ตอนที่ 13 : รสชาติของความเชื่อใจ

1535 Words
ห้องปฏิบัติการเตรียมวัตถุดิบ เวลา 19:00 น. แสงไฟนีออนสีขาวโพลนในห้องปฏิบัติการยังคงสว่างจ้า แม้จะเป็นเวลาล่วงเลยชั่วโมงเรียนปกติมานานแล้ว เสียงใบมีดกระทบกับเขียงพลาสติกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แข่งกับเสียงเครื่องระบายอากาศที่ทำงานเอื่อยๆ ‘มิ๊ก’ ยืนอยู่หน้าสเตชั่นเดิมของเขาเพียงลำพัง ในมือถือมีดแล่ปลาที่คมกริบ เขากำลังจดจ่ออยู่กับการจัดการกับ ‘ปลากะพงขาว’ ตัวเขื่องตรงหน้า คำพูดของ ‘หลิว’ เมื่อช่วงบ่ายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง “เธอยังขาดสิ่งหนึ่งที่พาร์ทเนอร์เธอมี... ความเชื่อใจ” มิ๊กถอนหายใจยาว แว่นสายตาเริ่มมีฝ้าขึ้นเล็กน้อยจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นตามความเครียด เขาพยายามจะแล่ปลาให้ได้สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุดตามภาพในตำรา แต่ทุกครั้งที่คมมีดกรีดลงไปบนหนังปลาลื่นๆ มือเขากลับสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ “โธ่เว้ย...” มิ๊กสบถเบาๆ พลางวางมีดลงอย่างหัวเสีย เนื้อปลาที่เขาแล่ออกมามันแหว่งและติดก้างมากเกินไป นี่ไม่ใช่ผลงานของนักศึกษาท็อปห้องอย่างที่เขาควรจะเป็น “แล่ปลาหรือสับไห้ให้หมากินวะนั่น?” เสียงทุ้มกวนประสาทดังขึ้นจากประตูห้องแล็บ มิ๊กไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ‘เจโน่’ เดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสบายๆ เขาไม่ได้ใส่เสื้อเชฟแล้ว เหลือเพียงเสื้อยืดสีดำพอดีตัวที่ขับเน้นช่วงไหล่กว้างและแผ่นอกแน่นทึบ แขนเสื้อถูกพับขึ้นไปจนเกือบถึงหัวไหล่ เผยให้เห็นเส้นเลือดที่พาดผ่านท่อนแขนล่ำสันและรอยแผลเป็นจางๆ จากไฟลวก เจโน่เดินมาหยุดข้างๆ มิ๊ก กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นฝนที่ติดตัวเขามาทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนไปทันที “คุณยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?” มิ๊กถามโดยไม่หันไปมอง “กลับไปก็เหงา... เลยแวะมาดูว่ามีคุณหนูที่ไหนแอบมาร้องไห้ในห้องแล็บรึเปล่า” เจโน่ยิ้มมุมปาก เขาโน้มตัวลงมองซากปลาบนเขียงของมิ๊กแล้วส่ายหัว “เล็งนานเกินไปแล้วมิ๊ก... มึงมัวแต่คิดว่าก้างมันอยู่ตรงไหนตามรูปในหนังสือ แต่มึงไม่เคย ‘รู้สึก’ ถึงกระดูกมันจริงๆ เลย” เจโน่ขยับเข้ามาประชิดด้านหลังมิ๊กโดยไม่ให้ตั้งตัว แผ่นอกกว้างที่ร้อนระอุแนบชิดกับแผ่นหลังของมิ๊ก จนคนตัวเล็กกว่ารู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่หนักแน่นของอีกฝ่าย “เจโน่... จะทำอะไร” มิ๊กตัวแข็งทื่อ “อยู่นิ่งๆ ... เดี๋ยวพี่สอนเอง” เจโน่เอื้อมมือหนาและหยาบกร้านของเขามากุมทับมือของมิ๊กที่ถือมีดอยู่ สัมผัสจากมือของเจโน่นั้นร้อนจัดและเต็มไปด้วยความมั่นใจ นิ้วโป้งของเขาที่มีรอยด้านจากการทำงานหนัก ลูบไล้ไปบนหลังมือขาวเนียนของมิ๊กเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม “หลับตาลง...” เจโน่กระซิบข้างหู ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอจนมิ๊กขนลุกซู่ “จะบ้าเหรอ หลับตาแล่ปลาเนี่ยนะ มีดบาดมือพอดี” “เชื่อใจกูสิ...” คำว่า ‘เชื่อใจ’ จากปากเจโน่ ฟังดูมีน้ำหนักมากกว่าที่หลิวพูดเป็นร้อยเท่า มิ๊กเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงกลิ่นคาวปลาและกลิ่นกายของคนข้างหลัง “ใช้ปลายนิ้วซ้าย... สัมผัสไปที่สันหลังปลา” เจโน่บังคับมือของมิ๊กให้ขยับไปตามความยาวของตัวปลา มิ๊กเริ่มรู้สึกถึงความขรุขระของเกล็ด และรอยนูนของกระดูกสันหลังที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อนุ่ม “รู้สึกถึงมันมั้ย? กระดูกมันไม่ได้เรียบเหมือนไม้บรรทัด แต่มันมีจังหวะของมัน...” เจโน่เริ่มนำทางให้มิ๊กกรีดมีดลงไปช้าๆ คราวนี้มิ๊กไม่ได้นึกถึงหน้ากระดาษในตำรา แต่เขาปล่อยให้ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาจากมือของเจโน่นำทางไป ฉึบ... เสียงคมมีดตัดผ่านพังผืดและแยกเนื้อออกจากก้างดังชัดเจนในความเงียบ มันเป็นจังหวะที่นุ่มนวลและเฉียบคมอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน “นั่นแหละ... สัมผัสของสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ของเล่นในแล็บ” เจโน่กระซิบเสียงต่ำ ราวกับกำลังร่ายมนตร์อยู่ข้างหู เขาเริ่มขยับมือเร็วขึ้น ท่อนแขนแกร่งที่โอบล้อมตัวมิ๊กไว้ขยับตามจังหวะการแล่ เส้นเลือดที่แขนของเจโน่ปูดโปนขึ้นจากการออกแรงกดมีดอย่างพอดี มิ๊กเริ่มหายใจติดขัด ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่เกินขอบเขต เขารับรู้ได้ถึงเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ซึมออกมาจากขมับของเจโน่และหยดลงบนไหล่เสื้อเชฟของเขา จนกระทั่งเนื้อปลาชิ้นสวยหลุดออกมาจากก้างอย่างสมบูรณ์แบบ... โดยไม่มีเนื้อติดก้างแม้แต่นิดเดียว มิ๊กลืมตาขึ้นมองผลงานตรงหน้าด้วยความทึ่ง “ผม... ผมทำได้แล้ว” “เราทำได้ต่างหาก” เจโน่ยังไม่ยอมปล่อยมือ เขาหมุนตัวมิ๊กให้หันมาเผชิญหน้ากันในระยะประชิด แผ่นหลังของมิ๊กพิงอยู่กับเคาน์เตอร์สแตนเลสที่เย็นเฉียบ ตัดกับความร้อนแรงจากร่างกายของเจโน่ที่กักขังเขาไว้ เจโน่ใช้มืออีกข้างเช็ดคราบเหงื่อบนหน้าผากให้มิ๊กอย่างเบามือ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมิ๊กที่ตอนนี้ไม่มีแว่นตากั้น (เพราะมันเริ่มมัวจนมิ๊กถอดวางไว้ข้างๆ) “เห็นมั้ยมิ๊ก... บางอย่างมันใช้สมองคุมไม่ได้ แต่มันต้องใช้ ‘ใจ’ สัมผัส” เจโน่โน้มใบหน้าลงมาจนระดับสายตาเสมอกัน กลิ่นไอของความดิบเถื่อนจากคนตรงหน้าทำให้มิ๊กเริ่มมึนหัว ราวกับเพิ่งจิบไวน์องุ่นเข้าไปเป็นขวด “คุณเก่งเรื่องนี้เสมอเลยนะเจโน่... เรื่องการทำตามสัญชาตญาณ” มิ๊กพูดเสียงเบาหวิว “กูไม่ได้เก่งแค่เรื่องทำอาหารนะ... เรื่องอื่นกูก็ใช้สัญชาตญาณเก่งเหมือนกัน” เจโน่ยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาเขาเลื่อนลงมาอยู่ที่ริมฝีปากบางของมิ๊กที่ขึ้นสีแดงจางๆ เพราะความร้อนในห้อง เขาสังเกตเห็นไฝเล็กๆ ที่มุมปากของมิ๊ก... มันดูน่าแกล้งจนเขาต้องกลืนน้ำลาย ในจังหวะที่ระยะห่างค่อยๆ ลดน้อยลงจนเหลือเพียงอากาศบางๆ กั้นกลาง แกรก! เสียงประตูด้านหลังห้องเปิดออก พร้อมกับร่างสูงโปร่งของใครบางคน “ยังไม่กลับกันอีกเหรอคะ?” เสียงนิ่งเรียบของ ‘หลิว’ ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอุ่นซ่านจนแตกกระเจิง มิ๊กรีบผลักอกเจโน่ออกแล้วคว้าแว่นมาใส่ทันทีด้วยความรนราน ส่วนเจโน่แค่ถอนหายใจยาวอย่างขัดใจ พลางยกมือขึ้นเสยผมที่ยุ่งเหยิง หลิวเดินเข้ามาในห้องด้วยชุดลำลองที่ดูเรียบหรู เธอไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจที่เห็นทั้งคู่ในสภาพนั้น เธอมองไปที่ชิ้นปลาบนเขียงของมิ๊ก แล้วพยักหน้าเบาๆ “แล่ได้ดีขึ้นนี่คะ... ดูเหมือน ‘ความเชื่อใจ’ จะเริ่มทำงานแล้วสินะ” มิ๊กหน้าแดงซ่านจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน “ผม... ผมแค่ฝึกซ้อมนิดหน่อยครับหลิว” “ฝึกซ้อมกับพาร์ทเนอร์ดีๆ ก็ช่วยให้พัฒนาไวแบบนี้แหละค่ะ” หลิวพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินไปหยิบอุปกรณ์ที่ลืมไว้ที่โต๊ะของเธอ “ฉันแค่จะมาเอาสมุดบันทึกน่ะค่ะ... เชิญพวกคุณตามสบายนะคะ อย่าลืมปิดไฟตอนออกไปด้วยล่ะ” หลิวเดินจากไปเงียบๆ เหมือนตอนที่เธอมา ทิ้งให้ความอึดอัดที่แสนหวานปกคลุมคนสองคนอีกครั้ง เจโน่หันกลับมามองมิ๊กที่กำลังพยายามล้างเขียงอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแก้เขิน “จะกลับรึยัง? เดี๋ยวไปส่งที่คอนโด” “ไม่เอา... วันนี้ผมมีรถที่บ้านมารับ” มิ๊กตอบโดยไม่มองหน้า “โธ่... นึกว่าจะได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันอีกรอบ” เจโน่หัวเราะร่า เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วขยี้หัวมิ๊กแรงๆ จนผมที่เซตมาอย่างดีเสียทรง “ไปละ... พรุ่งนี้เจอกันนะคุณชาย อย่าลืมเอาปลาที่แล่ไว้ไปฝากแม่ด้วยล่ะ เนื้อสวยขนาดนี้ แม่กูคงปลื้มลูกสะใภ้ เอ้ย! เพื่อนลูกชายคนนี้แน่ๆ” “เจโน่! ไอ้กุ๊ย!” มิ๊กตะโกนไล่หลัง แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความหวานจางๆ ที่ซึมลึกเข้าไปในความรู้สึก เขาก้มมองเนื้อปลาบนเขียงอีกครั้ง... มันไม่ใช่แค่ปลาที่แล่ได้สวย แต่มันคือหลักฐานชิ้นแรกที่บอกว่า... กำแพงที่เขาเคยสร้างไว้เพื่อกั้น ‘ความเชื่อใจ’ จากคนอื่น บัดนี้... มันเริ่มสั่นคลอนเพราะผู้ชายเสื้อดำคนนี้เข้าเสียแล้ว รสชาติของความเชื่อใจ... มันไม่ได้ใสเหมือน Consommé แต่มันกลับมีความ ‘นัว’ และ ‘ลึกซึ้ง’ อย่างที่ตำราเล่มไหนก็ไม่เคยบันทึกไว้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD