หอพักนักศึกษา (ซอยลึกหลังตลาด) เวลา 10:00 น. (วันเสาร์)
‘มิ๊ก’ ยืนมองตึกแถวสภาพเก่าคร่ำครึสูง 5 ชั้นตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
สีตึกที่เคยเป็นสีฟ้า ตอนนี้ซีดจางและมีคราบตะไคร่น้ำเกาะตามรอยร้าว
ระเบียงแต่ละห้องเต็มไปด้วยราวตากผ้าที่เบียดเสียดกันราวกับสลัมลอยฟ้า
เขาก้มลงมองกระดาษโน้ตในมือที่ ‘บอม’ จดที่อยู่มาให้ ‘
หอพักป้าสมร ห้อง 404 ชั้น 4 (ไม่มีลิฟต์) ’
“นี่คนหรือหนู... อยู่เข้าไปได้ยังไง”
มิ๊กถอนหายใจยาว ปาดเหงื่อที่เริ่มซึมตามไรผม วันนี้เขาไม่ได้มาเรียน (เพราะเป็นวันเสาร์)
แต่ที่ต้องถ่อสังขารมาถึงแหล่งเสื่อมโทรม (ในสายตาเขา) ขนาดนี้ ก็เพราะไอ้ตัวดี ‘เจโน่’
ดันขาดการติดต่อตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากที่เมาเละเทะ
แถมงานกลุ่มวิชา ‘สุขาภิบาลอาหาร’ (Food Sanitation) ที่ต้องส่งวันจันทร์ เจโน่เป็นคนเก็บแฟลชไดรฟ์ข้อมูลทั้งหมดไว้!
“ถ้างานหายนะ... แม่จะด่าให้หูดับเลย”
มิ๊กบ่นพึมพำ ก่อนจะกลั้นใจเดินขึ้นบันไดแคบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นผัดกะเพราฉุนกึก
...
ชั้น 4 ห้อง 404
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“เจโน่! อยู่มั้ย? ผมมิ๊กนะ!”
เงียบ... ไม่มีเสียงตอบรับ มีแต่เสียงพัดลมดัง ครืด... ครืด... ลอดออกมาจากบานเกล็ด
มิ๊กลองบิดลูกบิดประตู... ไม่ได้ล็อก เขาถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป แล้วภาพที่เห็นก็ทำเอาเขาชะงัก
ห้องพักขนาด 4x4 เมตร ที่เล็กกว่าห้องน้ำบ้านมิ๊กเสียอีก ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
มีเพียงพัดลมตั้งพื้นตัวเก่าที่ส่ายหน้าพัดเอื่อยๆ ตรงกลางห้องมีฟูกนอนปูพื้น
ผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ และร่างสูงคุ้นตานอนคว่ำหน้ากอดหมอนข้างอยู่
“เฮ้ย! ตายรึยังเนี่ย!”
มิ๊กวางถุงโจ๊กกับยาแก้เมาค้างที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะญี่ปุ่น แล้วรีบเดินไปดู
เจโน่ขยับตัวเล็กน้อย ครางฮือในลำคอ “ปวดหัว... อย่ากวน...”
“สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้กระดกไวน์เหมือนกระดกยาดอง!”
มิ๊กบ่น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะหน้าผากคนเมา ตัวรุมๆ นิดหน่อย... น่าจะแฮงค์หนัก
มิ๊กกวาดสายตามองไปรอบห้อง แม้ตึกภายนอกจะดูโทรม แต่ภายในห้องของเจโน่กลับ ‘สะอาด’ ผิดคาด
พื้นห้องถูจนเงาวับ (แม้กระเบื้องจะลายเชยๆ) หนังสือตำราอาหารวางเรียงเป็นระเบียบมุมห้อง เสื้อผ้าที่แขวนไว้บนราวไม่มีฝุ่นจับ
และที่สะดุดตาที่สุดคือ ‘ระเบียงหลังห้อง’ มันถูกดัดแปลงเป็นครัวขนาดย่อม มีเตาแก๊สปิกนิก ครกหิน
และขวดเครื่องปรุงวางเรียงกันเป็นตับอย่างเป็นหมวดหมู่
“สะอาดกว่าที่คิดแฮะ...” มิ๊กคิดในใจ
“น้ำ...”
เสียงแหบแห้งดังมาจากคนบนฟูก
มิ๊กรีบเดินไปเปิดตู้เย็น (ตู้เย็นประตูเดียวเก่าๆ) ข้างในมีแต่น้ำเปล่าขวดใหญ่ กับผักสด ไข่ไก่ และเบียร์อีกสองกระป๋อง เขาเทน้ำใส่แก้วสแตนเลส แล้วประคองหัวเจโน่ให้ลุกขึ้นดื่ม
“ค่อยๆ กิน... เดี๋ยวสำลัก”
เจโน่ดื่มน้ำเหมือนคนตายอดตายอยาก พอลืมตาขึ้นมาเห็นหน้ามิ๊กชัดๆ เขาก็ทำตาโต
“เฮ้ย... คุณชาย... มาได้ไงวะ? หรือกูฝัน?”
“ไม่ได้ฝัน ผมมาทวงงาน! แฟลชไดรฟ์อยู่ไหน?”
“อ๋อ... อยู่ในกระเป๋าเป้” เจโน่ชี้ไปที่กองกระเป๋า แล้วทิ้งตัวลงนอนต่อ “ขอนอนต่อแป๊บนึง... โลกหมุนชิบหาย”
มิ๊กส่ายหัว เดินไปหยิบแฟลชไดรฟ์มาเก็บใส่กระเป๋าตัวเอง ภารกิจเสร็จสิ้น...
เขาควรจะกลับได้แล้ว ห้องนี้ร้อนอบอ้าว พัดลมตัวเดียวเอาไม่อยู่ แถมกลิ่นยาหม่องที่เจโน่ทาไว้ก็เริ่มฉุน
แต่พอเห็นสภาพคนตัวโตที่นอนขดตัวเหมือนกุ้งแห้ง... มิ๊กก็ก้าวขาไม่ออก
“กินข้าวรึยัง?” มิ๊กถาม
“ยัง... ลุกไม่ไหว จะอ้วก”
“งั้นรอก่อน... เดี๋ยวทำข้าวต้มให้”
เจโน่ลืมตาโพลอง “ฮะ? คุณชายเนี่ยนะ... จะทำกับข้าวในครัวรูหนูของกู?”
“เออ! เงียบปากไปเลย เดี๋ยวใส่ยาเบื่อให้กิน!”
...
ครัวระเบียง (The Balcony Kitchen)
มิ๊กถอดเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมตัวนอกออก เหลือแต่เสื้อยืดสีขาวข้างใน พับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง
เขายืนอยู่หน้าเตาแก๊สปิกนิกที่วางบนโต๊ะไม้เก่าๆ
ร้อน... แดดสายๆ ส่องเข้ามาเต็มระเบียง เหงื่อเริ่มไหลซึมเต็มแผ่นหลัง
มิ๊กเข้าใจแล้วว่าทำไมเจโน่ถึงชอบทำตัวซกมกเหงื่อท่วม... ก็สภาพแวดล้อมมันบังคับนี่นา
เขาเจอข้าวสวยเย็นชืดในหม้อหุงข้าว ผักชีต้นหอมในตู้เย็น และหมูสับที่เจโน่หมักไว้ในกล่องทัปเปอร์แวร์
“หมักสามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) ไว้ด้วยแฮะ... ใช้ได้”
มิ๊กจัดการต้มน้ำซุป ปั้นหมูเด้งใส่ลงไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำปลาอย่างเบามือ กลิ่นหอมของข้าวต้มหมูเริ่มลอยฟุ้ง กลบกลิ่นอับของห้องจนหมด
เจโน่ที่นอนซมอยู่เริ่มได้กลิ่น เขาค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นมานั่งพิงกำแพง มองแผ่นหลังขาวๆ ของมิ๊กที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา
แสงแดดที่ส่องผ่านลูกกรงระเบียงเข้ามากระทบตัวมิ๊ก ทำให้ดูเหมือนมีออร่าบางอย่าง ภาพคุณหนูไฮโซยืนเหงื่อตกทำข้าวต้มในห้องรูหนู... มันดู ‘เซอร์เรียล’ แต่ก็อบอุ่นจนเจโน่เผลอยิ้มออกมา
“เสร็จแล้ว...”
