ตอนที่ 8 : รสสัมผัสที่เมามาย

1563 Words
ห้องปฏิบัติการเครื่องดื่ม (Beverage Lab) เวลา 13:30 น. หากครัวเบเกอรี่คือห้องทดลองเคมี... ห้องเรียนเครื่องดื่มวันนี้ก็คงเปรียบเสมือน ‘คลับหรูใจกลางเมือง’ บนโต๊ะเลกเชอร์ยาวเหยียดเต็มไปด้วยแก้วไวน์ทรงสูงระยิบระยับวางเรียงรายอยู่สามใบต่อหนึ่งคน ข้างๆ มีถังสำหรับบ้วนทิ้ง และแครกเกอร์จืดชืดสำหรับล้างลิ้น วิชา ‘ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไวน์’ สำหรับ ‘มิ๊ก’ นี่คือวิชาเก็บเกรด A ฟรีๆ เพราะเขาถูกคุณพ่อฝึกให้จิบไวน์บนโต๊ะอาหารมาตั้งแต่อายุสิบห้า เขาแยกแยะ Cabernet Sauvignon กับ Pinot Noir ได้เหมือนแยกน้ำเปล่ากับน้ำอัดลม แต่สำหรับ ‘เจโน่’ ... นี่คือวิชาที่ทำให้เขาอยากจะหลับคาโต๊ะที่สุด “น้ำองุ่นบ้าอะไรขวดละหมื่น... เอาไปซื้อเบียร์กินได้ทั้งหมู่บ้าน” เจโน่บ่นงึมงำ พลางหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาส่องไฟเล่น เขาจับที่ตัวแก้ว (Bowl) เต็มไม้เต็มมือจนเกิดรอยนิ้วมือมันแผล็บ เพียะ! เสียงตีมือดังสนั่น มิ๊กใช้ปากกาด้ามหรูตีเข้าที่หลังมือเจโน่ “จับก้านแก้ว (Stem) ครับคุณ! จับตัวแก้วอุณหภูมิจากมือจะถ่ายไปที่ไวน์ ทำให้รสชาติเปลี่ยน... พื้นฐานแค่นี้ไม่รู้เหรอ?” “โอ๊ย! เจ็บนะเว้ยคุณชาย ดุนักนะวันนี้” เจโน่ลูบหลังมือปอยๆ ยอมเปลี่ยนมาจับที่ก้านแก้วแต่โดยดี “ตายจริง... นี่เพื่อนใหม่เหรอคะมิ๊ก? ดู... ดิบเถื่อนดีจัง” เสียงหวานหยดย้อยที่ดัดจริต (ในทางที่ดี) ดังขึ้นจากด้านหลัง มิ๊กหันไปมอง แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นเจ้าของเสียง ชายหนุ่มร่างเล็ก ผิวขาวโอโม่ยิ่งกว่ามิ๊ก สวมเสื้อเชฟที่เข้ารูปจนเห็นเอวคอดกิ่ว ใบหน้าหวานจัดที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบาแบบ No Makeup Makeup Look ส่งยิ้มหวานมาให้ ‘เต้ย’ เพื่อนร่วมรุ่นไฮโซที่มิ๊กรู้จักผ่านงานสังคม เต้ยเป็นลูกเจ้าของโรงแรมชื่อดัง และมีเป้าหมายชีวิตคือการเป็น Food Stylist อันดับหนึ่งของประเทศ “หวัดดีเต้ย... นี่เจโน่ พาร์ทเนอร์แล็บเราเอง” มิ๊กแนะนำเสียงเรียบ “อ๋อ... นายเจโน่ ที่เขาลือกันว่าทำซุปอร่อยแต่จัดจานเหมือนอาหารหมูใช่มั้ย?” เต้ยจีบปากจีบคอพูด แล้วหันมายิ้มหวานให้เจโน่ “ฉันเต้ยนะจ๊ะ... ยินดีที่ได้รู้จัก พ่อหนุ่มแบดบอย” เจโน่เลิกคิ้ว มองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า “อาหารหมูเลยเหรอครับ? แรงนะเนี่ย... ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหนูเบอร์สอง” “ว้าย! ปากคอเราะร้าย ถูกใจเจ๊!” เต้ยหัวเราะคิกคัก ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งประกบอีกฝั่งของมิ๊ก กลายเป็นว่าตอนนี้มิ๊กนั่งอยู่ตรงกลาง ระหว่าง ‘ความดิบ’ ของเจโน่ และ ‘ความดัดจริต’ ของเต้ย ... อาจารย์ผู้สอนเริ่มบรรยายเรื่อง ‘The 5 S’ ของการชิมไวน์ See (ดู) , Swirl (แกว่ง) , Sniff (ดม) , Sip (จิบ) , Savor (สัมผัส) “แก้วที่ 1... ลองดูสีนะครับ แดงทับทิมเข้มข้น (Ruby Red) ... ลองแกว่งเบาๆ เพื่อปลุกไวน์ให้ตื่น” ทุกคนเริ่มหมุนข้อมือแกว่งแก้วไวน์เป็นวงกลม มิ๊กทำได้อย่างคล่องแคล่ว ไวน์หมุนวนสวยงามไม่กระฉอก เต้ยทำท่าทางประกอบการแกว่งได้เว่อร์วังอลังการเหมือนกำลังร่ายมนตร์ ส่วนเจโน่... เขาหมุนแรงไปหน่อย ไวน์กระฉอกออกมาเลอะเสื้อเชฟเป็นดวงสีแดง “เวรละ...” “ซุ่มซ่าม” มิ๊กส่ายหัว หยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้ “ดมกลิ่นครับ...” อาจารย์สั่งต่อ “แก้วนี้จะมี Notes ของ Blackcurrant, Cedar Wood และกลิ่นเครื่องเทศจางๆ” ทุกคนก้มลงเอาสมูกจ่อปากแก้ว สูดดมฟุดฟิด “ได้กลิ่นอะไรบ้างครับคุณเจโน่?” อาจารย์จู่ๆ ก็เรียกถาม เจโน่สะดุ้ง เงยหน้าขึ้นทำหน้าเลิ่กลั่ก เขาลองดมอีกที... กลิ่นมันก็เหมือนๆ กันหมด “เอ่อ... กลิ่น... กลิ่นองุ่นบูดครับจารย์” ทั้งห้องเงียบกริบ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เต้ยขำจนตัวงอ ตบไหล่มิ๊กดังป้าบๆ “โอ๊ย! องุ่นบูด! คิดได้ไงเนี่ย! ตลกหน้าตายชะมัด” อาจารย์ส่ายหัวยิ้มๆ “นั่นเขาเรียกกลิ่นหมักบ่มครับ... เอาล่ะ ลองจิบดู แล้วอย่าลืม Spit (บ้วนทิ้ง) นะครับ เพราะเราต้องชิมอีกหลายแก้ว เดี๋ยวจะเมาก่อน” ทุกคนจิบไวน์ กลั้วในปากเพื่อรับรส แล้วบ้วนทิ้งลงถัง แต่มิ๊กสังเกตเห็นอะไรบางอย่างผิดปกติ... เจโน่ยกแก้วขึ้นจิบ... แล้วกลืนลงคอ อึก! หมดเกลี้ยงแก้ว มิ๊กเบิกตากว้าง กระซิบถาม “คุณกลืนทำไม! เขาให้บ้วนทิ้ง!” “บ้วนทำไมเสียดายของ!” เจโน่กระซิบตอบ หน้าเริ่มแดงระเรื่อ “ขวดละเป็นหมื่น จิบคำเดียวทิ้ง เสียดายแย่... กูจะกินให้คุ้มค่าเทอม” มิ๊กกุมขมับ... ไอ้บ้านี่ แก้วที่ 2... เจโน่กลืน แก้วที่ 3... เจโน่ก็กลืน แถมยังแอบไปเทขวดที่วางกลางโต๊ะเติมเพิ่มตอนอาจารย์เผลออีก ผ่านไปครึ่งชั่วโมง แก้มของเจโน่แดงก่ำเป็นสีลูกตำลึง ตาเริ่มฉ่ำเยิ้มและหวานเชื่อมผิดปกติ เขานั่งเท้าคางมองมิ๊ก ยิ้มมุมปากแบบคนไม่มีสติ “คุณเมาแล้วนะ...” มิ๊กเตือนเสียงดุ “ม่ายมาววว... คอทองแดงอย่างพี่โน่ ไวน์แค่นี้จิบๆ” เจโน่ตอบเสียงยานคาง แล้วเอนหัวมาซบไหล่มิ๊ก “เฮ้ย! อย่ามาพิง หนัก!” มิ๊กพยายามดันหัวเจโน่ออก แต่เต้ยที่นั่งอีกฝั่งกลับยุส่ง “ปล่อยมันซบไปเถอะมิ๊ก... นานๆ ทีจะเห็นหมาป่าสิ้นฤทธิ์ น่าเอ็นดูออก ถ่ายรูปลงสตอรี่ดีกว่า” เต้ยยกมือถือขึ้นมาแชะภาพ เจโน่ซบไหล่มิ๊กตาเยิ้ม แคปชั่น: ‘แล็บไวน์หวานเจี๊ยบ... เพื่อนกันมันส์ดี’ ... หลังเลิกคลาส มิ๊กต้องหิ้วปีกเจโน่ที่เดินเซแซ่ดๆ ออกมาจากห้องเรียน เต้ยขอตัวกลับก่อนเพราะมีนัดทำเล็บ ทิ้งภาระก้อนโตไว้ให้มิ๊กรับผิดชอบ “บอกแล้วไงว่าให้บ้วนทิ้ง... ดื้อด้านจริงๆ” มิ๊กบ่นกระปอดกระแปด พยุงเจโน่มานั่งพักที่บันไดหนีไฟที่เงียบสงบ ลมโกรกเย็นสบาย “อื้อ... ปวดหัว...” เจโน่นั่งพิงผนัง หลับตาพริ้ม เหงื่อซึมตามขมับ เสื้อเชฟของเขาหลุดลุ่ย กระดุมเม็ดบนหลุดออกเผยให้เห็นไหปลาร้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ มิ๊กยืนมองสภาพคนเมาแล้วถอนหายใจ เขาหยิบขวดน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบที่ซื้อมา เปิดฝาแล้วยื่นให้ “กินน้ำ... จะได้สร่าง” เจโน่ปรือตาขึ้นมอง รับขวดน้ำไปดื่นรวดเดียวเกือบหมด น้ำบางส่วนหกเลอะมุมปาก ไหลลงมาตามลำคอ... ผ่านลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง และหายวับเข้าไปในสาบเสื้อ มิ๊กมองภาพนั้นแล้วเผลอกลืนน้ำลาย ทำไมตอนเมา... เจโน่ถึงดู ‘อันตราย’ กว่าตอนปกติเป็นร้อยเท่า “คุณชาย...” เจโน่เรียกเสียงแหบพร่า กวักมือเรียก “อะไร?” “มานี่หน่อย... ดมหน่อย” “ดมอะไร? ประสาท” “ดมหน่อยดิ... ว่าปากเหม็นป่าว” เจโน่ดึงข้อมือมิ๊กจนตัวเซถลาเข้าไปหา มิ๊กเสียหลักล้มลงไปนั่งคร่อมบนตักเจโน่โดยไม่ตั้งใจ! “เฮ้ย!” มิ๊กจะลุกหนี แต่แขนแกร่งของเจโน่ตวัดกอดเอวเขาไว้แน่น ล็อกไว้ไม่ให้ขยับ ใบหน้าหล่อเหลาที่แดงซ่านขยับเข้ามาใกล้... ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่มีกลิ่นไวน์องุ่นหอมหวาน “ปล่อยนะเจโน่... คุณเมามากแล้ว” มิ๊กใจเต้นรัวเหมือนกลองชุด แผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้างที่หัวใจเต้นแรงไม่แพ้กัน “ตัวมึงหอมจังวะ...” เจโน่ไม่ได้ฟัง ซุกหน้าลงกับซอกคอขาวเนียนของมิ๊ก สูดดมกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นสบู่เด็กอย่างเอาแต่ใจ “กลิ่นเหมือน... วนิลา... เหมือนขนมเมื่อวาน” ปลายจมูกโด่งไล้ไปตามเส้นชีพจรที่คอ ทำเอามิ๊กขนลุกซู่ไปทั้งตัว ขาอ่อนเปลี้ยจนลุกไม่ขึ้น “ยะ... อย่า...” มิ๊กเสียงสั่น “นี่มันที่สาธารณะ” เจโน่เงยหน้าขึ้น สบตากับมิ๊กในระยะเผาขน ดวงตาที่เคยขี้เล่น ตอนนี้ฉ่ำเยิ้มและเต็มไปด้วยความปรารถนาบางอย่างที่ปิดไม่มิด “ถ้างั้น... ไปที่ห้องกูมั้ย?” คำถามนั้นทำเอาสมองมิ๊กขาวโพลน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของทั้งคู่ “พูดบ้าอะไรของคุณ!” มิ๊กรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ผลักอกเจโน่ออกแล้วลุกขึ้นยืน เขาจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าคนเมา “ผมจะกลับบ้าน! คุณก็นั่งสร่างเมาอยู่ตรงนี้แหละ!” มิ๊กหันหลังเดินหนีลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ขาสั่นพั่บๆ ทิ้งให้เจโน่นั่งพิงผนัง หัวเราะในลำคอเบาๆ “เขินว่ะ... น่ารักชิบหาย” เจโน่ยกหลังมือขึ้นเช็ดปาก รสชาติไวน์ยังติดอยู่ที่ลิ้น แต่วันนี้... เขาค้นพบรสชาติใหม่ที่น่าลิ้มลองกว่าไวน์ราคาแพง นั่นคือรสชาติของ ‘ความเขินอาย’ ของคุณหนูมิ๊ก ที่เขาตั้งใจไว้แล้วว่า... สักวันจะต้องชิมให้ได้ทั้งตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD