
มิ๊กนั่งตัวลีบ พยายามหุบขาไม่ให้ไปโดนขาโต๊ะที่ดูเหนียวเหนอะหนะ ต่างจากเจโน่ที่นั่งกางขาเต็มที่ เท้าคางมองมิ๊กด้วยสายตาพราวระยับ
“ทำหน้าเหมือนโดนลักพาตัว... เคยกินส้มตำมั้ยเนี่ยชีวิตนี้?”
“เคย...”
มิ๊กตอบเสียงเบา
“แต่กินในห้าง... ที่เขาใส่ถุงมือทำ”
“โห... ชีวิตจืดชืดชิบหาย ส้มตำมันต้องกินแบบนี้เว้ย ป้าเขาตำด้วยใจ เหงื่อหยดลงไปนิดหน่อยนั่นแหละผงนัวชั้นดี”
“แหวะ! สกปรก!”
มิ๊กทำหน้าพะอืดพะอมจนเจโน่หลุดขำก๊าก
ไม่นานนัก อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ กลิ่นปลาร้าโชยเตะจมูกจนมิ๊กต้องเบือนหน้าหนี แต่เจโน่กลับสูดดมอย่างชื่นใจ เขาฉีกซองข้าวเหนียว จกปั้นเป็นก้อน แล้วจิ้มลงไปในน้ำส้มตำสีคล้ำนั่นก่อนจะยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
“อื้ม... โคตรดี ลองดิดิ”
เจโน่ดันจานตำปูปลาร้ามาตรงหน้ามิ๊ก
“ไม่! ผมสั่งตำไทย”
“ลองคำเดียว... ถือว่าเป็นค่าครูที่กูสอนมึงเรื่องรสชาติเมื่อเช้า”
เจโน่ไม่พูดเปล่า เขาใช้ช้อนกลางตักเส้นมะละกอที่ชุ่มไปด้วยน้ำปลาร้าและพริกแห้งสีแดงเข้ม ยื่นมาจ่อที่ปากมิ๊ก
“อ้าปาก... เร็วๆ เมื่อย”
มิ๊กมองช้อนตรงหน้าสลับกับสายตากดดันแกมบังคับของเจโน่ เขากลั้นใจ หลับตาปี๋ แล้วอ้าปากรับรสชาติแห่งความเสี่ยงตายเข้าไป
วินาทีแรก... กลิ่นคาวคลุ้งในปาก วินาทีต่อมา... ความเค็ม ความเปรี้ยว และความนัวระเบิดออกมา และวินาทีสุดท้าย... ความเผ็ดระดับนรกแตก
“แค่อก!”
มิ๊กไอออกมาหน้าดำหน้าแดง ความเผ็ดร้อนพุ่งขึ้นสมองจนน้ำตาเล็ด เขารีบคว้าน้ำอัดลมขึ้นมาดูดจนหมดแก้ว
“เผ็ด! ...น้ำ! ขอน้ำอีก!”
เจโน่นั่งมองภาพนั้นด้วยความบันเทิงใจ ใบหน้าขาวๆ ของคุณหนูแว่นตอนนี้แดงระเรื่อลามไปถึงใบหู ริมฝีปากบางที่เคยเม้มแน่นด้วยความหยิ่งทะนง ตอนนี้บวมเจ่อขึ้นเล็กน้อยและแดงฉ่ำเพราะฤทธิ์พริกแห้ง
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมและจมูกโด่งรั้น
...โคตรเซ็กซี่...
ความคิดชั่วร้ายแวบเข้ามาในหัวเจโน่ชั่วขณะ ภาพลักษณ์คุณหนูเจ้าระเบียบที่ถูกทำลายจนยับเยินด้วยส้มตำแค่คำเดียว มันดูน่ามองกว่าตอนยืนเก๊กหล่อในห้องแล็บเป็นไหนๆ
“ใจเย็น... หายใจเข้าลึกๆ”
เจโน่ลุกขึ้น ขยับเก้าอี้มานั่งข้างๆ มิ๊กแทนฝั่งตรงข้าม เขาหยิบทิชชู่มาซับเหงื่อที่ข้างขมับให้อย่างถือวิสาสะ
“ออกไป! ...ร้อน!”
มิ๊กปัดมือเขาออก แต่เรี่ยวแรงหายไปเพราะมัวแต่แสบปาก เขาแลบลิ้นเล็กๆ ออกมาหอบหายใจเพื่อระบายความเผ็ด
เจโน่มองลิ้นสีชมพูฉ่ำน้ำนั่นแล้วเผลอกลืนน้ำลาย เขาเทน้ำเปล่าใส่แก้วใหม่ ยื่นจ่อให้ถึงปาก
“ค่อยๆ กิน... ใครใช้ให้เคี้ยวพริกเข้าไปวะ”
“ก็คุณ... แค่อก!... ยัดเข้ามา!”
มิ๊กบ่นเสียงอู้อี้ น้ำตาคลอเบ้า แว่นตาเริ่มมีฝ้าขึ้นเพราะไอร้อนจากร่างกาย
เจโน่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางมือหนาลงบนหลังคอขาวเนียนของมิ๊ก แล้วลูบเบาๆ เหมือนกำลังปลอบเด็กที่เพิ่งหกล้ม สัมผัสจากมือสากๆ ของเจโน่ที่เปื้อนคราบเย็นจากแก้วน้ำ ทำให้มิ๊กสะดุ้งเฮือก แต่ความเย็นนั้นกลับช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในตัวได้ดีอย่างประหลาด
“ไหวมั้ยเนี่ย? หรือจะให้กูอุ้มกลับ?”
“ไม่ต้อง!”
มิ๊กสูดหายใจลึก ตั้งสติ เขาถอดแว่นที่ฝ้าขึ้นวางไว้บนโต๊ะ หันมาจ้องหน้าเจโน่ด้วยสายตาคาดโทษทั้งที่ตายังฉ่ำน้ำ
“คุณมันซาดิสม์”
“เขาเรียกเปิดโลก...”
เจโน่จ้องตอบในระยะประชิด เมื่อไม่มีแว่นกั้น เขาถึงได้เห็นว่าดวงตาของมิ๊กสวยขนาดไหน... ตาเรียวรีที่มีแพขนตายาวงอน และนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ดูดื้อรั้นแต่ก็แฝงความเปราะบาง
“รสชาติของสตรีทฟู้ดมันเป็นแบบนี้แหละ... ควบคุมไม่ได้ คาดเดาไม่ได้ บางคำก็เผ็ดจนร้องไห้ บางคำก็นัวจนหยุดไม่ได้”
เจโน่ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยคราบซอสที่มุมปากมิ๊กออกให้อีกครั้ง คราวนี้มิ๊กไม่ได้ปัดออก... อาจจะเพราะเหนื่อย หรือเพราะนิ้วนั้นมันไม่ได้น่ารังเกียจอย่างที่คิด
“เหมือนกับนาย...”
เจโน่พึมพำเบาๆ
“อะไรนะ?”
“เปล่า... กินตำไทยของนายไปซะ หายเผ็ดแล้วหนิ”
เจโน่ผละออกกลับไปนั่งฝั่งตรงข้ามเหมือนเดิม ตักข้าวเหนียวจิ้มแจ่วกินต่อหน้าตาเฉย ทิ้งให้มิ๊กนั่งใจเต้นรัวกับสัมผัสวูบวาบเมื่อครู่
มิ๊กมองจานส้มตำตรงหน้า แล้วเหลือบมองคนกินมูมมามฝั่งตรงข้าม ความเผ็ดร้อนยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น... แต่มันแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจมันเท่าตอนแรกแล้ว
เย็นวันนั้น มิ๊กได้เรียนรู้อ**บทเรียนหนึ่ง ว่าบางครั้ง... ของที่ดูสกปรกและไร้ระเบียบ ก็อาจจะมีรสชาติที่ทำให้หัวใจเต้นแรงได้มากกว่าอาหารจานหรูในภัตตาคาร
และคนบางคน... ก็อันตรายเหมือนพริกแห้ง ที่รู้ว่าเผ็ด... แต่อยากจะลองชิมอีกสักครั้ง