มิ๊กยกชามข้าวต้มร้อนๆ มาวางบนโต๊ะญี่ปุ่น โรยกระเทียมเจียว (ที่หาเจอในขวดโหล) และพริกไทยป่นปิดท้าย
“กินซะ ตอนกำลังร้อนๆ จะได้สร่าง”
เจโน่มองชามข้าวต้ม แล้วมองหน้ามิ๊ก “ขอบใจว่ะ... ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้กินฝีมือคุณชายถึงเตียง”
“กินๆ ไปเถอะ อย่าพูดมาก”
มิ๊กนั่งลงที่ปลายฟูก หยิบกระดาษทิชชู่มาซับเหงื่อที่คอตัวเอง “ห้องคุณนี่มันเตาอบชัดๆ อยู่เข้าไปได้ไง ไม่มีแอร์”
“จนครับ...” เจโน่ตอบหน้าตาย ตักข้าวต้มเข้าปากเป่าฟู่ๆ “ค่าหอเดือนละสองพันห้า รวมน้ำไฟ ถ้าติดแอร์ก็ห้าพัน... เก็บตังค์ไว้ซื้อมีดดีกว่า”
มิ๊กชะงัก มองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง เขาเห็นรูปถ่ายเก่าๆ แปะข้างฝา... รูปเจโน่ตอนเด็กยืนคู่กับผู้หญิงหน้าตาใจดีที่หน้าร้านข้าวแกง และมีกระปุกออมสินหมูตัวเบ้อเริ่มวางอยู่บนหัวนอน เขียนว่า ‘ทุนเปิดร้าน’
ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ที่อกมิ๊ก เขาไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงิน อยากได้มีดเล่มละหมื่น พ่อก็รูดบัตรให้ แต่เจโน่ต้องแลกความสบายทุกอย่าง เพื่อความฝันเดียวกัน
“อร่อยว่ะ...”
เจโน่พูดขึ้น ทำลายความเงียบ “รสชาติผู้ดี... จืดไปนิด แต่กลมกล่อม... เหมือนคนทำ”
“เปรียบเทียบอะไรของไวน์”
“ก็เปรียบว่ามึง... เอ้ย นาย... ดูจืดๆ หยิ่งๆ แต่พอลองชิม... เอ้ย ลองรู้จักจริงๆ ก็มีรสชาติดี”
เจโน่ส่งสายตาวิบวับมาให้ ทั้งที่หน้าตายังดูเพลียๆ
มิ๊กหน้าร้อนวูบ หยิบหมอนอิงปาใส่หน้าอีกฝ่าย “รีบกิน! กินเสร็จแล้วกินยา แล้วก็นอนซะ ผมจะกลับแล้ว!”
“เดี๋ยว...”
เจโน่วางช้อน คว้าข้อมือมิ๊กไว้ “อยู่ต่ออีกแป๊บได้ป่ะ? ...คนเดียวมันเหงา”
น้ำเสียงอ้อนๆ เหมือนลูกหมาป่วยของเจโน่ ทำเอามิ๊กใจอ่อนยวบ เขาถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งพิงผนังข้างๆ พัดลม
“แค่แป๊บเดียวนะ... ผมทนร้อนนานไม่ได้”
“ครับๆ ... เดี๋ยวพี่โน่พัดให้”
เจโน่ขยับพัดลมไปจ่อที่ตัวมิ๊กคนเดียว แล้วกินข้าวต้มต่อด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดในรอบปี
ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ... ความแตกต่างของฐานะและสังคม
ถูกลดทอนลงด้วยรสชาติของข้าวต้มหมูสับและความห่วงใยที่เริ่มก่อตัวขึ้น บางที... ความรักอาจจะไม่ต้องการความหรูหรา
ขอแค่มีใครสักคนที่ยอมมานั่งเหงื่อตกข้างๆ ในวันที่เราป่วย... ก็พอแล้ว