ตอนที่ 7 : วิทยาศาสตร์แห่งความหวาน

1562 Words
ห้องปฏิบัติการเบเกอรี่ (Pastry Kitchen) เวลา 09:00 น. หากครัวร้อนเปรียบเสมือนสนามรบที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและควันโขมง... ครัวเบเกอรี่ก็คือ ‘ห้องทดลองวิทยาศาสตร์’ ที่เย็นเฉียบและเงียบสงบ อุณหภูมิในห้องถูกควบคุมไว้อย่างคงที่ที่ 18 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาอุณหภูมิของเนยและครีม กลิ่นหอมหวานของวนิลาฝักและเนยสดแท้จากฝรั่งเศสตลบอบอวลไปทั่ว ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย... สำหรับบางคน แต่ไม่ใช่สำหรับ ‘เจโน่’ ชายหนุ่มยืนจ้องเครื่องชั่งดิจิทัลด้วยสายตาอาฆาตมาราวกับมันไปฆ่าใครตายมา ในมือถือโถผสมแป้งที่เปื้อนคราบสีเหลืองนวล “เฮ้ยคุณชาย... มันเกินไป 2 กรัมเอง หยวนๆ ไม่ได้เหรอวะ?” เจโน่กระซิบถามคนข้างตัว ‘มิ๊ก’ กำลังง่วนอยู่กับการร่อนแป้งด้วยท่าทางสง่างาม เขาหยุดมือแล้วหันมามองเจโน่ผ่านแว่นตาด้วยสายตาเย็นชา “ไม่ได้” คำตอบสั้นๆ แต่เฉียบขาด “เบเกอรี่คือเคมี (Chemistry) ครับคุณเจโน่... แป้ง ไข่ น้ำตาล เนย ทุกอย่างทำปฏิกิริยากันด้วยสัดส่วนที่แม่นยำ ถ้าคุณใส่เกินไป 2 กรัม โครงสร้างมันอาจจะพัง หรือไม่ฟูเลยก็ได้” เจโน่ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างหงุดหงิด เขาเกลียดการทำขนม สำหรับเขา อาหารคาวคือศิลปะแห่งการปรุงแต่ง ขาดเค็มเติมน้ำปลา ขาดเปรี้ยวเติมมะนาว แก้ไขได้ตลอดเวลา แต่ขนมหวาน... ทันทีที่คุณปิดประตูเตาอบ ชะตากรรมก็ถูกกำหนดไว้แล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้อีก “เรื่องมากชิบหาย... กะเพราไก่ไข่ดาวยังทำง่ายกว่าอีก” เจโน่บ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมใช้ช้อนตักแป้งส่วนเกินออกจนตัวเลขบนเครื่องชั่งเป๊ะตามสูตร โจทย์วันนี้คือ Pâte à Choux (ปาต-อา-ชู) หรือแป้งชูส์ สำหรับทำเอแคลร์และชูครีม ดูเหมือนง่าย แต่ปราบเซียนมานักต่อนัก sds ... ขั้นตอนสำคัญที่สุดของการทำแป้งชูส์ คือการนำแป้งไปผัดในหม้อให้สุกพอดี (Panade) แล้วนำมาตีผสมกับไข่ไก่ มิ๊กทำทุกอย่างตามตำราเป๊ะ เขาเช็คอุณหภูมิแป้งก่อนใส่ไข่ และค่อยๆ เทไข่ลงไปทีละนิด เพื่อดู Consistency (ความข้นหนืด) ของแป้ง จนได้แป้งที่ยืดเป็นรูปตัว V (Ribbon Stage) สวยงาม ส่วนเจโน่... ด้วยความใจร้อนและมั่นใจในสัญชาตญาณ (ที่ใช้ผิดที่ผิดเวลา) เขาเทไข่ลงไปรวดเดียวหมดถ้วย! “เฮ้ย!” มิ๊กร้องทักไม่ทัน เจโน่รีบใช้ไม้พายคนอย่างรวดเร็ว แต่สายไปแล้ว แป้งในโถของเขาเหลวเป๋วเหมือนน้ำแกง “ฉิบหายละ...” เจโน่หน้าซีด “มัน... มันไม่จับตัวว่ะ” “ก็บอกแล้วให้ค่อยๆ ใส่!” มิ๊กกระซิบดุ “ไข่แต่ละฟองขนาดไม่เท่ากัน สูตรบอก 4 ฟอง แต่บางทีใช้แค่ 3 ฟองครึ่งก็ได้... คุณเล่นเทหมดแบบนั้น แป้งมันก็เหลวสิ” “แก้ไงวะ? เติมแป้งเพิ่มได้ป่ะ?” “ไม่ได้! ถ้าเติมแป้งดิบตอนนี้ รสชาติจะเฝื่อนและมันจะไม่พอง... คุณต้องทำใหม่” “ทำใหม่ไม่ทันแล้ว เชฟจะให้บีบใส่ถาดแล้ว” เจโน่ตัดสินใจวัดดวง เขาตักแป้งเหลวๆ ใส่ถุงบีบ แล้วพยายามบีบลงบนถาดอบ แทนที่มันจะเป็นทรงก้อนกลมสวยงาม มันกลับไหลออกข้างกลายเป็นแผ่นแบนแต๊ดแต๋เหมือนเหรียญสิบบาท “Good luck (โชคดีนะ) ” มิ๊กพูดด้วยความเวทนา ก่อนจะบีบแป้งของตัวเองที่ตั้งยอดสวยงามลงถาด แล้วนำเข้าเตาอบ ... 30 นาทีผ่านไป กลิ่นหอมของแป้งอบใหม่ลอยคลุ้ง นักศึกษาทยอยนำถาดออกจากเตา ชูครีมของมิ๊กพองโตสีเหลืองทองสวยงาม ผิวแตกเป็นลายสวย ข้างในกลวงพร้อมสำหรับบีบไส้ครีม นี่คือผลงานระดับ A+ ส่วนของเจโน่... เขาดึงถาดออกมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า บนถาดนั้นมีเพียง ‘แผ่นแป้งกรอบๆ แบนๆ’ สีน้ำตาลเข้ม ที่ดูเหมือนคุกกี้เสียมากกว่าชูครีม เชฟเดินมาตรวจงาน มองถาดของเจโน่แล้วส่ายหัว “Flat (แบน) ... Undercooked inside (ข้างในไม่สุก) Burnt outside (ข้างนอกไหม้) ” เชฟวิจารณ์ตรงไปตรงมา “เบเกอรี่ไม่มีที่ว่างให้กับการเดาสุ่ม (Guesswork) ... ถ้าคุณไม่เคารพสูตร สูตรก็จะไม่เคารพคุณ” เจโน่ยืนก้มหน้า น้อมรับคำติโดยไม่เถียงสักคำ ไหล่กว้างที่เคยมั่นใจลู่ตกลงอย่างเห็นได้ชัด มิ๊กเหลือบมองคนข้างๆ แล้วรู้สึกโหวงๆ ในใจแปลกๆ เขาชินกับภาพเจโน่ที่มั่นใจ กวนประสาท และเก่งกาจในครัวร้อน พอมาเห็นภาพหมาหงอยแบบนี้... มันดูไม่ชินตาเลย ... หลังเลิกคลาส ห้องล็อกเกอร์ บรรยากาศในห้องล็อกเกอร์เงียบผิดปกติ เพราะเพื่อนส่วนใหญ่ออกไปกินข้าวกลางวันกันหมดแล้ว เจโน่นั่งอยู่บนม้านั่งยาว ก้มหน้ามองรองเท้าตัวเอง เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ออกไปไหน “ไม่ไปกินข้าวเหรอ?” เสียงคุ้นหูดังขึ้น มิ๊กเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ในมือถือกล่องพลาสติกใสใบเล็ก “ไม่หิวว่ะ... กินแป้งดิบไปเยอะละ อิ่ม” เจโน่ตอบเสียงเรียบ ไม่เงยหน้ามอง “อย่ามาประชด... แค่ทำพังครั้งเดียว จะเลิกเป็นเชฟเลยหรือไง?” มิ๊กนั่งลงข้างๆ เว้นระยะห่างนิดหน่อยพอให้ไม่อึดอัด “ไม่ได้จะเลิก... แค่เซ็ง” เจโน่ถอนหายใจ เงยหน้าขึ้นพิงตู้ล็อกเกอร์ หลับตาลง “ค่าเทอมแม่งแพง... วัตถุดิบก็แพง กูทำพังไปทิ้งขว้าง ของพวกนั้นถ้าเป็นที่ร้านแม่กูขายได้หลายจานเลยนะ” มิ๊กมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจโน่ ความกดดันเรื่องฐานะ... เป็นสิ่งที่มิ๊กไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เขาพอจะรับรู้ได้ว่ามันหนักหนาแค่ไหนสำหรับเจโน่ “การเรียนรู้มันต้องมีต้นทุน...” มิ๊กพูดเสียงนุ่มลง “วันนี้คุณทำพัง คุณเสียเนย เสียแป้ง... แต่คุณได้รู้แล้วว่าทำไมมันถึงพัง ครั้งหน้าคุณจะไม่เทไข่พรวดเดียวอีก... นั่นคือกำไรที่คุณได้” เจโน่ลืมตาข้างหนึ่งหันมามอง “คมกริบ... ไปจำคำคมท้ายรถสิบล้อคันไหนมา?” “เดี๋ยวเถอะ” มิ๊กง้างมือจะตี แต่เจโน่ยิ้มมุมปากออกมาได้นิดนึงแล้ว มิ๊กยื่นกล่องพลาสติกในมือให้ ข้างในมี ‘ชูครีม’ ลูกโต สอดไส้ครีมวนิลาคัสตาร์ดแน่นๆ โรยน้ำตาลไอซิ่งสวยงาม “อะไร? จะเยาะเย้ยเหรอ?” เจโน่ถาม “กินเข้าไป... น้ำตาลจะช่วยให้สมองแล่น แล้วจะได้เลิกทำหน้าเป็นตูดลิงสักที” เจโน่มองขนมในกล่อง มันคือผลงาน A+ ของมิ๊ก... ขนมที่มิ๊กตั้งใจทำอย่างประณีต “ป้อนหน่อย” “ฮะ?” “มือเปื้อน... ขี้เกียจไปล้าง” เจโน่ยกมือสองข้างโชว์ (ซึ่งจริงๆ มันก็สะอาดแล้ว เพราะเขาเพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนชุดมา) “มือสะอาดกว่าหน้าผมอีกมั้ง ตอแหล” มิ๊กด่า แต่ก็เปิดฝากล่อง เขาหยิบชูครีมลูกนั้นขึ้นมา ครีมสีนวลทะลักออกมานิดๆ น่ากิน “อ้าปาก เร็วๆ เมื่อย” ประโยคคุ้นๆ เหมือนตอนที่เจโน่บังคับป้อนส้มตำเขาไม่มีผิด เจโน่หัวเราะเบาๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วอ้าปากงับขนมจากมือมิ๊ก ริมฝีปากอุ่นร้อนของเจโน่แตะโดนปลายนิ้วของมิ๊กโดยไม่ตั้งใจ (หรือตั้งใจก็ไม่รู้) ลิ้นสากตวัดเลียครีมที่เลอะนิ้วโป้งมิ๊กเบาๆ ... มิ๊กสะดุ้งเฮือก รีบชักมือกลับ หน้าแดงซ่านลามไปถึงหู “คุณ! ...เลียทำไมเนี่ย! สกปรก!” เจโน่เคี้ยวขนมตุ้ยๆ รสหวานละมุนของครีมวนิลา และความกรอบนุ่มของแป้ง แผ่ซ่านไปทั่วปาก ความหวานที่ไม่ได้เลี่ยนเกินไป... สมกับเป็นฝีมือมิ๊ก “อร่อยว่ะ...” เจโน่พูดพลางเลียคราบครีมที่มุมปากตัวเอง “หวานกำลังดี... หอมเหมือนคนทำเลย” “ไอ้เจโน่!” มิ๊กลุกพรวดขึ้น ยืนกอดอกแก้เขิน “กินเสร็จแล้วก็ลุก! จะไปกินข้าว... แล้วก็จำรสชาตินี้ไว้ด้วย คราวหน้าถ้าทำพังอีก ผมจะไม่แบ่งให้กินแล้ว!” เจโน่มองคนตัวขาวที่ยืนหน้าแดงแว๊ด ความรู้สึกหดหู่เมื่อกี้หายวับไปกับตา แทนที่ด้วยความรู้สึกคันยุบยิบที่หัวใจ... เขาแพ้ทางเบเกอรี่... แต่ดูเหมือนจะเริ่มแพ้ทาง ‘คนทำเบเกอรี่’ คนนี้ซะแล้ว “ครับๆ เชฟมิ๊ก... สอนผมด้วยนะครับจารย์” เจโน่ลุกขึ้น คว้ากระเป๋าเป้ แล้วเดินตามมิ๊กออกไป มือหนาเอื้อมไปโอบไหล่บางอย่างเนียนๆ “เอามือออกไป! หนัก!” “นิดนึงน่า... ขอกำลังใจหน่อย เดี๋ยวเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวไก่” “ไม่เอา! สกปรกข้างทางอีกแล้ว!” เสียงเถียงกันดังแว่วไปตามทางเดินยาวของสถาบัน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความหวานที่ไม่ได้มาจากแค่น้ำตาล... แต่มาจากความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในโลกของขนมหวาน... วิทยาศาสตร์อาจจะสำคัญที่สุด แต่ในโลกของความรัก... บางครั้งก็ไม่มีสูตรตายตัว มีแค่คนสองคนที่พร้อมจะ ‘ชิม’ และ ‘แก้ไข’ รสชาติไปด้วยกัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD