ตอนที่ 6 : แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

1754 Words
ร้านหมูกระทะชื่อดัง (ย่านสามย่าน) เวลา 18:00 น. คำว่า “สะอาด” ในนิยามของ ‘เจโน่’ กับ ‘มิ๊ก’ นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สำหรับมิ๊ก สะอาดหมายถึงพื้นกระเบื้องเงาวับ ไม่มีคราบมัน และพนักงานสวมถุงมือ แต่สำหรับเจโน่... แค่ไม่มีหนูวิ่งผ่านเท้าและจานไม่มีคราบพริกแห้งติดอยู่ ก็ถือว่าระดับโรงแรมห้าดาวแล้ว “นี่คือ... สะอาดของคุณ?” มิ๊กยืนกอดอกมองป้ายหน้าร้าน ‘เจ๊โอ่ง หมูกระทะรสเด็ด (ห้องแอร์) ’ แม้จะเป็นห้องแอร์ตามที่สัญญาไว้ แต่กลิ่นควันจากการปิ้งย่างที่ลอดออกมาทางประตูอัตโนมัติก็รุนแรงพอที่จะทำให้มิ๊กต้องกลั้นหายใจ ภายในร้านเต็มไปด้วยผู้คนจอแจ เสียงเนื้อย่างบนเตาทองเหลืองดังฉ่าๆ ประสานกับเสียงคุยโขมงโฉงเฉงของเหล่านักศึกษาและคนวัยทำงาน “เออน่า... แอร์เย็นฉ่ำเห็นมั้ย? พื้นก็ไม่แฉะ เข้าไปเถอะ หิวจะตายแล้ว” เจโน่ไม่รอให้มิ๊กเปลี่ยนใจ เขาคว้าข้อมือขาวๆ นั่นแล้วลากเข้าไปในดงควันทันที “เฮ้ยทางนี้เว้ยไอ้เสือ!” เสียงตะโกนดังลั่นมาจากโต๊ะมุมในสุด มิ๊กสะดุ้งเฮือก หันไปมองต้นเสียง ชายหนุ่มรูปร่างท้วมสมบูรณ์ หน้าตาอารมณ์ดี กำลังโบกไม้โบกมือเรียกเจโน่อย่างบ้าคลั่ง ข้างๆ กันมีหญิงสาวผมสั้นซอยเท่ นั่งเท้าคางมองมาด้วยสายตานิ่งๆ “นั่นใคร?” มิ๊กกระซิบถามเจโน่ “อ๋อ... ลืมบอก” เจโน่หันมายิ้มแหยๆ “กูชวนเพื่อนมาด้วย... กินหลายคนอร่อยกว่ากินสองคน จริงมั้ย?” มิ๊กอยากจะหันหลังกลับเดินออกจากร้านเดี๋ยวนี้ เขาไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบเสียงดัง และที่สำคัญ... เขาไม่ชอบการปาร์ตี้กับคนแปลกหน้า แต่เจโน่ไม่เปิดโอกาสให้หนี เขาโดนดันหลังให้เดินไปที่โต๊ะตัวนั้นจนได้ “มาแล้วครับเชฟมือทอง!” ชายหนุ่มร่างท้วมลุกขึ้นตบไหล่เจโน่ดังปึ้ก ก่อนจะหันมามองมิ๊กตาโต “โอ้โห... นี่เหรอวะ ‘คุณชายมิ๊ก’ ที่มึงเผาให้ฟังทุกวัน? ตัวจริงขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะเลยว่ะ” “ไอ้สัสบอม ปากหมานะมึง” เจโน่ด่าเพื่อนขำๆ ก่อนจะแนะนำตัว “มิ๊ก... นี่ ‘บอม’ เพื่อนสนิทกูตั้งแต่มัธยม ปากหมาแต่ใจดี ส่วนคนสวยๆ หน้านิ่งๆ นั่นชื่อ ‘แพรว’ เพื่อนกลุ่มเดียวกัน” มิ๊กยกมือไหว้ตามมารยาท “สวัสดีครับ” แพรวรับไหว้ สายตาคมกริบภายใต้ผมหน้าม้านั่นกวาดมองมิ๊กตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมาหยุดที่ข้อมือของมิ๊ก... ที่เจโน่ยังจับค้างไว้อยู่ “สวัสดีค่ะคุณชาย... นั่งสิ” แพรวพูดเสียงเรียบ แต่สายตายังจับจ้องที่มือคู่นั้น จนเจโน่รู้ตัวรีบปล่อยมือออก ... สมรภูมิเตาทองเหลือง การกินหมูกระทะกับแก๊งของเจโน่ ไม่ใช่การกินอาหารเย็น แต่มันคือ ‘สงครามแย่งชิงทรัพยากร’ ทันทีที่เตามาลงและมันหมูถูกวางแปะบนยอดโดม... ความวุ่นวายก็เริ่มขึ้น “หมูสามชั้นมา! กูจอง!” บอมคว้าจานหมูสามชั้นเทลงกระทะเสียงดังซู่ “ผักบุ้งกู! อย่าแย่ง!” แพรวเอาตะเกียบคีบผักบุ้งลงไปต้มในช่องน้ำซุปอย่างรวดเร็ว มิ๊กนั่งตัวลีบอยู่ริมสุด มือถือตะเกียบค้างไว้กลางอากาศ เขาไม่รู้จะเอาตะเกียบไปแทรกตรงไหน ทุกพื้นที่บนเตาถูกจับจองด้วยหมู ไก่ ปลาหมึก และลูกชิ้น จนแทบไม่มีที่ว่าง เขาทำได้แค่นั่งมองตาปริบๆ “เอ้า... กินสิคุณชาย นั่งมองหมูมันไม่สุกเองนะ” บอมพูดพลางเคี้ยวหมูตุ้ยๆ น้ำจิ้มเลอะมุมปาก “คือ... มันไม่มีที่ลงครับ” มิ๊กตอบเสียงเบา “โถ่เอ๊ย... ลีลาชักช้าอดแดกนะเว้ย วงการนี้ใครไวคนนั้นได้” บอมหัวเราะร่า แล้วคีบหมูชิ้นสุดท้ายที่เพิ่งสุกเข้าปากหน้าตาเฉย มิ๊กถอนหายใจ... กะแล้วเชียวว่าต้องอดตาย เขาวางตะเกียบลง เตรียมจะหยิบแก้วน้ำมาดูดแก้หิวแทน แต่แล้ว... หมูสามชั้นย่างเกรียมกำลังดี สีเหลืองทองสวยงาม ก็ถูกคีบมาวางแหมะลงในถ้วยน้ำจิ้มของเขา มิ๊กเงยหน้าขึ้นมอง เจโน่กำลังยุ่งอยู่กับการพลิกหมูบนเตา เหงื่อเริ่มซึมที่หน้าผาก แต่สายตาเขากลับคอยสอดส่องพื้นที่ว่างบนเตาอย่างชำนาญ “กินไป... เดี๋ยวพยาธิในท้องจะร้องไห้” เจโน่พูดโดยไม่มองหน้า คีบกุ้งแกะเปลือกแล้ว (ที่เขาแอบแกะไว้เงียบๆ) ใส่ถ้วยให้มิ๊กอีกตัว “บอม มึงเบาๆ หน่อย เพื่อนกูผู้ดีตีนแดง เขาแย่งมึงไม่ทัน” เจโน่หันไปดุบอม “โอ๋ๆๆ ปกป้องซะด้วย... ธรรมดาเห็นใครชักช้า มึงด่าเปิงแล้วนี่หว่า” บอมแซวเสียงสูง หันไปยักคิ้วให้แพรว แพรวอมยิ้มมุมปาก คีบเห็ดเข็มทองเข้าปากเงียบๆ เหมือนรู้อะไรบางอย่าง “ก็วันนี้เขาพากูสอบได้เต็ม... ต้องดูแลหน่อยเว้ย บุญคุณต้องทดแทน” เจโน่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่ตะเกียบในมือยังคงทำหน้าที่ ‘การ์ดส่วนตัว’ ให้มิ๊กไม่หยุด คอยกันท่าตะเกียบของบอมที่จะมาแย่งหมูชิ้นสวยๆ และคอยคีบของสุกมาใส่จานให้มิ๊กจนพูน มิ๊กมองหมูในจานสลับกับมองหน้าด้านข้างของเจโน่ ในความวุ่นวายและเสียงดังโวยวายของร้าน... เขากลับรู้สึก ‘อุ่นใจ’ “ขอบคุณ...” มิ๊กพึมพำเบาๆ แล้วคีบหมูเข้าปาก รสชาติของหมูกระทะที่ย่างด้วยเตาถ่าน หอมกลิ่นไหม้นิดๆ จิ้มกับน้ำจิ้มสุกี้รสเด็ด... มันอร่อยกว่าที่เขากินคนเดียวในห้างเป็นไหนๆ “อร่อยป่ะ?” เจโน่หันมาถาม “อื้ม... น้ำจิ้มอร่อย” “ใช่มะ? เจ๊แกมีสูตรลับ ใส่เต้าหู้ยี้เยอะ... เอานี่ กินตับด้วย บำรุงเลือด หน้ามึงซีดเหมือนไก่ต้มแล้ว” เจโน่คีบตับหมูที่ลวกสุกพอดี (ไม่แข็งเกินไป) ใส่จานให้ แพรววางตะเกียบลง มองภาพตรงหน้าแล้วพูดขึ้นมาลอยๆ “ไอ้โน่... กูรู้จักมึงมาสามปี มึงยังไม่เคยปอกกุ้งให้กูสักตัว” “อ้าว... ก็มึงมือดีตีนดี ปอกเองดิวะ” เจโน่ตอบหน้าตาย “สองมาตรฐานว่ะ” แพรวส่ายหัว แล้วหันไปชนแก้วน้ำอัดลมกับบอม “กูว่างานนี้มีแวว... ใช่ป่ะไอ้อ้วน?” “แววไรวะ? แววเรือล่มปากอ่าวเหรอ?” บอมถามหน้าซื่อจนโดนแพรวตบหัวทิ่ม ... บทสนทนาหลังอิ่ม (After Dinner Talk) เมื่อพายุการกินผ่านพ้นไป เหลือเพียงซากอารยธรรมบนเตา บอมเริ่มเปิดบทสนทนาเรื่องสัพเพเหระ “แล้วนี่มิ๊กเป็นไงบ้าง เรียนหนักป่ะ? ได้ข่าวว่าไอ้โน่มันไปกวนตีนไว้เยอะ” บอมหันมาถามมิ๊กอย่างเป็นกันเอง “ก็... หนักครับ เจโน่เขา...” มิ๊กเหลือบมองคนข้างๆ “เขาก็มีความสามารถพิเศษในแบบของเขา” “แปลว่าทำตัวเกรียนจนมึงปวดหัวล่ะสิ” บอมหัวเราะ “แต่มันเก่งนะเว้ยไอ้นี่น่ะ... ที่บ้านมันเปิดร้านข้าวแกง มันอยู่หน้าเตามาตั้งแต่สิบขวบ ฝีมือปลายจวักมันของจริง” มิ๊กพยักหน้ายอมรับ “ครับ... ผมเห็นตอนสอบวันนี้แล้ว เขาเข้าใจวัตถุดิบดีกว่าผมอีก” คำชมซื่อๆ จากปากมิ๊ก ทำเอาเจโน่ที่กำลังแคะฟันอยู่ถึงกับชะงัก เขาไม่คิดว่าคุณหนูจอมหยิ่งจะยอมรับเขาต่อหน้าเพื่อน “เฮ้ยๆๆ ชมกันเองเขินแย่เลยว่ะ” เจโน่แก้เก้อ “มึงก็เก่ง... จัดจานสวยฉิบหาย ถ้ากูทำเองคงเทโครมเหมือนข้าวหมาไปแล้ว” “ปากมึงนี่นะ...” แพรวบ่นอุบ “เออ มิ๊ก...” บอมขยับเข้ามาใกล้ ทำหน้าจริงจัง “ถามจริง... ทนความซกมกมันได้ไงวะ? มันเคยเล่าว่าทำน้ำซุปหกใส่รองเท้ามึงวันแรก” “ก็...” มิ๊กมองรองเท้าตัวเองที่วันนี้เจโน่เช็ดให้แล้ว (แบบลวกๆ) “ก็พยายามทำใจครับ ถือว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาแต่ชาติปางก่อน” “ฮ่าๆๆๆ! เจ้ากรรมนายเวร! ชอบว่ะ!” บอมตบโต๊ะชอบใจ แม้แต่แพรวยังหลุดขำ เจโน่หน้างอ “เดี๋ยวเถอะมึง... เดี๋ยวเจ้ากรรมนายเวรจะคิดดอกเบี้ยค่าปอกกุ้งตัวละร้อย” บรรยากาศบนโต๊ะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มิ๊กที่เคยเกร็งในช่วงแรก เริ่มผ่อนคลายลง เขาพบว่าเพื่อนของเจโน่ แม้จะดูเสียงดังและหยาบคายไปบ้าง แต่ทุกคนจริงใจและตลกอย่างเป็นธรรมชาติ มันเป็นสังคมที่มิ๊กไม่เคยสัมผัส... สังคมที่ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน ... ทางกลับบ้าน เวลา 20:30 น. หลังจากแยกย้ายกับบอมและแพรวหน้าร้าน (โดยหารค่าอาหารกันแบบยุติธรรม แม้เจโน่จะพยายามเลี้ยงมิ๊ก แต่มิ๊กยืนยันจะจ่ายส่วนของตัวเอง) เจโน่เดินมาส่งมิ๊กที่จุดรอรถแท็กซี่ “วันนี้... ขอบคุณนะ” มิ๊กพูดขึ้นก่อน ทำลายความเงียบ “เรื่องไร? เรื่องปอกกุ้ง?” “เรื่องนั้นด้วย... และเรื่องที่ชวนเพื่อนมา มันก็... สนุกดี” มิ๊กพูดความจริง แม้กลิ่นควันหมูกระทะจะติดผมเขาจนเหม็นไปหมด แต่ความรู้สึกในใจกลับหอมหวานแปลกๆ เจโน่ยิ้มมุมปาก เอามือล้วงกระเป๋ากางเกง “เพื่อนกูมันบ้าๆ บอๆ หน่อย แต่มันนิสัยดี... ไว้วันหลังไปกินด้วยกันอีกดิ คราวหน้าจะพามารู้จัก ‘เต้ย’ อีกคน รายนั้นสายคุณหนูเหมือนมึง น่าจะคุยกันถูกคอ” “อื้ม... ไว้ดูอีกที” แท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นมาจอด มิ๊กเปิดประตูรถ แต่ก่อนจะก้าวเข้าไป เขาหันมาหาเจโน่อีกครั้ง “พรุ่งนี้... อย่าลืมซักเสื้อเชฟมาด้วยนะ เหม็นควันขนาดนี้ เดี๋ยวโดนอาจารย์ด่า” “ครับๆ คุณแม่... สั่งจังเลย” เจโน่ทำท่าตะเบ๊ะรับทราบ มิ๊กส่ายหัวยิ้มๆ แล้วก้าวขึ้นรถไป เจโน่ยืนมองไฟท้ายรถแท็กซี่ที่ค่อยๆ หายไปในความมืด เขายกมือขึ้นมาดม... กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของมิ๊กยังติดอยู่ที่ปลายนิ้วเขาจางๆ ผสมกับกลิ่นหมูกระทะ “หอมว่ะ...” เขาพึมพำกับตัวเอง ไม่แน่ใจว่าหมายถึงกลิ่นน้ำจิ้ม หรือกลิ่นคนขี้บ่นเมื่อกี้กันแน่ แต่ที่แน่ๆ ... คืนนี้เจโน่คงฝันดี และมิ๊กเอง... ก็คงกลับไปนอนกอดหมอนข้าง พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ‘โลกใบใหม่’ ที่เจโน่พาไปรู้จัก... มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD