อาคารปฏิบัติการอาหารตะวันตก ชั้น 5 เวลา 08:00 น.
เช้าวันจันทร์เริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบที่น่าอึดอัดกว่าปกติ
หลังจากเหตุการณ์ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ฝ่าสายฝนเมื่อเย็นวันศุกร์ ‘มิ๊ก’ ก็ใช้เวลาทั้งเสาร์และอาทิตย์ในการทบทวนตัวเองอย่างหนัก
ความรู้สึกอุ่นๆ ที่แผ่นหลังและจังหวะหัวใจที่เต้นผิดระเบียบในวันนั้น ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการควบคุม
และสำหรับคนที่ชีวิตต้องอยู่ในระเบียบเสมออย่างมิ๊ก... มันคือสัญญาณอันตราย
วันนี้มิ๊กจึงมาถึงห้องแล็บเร็วพิเศษ เขาจัดเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเสร็จสรรพ ยืนหลังตรงในชุดเชฟสีขาวที่ดู ‘เย็นชา’ ยิ่งกว่าน้ำแข็งในถัง
“อรุณสวัสดิ์คุณชาย... วันนี้มาเช้าจังวะ”
เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ‘เจโน่’ เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดูสดใสเกินเบอร์
เขาจงใจขยับเข้ามาใกล้เหมือนจะทักทายแบบปกติ
มิ๊กขยับตัวถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวทันทีโดยสัญชาตญาณ
“อรุณสวัสดิ์ครับเจโน่ เตรียมตัวพร้อมสำหรับ Consommé แล้วใช่มั้ย?”
น้ำเสียงของมิ๊กราบเรียบและห่างเหิน จนเจโน่ที่กำลังจะยกมือขึ้นตบไหล่ถึงกับชะงักมือนิ่งค้างกลางอากาศ
เจโน่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึง ‘กำแพง’ หนาทึบที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในเวลาเพียงแค่สองวัน
“พร้อมดิ... แต่เป็นไรป่ะเนี่ย? ทำหน้าเหมือนกูไปเผาบ้านมึงมางั้นแหละ”
“เปล่าครับ ผมแค่ต้องการสมาธิ วันนี้งานเรายากมาก”
มิ๊กตอบโดยไม่สบตา เขาหยิบหัวหอมใหญ่ขึ้นมาเริ่มซอยด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ
เป็นสัญญาณบอกว่าเขาไม่พร้อมจะสนทนาเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเรียน
เจโน่ถอนหายใจยาว ยักไหล่ให้ตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปเตรียมเนื้อสับ
“โอเค... อยากเล่นบทคุณชายเย็นชาก็ตามใจ”
...
การปรากฏตัวของ ‘ผู้ท้าชิง’
ในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบ
ประตูห้องแล็บก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการเข้ามาของบุคคลที่ทำให้ทั้งห้องต้องหยุดชะงัก
หญิงสาวร่างโปร่งในชุดเชฟที่ดูเนี๊ยบไม่แพ้มิ๊ก
ผมสีดำสนิทรวบตึงเป็นมวยอยู่ภายใต้หมวกเชฟ ใบหน้าสวยคมนิ่งสงบราวกับน้ำในสระที่ไร้ระลอกคลื่น
เธอคือ ‘หลิว’
sds
นักศึกษาทุนเรียนดีอันดับหนึ่งจากสาขาอาหารจีนที่เพิ่งโอนหน่วยกิตมาเรียนอาหารตะวันตกเพิ่มเติม
ชื่อเสียงของหลิวในเรื่องความแม่นยำและการจัดการวัตถุดิบนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสถาบัน
ว่ากันว่าเธอสามารถหั่นขิงให้บางจนมองทะลุได้ และใจเย็นยิ่งกว่าใครในรุ่น
หลิวเดินตรงไปยังสเตชั่นหมายเลข 10 ซึ่งอยู่ถัดจากเจโน่และมิ๊กไปเพียงโต๊ะเดียว
“นั่นไง... ตัวตึงมาละ” ‘บอม’ ที่ยืนอยู่โต๊ะข้างหลังกระซิบกับเจโน่
“ใครวะ?” เจโน่ถามพลางสับเนื้อ
“ชื่อหลิว... เทพเจ้าแห่งความเป๊ะ มิ๊กเวอร์ชั่นผู้หญิงที่อัปเกรดความนิ่งขึ้นไปอีกสิบเท่า
รายนี้แหละที่จะมาแย่งตำแหน่งท็อปห้องของคู่มึง”
มิ๊กที่กำลังซอยผักอยู่ถึงกับมือชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่า ‘แย่งตำแหน่ง’ เขาเหลือบมองหลิวที่เริ่มจัดการสเตชั่นของตัวเองอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทุกการเคลื่อนไหวของหลิวดูประหยัดพลังงานแต่ได้ผลลัพธ์สูงสุด
มันคือความสมบูรณ์แบบที่มิ๊กพยายามจะเป็น... แต่มิ๊กยังมีความกังวลฉายออกมาทางสายตา ต่างจากหลิวที่ดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาอย่างดี
...
โจทย์เริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อทุกคนต้องเริ่มทำขั้นตอน Clarification หรือการทำให้ซุปใส
“จำไว้นะครับ...” เชฟผู้สอนเดินตรวจตราไปรอบๆ “น้ำซุป Consommé ที่ดีต้องใสกระจก (Crystal Clear)
ไม่มีคราบมัน และรสชาติของเนื้อต้องเด่นชัด”
มิ๊กเทส่วนผสมของเนื้อสับ ผัก และไข่ขาวลงในหม้อสต็อกเย็นจัดที่เตรียมไว้ เขาคอยใช้ไม้พายคนอย่างระมัดระวังไม่ให้เนื้อติดก้นหม้อ
“เจโน่... ช่วยคุมไฟหน่อย ให้มันเดือดแค่ปุดๆ (Simmer) ห้ามเดือดพล่านเด็ดขาด”
“รับทราบครับคุณครู” เจโน่ตอบด้วยน้ำเสียงกวนๆ น้อยลง
เขาเริ่มสัมผัสได้ว่ามิ๊กกำลังกดดันตัวเองอย่างหนักเมื่อเห็นการทำงานของหลิวที่โต๊ะข้างๆ
หลิวทำงานคนเดียวอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องมีพาร์ทเนอร์คอยช่วย (เนื่องจากพาร์ทเนอร์ของเธอลาป่วย)
เธอคุมไฟได้นิ่งสนิท แพไข่ขาวหรือที่เรียกว่า Raft ในหม้อของเธอเริ่มจับตัวกันเป็นเกาะสวยงามและทำหน้าที่เป็นตัวกรองที่สมบูรณ์แบบ
น้ำซุปที่ค่อยๆ ซึมขึ้นมาจากรูตรงกลางแพไข่ขาวของหลิวเริ่มใสขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ
มิ๊กเริ่มเหงื่อซึมที่หน้าผาก เขาหันกลับมาดูหม้อของตัวเอง “ทำไมของเรามันยังดูขุ่นๆ วะเจโน่... ไฟแรงไปป่ะ?”
มิ๊กเริ่มสติหลุด มือที่ถือไม้พายเริ่มสั่น
“ใจเย็นคุณชาย... ไฟมันก็นิ่งดีอยู่นะ” เจโน่เดินเข้ามาใกล้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผากให้มิ๊กเบาๆ เหมือนที่มิ๊กเคยทำตอนที่เขาเมา
มิ๊กชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบี่ยงหน้าหนีสัมผัสนั้น “ไม่ต้อง... ผมทำเองได้ คุณไปดูอุณหภูมิน้ำเถอะ”
เจโน่ถอนหายใจ ทิ้งผ้าลงบนโต๊ะ “เออ! เก่งนักก็ทำไปคนเดียวเลย”
ความตึงเครียดระหว่างเจโน่กับมิ๊กเริ่มส่งผลต่องาน
น้ำซุปในหม้อที่ควรจะใสเริ่มมีฟองอากาศขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาเนื่องจากมิ๊กเผลอคนแรงเกินไปในช่วงแรก
...
วิกฤตกลางห้องแล็บ
“เชฟคะ... ซุปสเตชั่น 08 ดูเหมือนจะมีปัญหานะคะ”
เสียงนิ่งเรียบของหลิวพูดขึ้นขณะที่เธอกำลังใช้ผ้าขาวบางกรองซุปใสของเธออย่างใจเย็น
เชฟผู้สอนเดินตรงมาที่โต๊ะของมิ๊กและเจโน่ทันที เชฟมองลงไปในหม้อแล้วขมวดคิ้ว
“มันขุ่นเกินไปนะมิ๊ก... ไข่ขาวของคุณจับตัวไม่ดีพอ ตะกอนเริ่มกระจายลงไปข้างล่างแล้ว
ถ้ากรองออกมาตอนนี้ มันจะเป็นแค่ซุปธรรมดา ไม่ใช่ Consommé”
มิ๊กหน้าซีดราวกับกระดาษขาว คำวิจารณ์ของเชฟเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหัว
“ผม... ผมจะรีบแก้ครับ”
“แก้ไม่ได้แล้วเวลาเหลือแค่สามสิบนาที” เชฟพูดเสียงเด็ดขาด “ถ้ากรองออกมาแล้วขุ่น... ผมหักคะแนนทั้งคู่”
เชฟเดินจากไป ทิ้งให้มิ๊กยืนนิ่งค้างเหมือนโลกถล่ม
ความสมบูรณ์แบบที่เขาพยายามรักษามาตลอดกำลังจะพังทลายลงเพราะความรนรานของตัวเอง
เจโน่มองหน้ามิ๊กที่ดูเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เขาที่ตอนแรกกำลังโกรธ... กลับรู้สึกสงสารคนตรงหน้าจนจับใจ
ไอ้ที่วางท่าหยิ่งยโส ใส่เสื้อเชฟเนี๊ยบๆ นั่น... จริงๆ แล้วมันก็แค่เปลือกที่ห่อหุ้มเด็กขี้กลัวคนหนึ่งไว้ข้างในเท่านั้นเอง
“หลีกไป...” เจโน่พูดเสียงเข้ม
“อะไร?”
“กูบอกให้หลบไป... เดี๋ยวพี่โน่จัดการเอง”
เจโน่ดันมิ๊กออกไปข้างๆ เขาหยิบน้ำแข็งก้อนหนึ่งโยนลงไปข้างๆ
หม้อเพื่อลดอุณหภูมิผิวสัมผัส และใช้เทคนิค ‘การนิ่ง’ ที่เขาเรียนรู้มาจากร้านข้าวแกงของแม่
“มึงมัวแต่กลัวหลิว มัวแต่กลัวเสียฟอร์ม จนมึงลืม ‘ฟัง’ เสียงซุปในหม้อ”
เจโน่ใช้ช้อนค่อยๆ แซะขอบแพไข่ขาวให้มันเกาะตัวกันแน่นขึ้น เขาไม่ได้ใช้ทฤษฎีเป๊ะๆ แบบมิ๊ก แต่ใช้ความรู้สึกและจังหวะของไฟ
“ซุปมันก็เหมือนคนนั่นแหละมิ๊ก... ยิ่งมึงไปกวนมันตอนที่มันยังไม่พร้อม มันก็ยิ่งขุ่นมัว”
มิ๊กยืนมองแผ่นหลังกว้างของเจโน่ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
คนที่เขาเคยดูถูกว่า ‘ซกมก’ และ ‘ไร้ระเบียบ’ ตอนนี้กลับเป็นคนเดียวที่พยายามจะกู้ซากความล้มเหลวของเขาขึ้นมา
...
การกรองครั้งสุดท้าย
เวลาเหลือเพียงห้านาที
หลิวเสิร์ฟซุปของเธอเป็นคนแรก น้ำซุปของเธอใสราวกับน้ำเปล่าที่ใส่ไว้ในแก้วไวน์หรู เชฟพยักหน้าให้คะแนนเต็มโดยไม่ต้องชิม
มิ๊กกลั้นใจมองเจโน่ที่กำลังใช้กระบวยค่อยๆ ตักซุปผ่านผ้าขาวบางอย่างเบามือที่สุด
หยดน้ำซุปสีน้ำตาลทองไหลลงสู่ถ้วยกระเบื้อง... มันไม่ถึงกับใสเหมือนคริสตัลแบบของหลิว... แต่มันก็ใสพอที่จะมองเห็นก้นถ้วยได้ชัดเจน และที่สำคัญ... กลิ่นของมันหอมลึกซึ้งกว่าของหลิวมาก
เจโน่ส่งถ้วยซุปให้มิ๊ก “ไปเสิร์ฟดิ... ผลงานมึงนะ”
“แต่นี่คุณเป็นคนแก้...”
“ทีมเดียวกันป่ะวะ? ไปเร็ว เดี๋ยวไม่ทัน”
มิ๊กรับถ้วยซุปนั้นมา ความอุ่นจากถ้วยแผ่ซ่านสู่ปลายนิ้วที่ยังสั่นเทา
เขามองหน้าเจโน่... ที่ตอนนี้มีรอยยิ้มบางๆ ให้เขา ไม่ใช่ยิ้มกวนประสาท แต่เป็นยิ้มที่บอกว่า ‘ไม่เป็นไร’
...
หลังเลิกคลาส
คะแนนของมิ๊กและเจโน่ออกมาอยู่ที่ B+ ซึ่งถือว่ารอดตายอย่างหวุดหวิด
มิ๊กเดินออกมาจากห้องแล็บด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก เขาเดินไปที่ระเบียงทางเชื่อมอาคารที่ไม่มีคน
“มิ๊ก...”
เสียงของหลิวดังขึ้นจากด้านหลัง มิ๊กหันไปมอง หญิงสาวหน้านิ่งคนนั้นยืนกอดอกมองเขาอยู่
“วันนี้เธอรนไปนะ” หลิวพูดตรงๆ “ถ้าไม่ได้พาร์ทเนอร์คนนั้นช่วยไว้... เธอจบเห่แน่”
“ฉันรู้...” มิ๊กก้มหน้า
“เธอน่ะ... มีเทคนิคที่ดีนะมิ๊ก แต่เธอยังขาดสิ่งหนึ่งที่พาร์ทเนอร์เธอมี”
“อะไร?”
“ความเชื่อใจ...” หลิวทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไป
มิ๊กยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านอาคาร คำว่า ‘ความเชื่อใจ’
มันดูเรียบง่าย... แต่สำหรับมิ๊กที่โตมากับการแข่งขันและการถูกกดดันให้เป็นที่หนึ่งเสมอ มันคือสิ่งที่เขาไม่เคยมีให้ใครเลย
แม้แต่กับคนที่พาเขาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝนคนนั้น...
“ยืนเหม่อเป็นนางเอกเอ็มวีอีกละ”
เจโน่เดินมาพิงราวระเบียงข้างๆ เขาไม่ได้พูดเรื่องซุป ไม่ได้ทวงบุญคุณ
“เจโน่...”
“หือ?”
“ขอบคุณนะ... สำหรับวันนี้”
มิ๊กพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันกลั่นออกมาจากใจจริงๆ
เจโน่หันมามองคนข้างตัว เขาเห็นดวงตาที่เคยแข็งกร้าวของมิ๊กตอนนี้ดูอ่อนแสงลง เขาอยากจะดึงคนตรงหน้าเข้ามากอด... แต่เขารู้ดีว่ามันยังไม่ใช่เวลา
กำแพงของมิ๊กอาจจะเริ่มมีรอยร้าว... แต่เขาก็ยังไม่พร้อมจะทุบมันทิ้ง
“ไม่เป็นไร... ถือว่าไถ่โทษที่ทำไวน์หกใส่คราวที่แล้วแล้วกัน” เจโน่ยักคิ้วให้หนึ่งที
“อันนั้นมันคนละเรื่อง!”
“เอ้า! นึกว่าจะซึ้งได้นานกว่านี้ซะอีก” เจโน่หัวเราะร่า
มิ๊กหลุดยิ้มออกมานิดหนึ่ง... ยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากการฝืนทำตามมารยาท
แต่มันคือรสชาติของความโล่งใจที่ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในความรู้สึก
การเรียนเชฟอาจจะไม่ได้มีแค่เรื่องทำอาหารให้อร่อย
แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ ‘ปรุง’ ความสัมพันธ์ที่พังทลาย ให้กลับมากลมกล่อมใหม่อีกครั้ง
และดูเหมือนว่า... หลิว จะไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่แข่งที่น่ากลัว
แต่เธออาจจะเป็น ‘กระจก’ ที่สะท้อนให้มิ๊กเห็นว่า... ความสมบูรณ์แบบที่ไร้หัวใจ มันก็แค่ซุปที่ใสแต่ไร้รสชาติเท่านั้นเอง