ตอนที่๑
Lay Part
Truuuuuu
..เรียวตะ..
ผมมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่ตอนนี้กำลังสั่นไหวอยู่บนโต๊ะทำงาน ผมเผลอถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“.......” แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะหยิบมันขึ้นมากดรับสาย ปลายสายที่เงียบเช่นเดียวกับผม..
“กูวาง..” ผมที่กำลังพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายแทรกขึ้นก่อน
(“วันนี้กลับบ้านไหม”)
“อืม” ผมตอบรับกลับไปก่อนจะกดตัดสายทิ้ง ผมมองปฏิทินที่วันก่อนๆ ถูกผมขีดฆ่าด้วยปากกาแดงที่ผมทำแบบนี้เพื่อนับว่าผมไม่ได้กลับบ้านมากี่วันแล้ว
“1เดือนละเหรอวะ” ผมพึมพำออกมาเมื่อนับวันที่ผมไม่ได้กลับบ้านมาเกือบสองเดือนแล้ว ผมยอมรับว่าคิดถึงลูกแต่ผมก็ไม่ได้อยากเจอหน้าของคนบางคนซึ่งคนๆนั้นก็น่าพอเดากันออกว่าใคร
ผมเคยนั่งคิดเล่นๆ ว่าผมสามารถกลับไปรักเรียวตะได้ไหม ผมยอมรับว่ามันมีโอกาส..
แต่สุดท้ายผมก็ปัดความคิดพวกนั้นทิ้ง ผมกวาดเก็บของลงกระเป๋าทำงานเพื่อกลับบ้านวันนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งผมพอรู้อยู่บ้างว่าลูกๆ น่าจะเรียนพิเศษแต่เวลาตอนนี้น่าจะเลิกเรียนแล้ว
“บอสคะ จะไปไหนคะ” เสียงเลขาสาวไอริซ
“ผมจะกลับบ้าน ผมฝากฝั่งนี้ด้วย งานวันนี้ส่งมาทางเมลของผม” ผมว่าออกไป พร้อมกับเดินออกไปจากตรงนี้โดยที่ไม่ได้สนใจสายตายั่วยวนของเธอ
ผมไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อผมหรือไม่ว่าตั้งแต่ผมแต่งงานกับเรียวตะมาผมไม่เคยมีคนอื่นนอกจากเรียวตะ ไม่ใช่ผมทำไม่ได้แต่ผมแค่ไม่อยากให้ลูกมีปมเท่านั้น..
Rrrrrrrrrrrr
..ออสติน..
ผมยังไม่ได้ขยับเปิดรถก็ได้รับรู้ถึงมือถือที่สั่นไหวของภายใต้กระเป๋ากางเกง
“ว่าไง”
(“ป๊ะปะ ม๊ะบอกว่าป๊ะจะกลับบ้านเหรอวันนี้”) เสียงร่าเริงของลูกชายคนโตก็ทำให้ผมพอเดาออกว่าน่าจะอยู่กับเรียวตะแน่นอน
“ใช่ อยู่กับม๊ะเหรอ” ถึงผมจะโกรธหรือไม่พอใจมากแค่ไหนผมไม่เคยที่จะลงกับลูกๆ เท่าไหร่ เพราะผมพอรู้ว่าเวลาที่ผมโมโหคนที่ทำก็ไม่พ้นคนที่ขึ้นชื่อว่าภรรยาหรอก
(“ครับ ม๊ะพึ่งมารับกลับจากเซนเซแอนนา”) แอนนาคือคุณครูสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กๆ ผมก็รู้มาจากเรียวตะนั่นแหละแต่ก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้าคุณครูคนไหนของลูกสักเท่าไหร่หรอกเพราะส่วนมากเรื่องโรงเรียนเรื่องลูกก็จะมีแต่เรียวตะเป็นคนดูแล
“โอเค เดี๋ยวเจอกันที่บ้าน”
(“ป๊ะปะห้ามเบี้ยวด้วย ป๊ะปะไม่ได้กลับบ้านรู้ไหมม๊ะบ่นคิดถึงป๊ะทุกวันเลย” เสียงออสตินที่ตอนนี้แตกห้าวกำลังพูดเล่าให้ฟังผมไม่ได้ดีใจเลยสักนิดที่เรียวตะคิดถึง ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ผมคบกับเขาผมคงเขินเป็นบ้าแน่แต่สำหรับตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
“โอเคกำลังจะออกจากบริษัท”
(“ครับ วันนี้ม๊ะจะทำชาบูนะครับ เร็วๆ เลยนะป๊ะปะ”)
“โอเคๆ” ผมตอบกลับไปก่อนที่จะวางสายและจะขับรถ...
ผมรู้ว่าการที่ผมไม่ได้กลับบ้านมันทำให้เรียวตะคิดว่าผมมีคนอื่นแน่นอนเพราะผมอยู่คอนโด แต่สำหรับลูกๆ แล้วผมก็จะบอกเขาเสมอว่าผมทำงานไม่สามารถกลับบ้านได้
แต่ถ้าให้ผมกลับไปอยู่บ้าน ผมก็ต้องเจออะไรแบบเดิมๆ อีกคนก็ไม่ได้มีท่าทีว่าซื่อสัตย์กับผมสักนิดเดียว..
..
..
เสียงเพลงในบ้านตอนนี้ดังสนั่น ผมก็พอจะรู้ว่าการเปิดเพลงที่ดังมากขนาดนี้คงหนีไม่พ้นลูกชายคนโตเพราะจังหวะเสียงเพลงมันไม่ใช่เพลงในยุคเขากับเรียวตะแต่เป็นทำนองแนวฮิปฮอปสมัยใหม่
“โอโต้ซังงงงงง....” เสียงตะโกนลั่นของซีโน่ดังขึ้นพร้อมกับวิ่งออกจากอ้อมกอดของเพื่อนออสตินเพื่อมาหาผม ซึ่งผมก็รับตัวเจ้าลูกคนเล็กขึ้นมาอุ้ม
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับ”
เสียงเหล่าเพื่อนของออสตินยกมือไหว้ผม ซึ่งผมก็พยักหน้ารับไม่นานนักออสตินก็เดินออกมาพร้อมกับมือที่ถือถาดผัก
“ป๊ะปะ..”
“ออสตินไม่ต้องไปอ้อนป๊ะเราเลย ม๊ะบอกแล้วใช่ไหมว่ายังไงคืนนี้ลูกกลับดึกไม่ได้เพราะพรุ่งนี้ลูกต้องไปเรียนพิเศษ..” ออสตินยังไม่ได้พูดบอกอะไรผม ก็ได้ยินเสียงของเรียวตะดังขึ้นมาพร้อมกับหม้อน้ำซุป
“แล้วจะไปไหน” ผมหันไปถามออสตินที่ตอนนี้ยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่
“ไปงานแข่งรถครับ” ออสตินเงยมาตอบผม ผมพอเข้าใจว่าวัยของออสตอนเป็นวัยที่เริ่มอยากรู้อยากลองเพราะตัวเขาเองยังเคยหนีพ่อแม่ไปแข่งรถหรือเที่ยวกลางคืนเลย ดังนั้นเขาเลยเข้าใจพอสมควรกับอาการของลูกในตอนนี้
“บอกป๊ะไปให้หมด” เสียงของเรียวตะแทรกขึ้น เรียวตะตอนนี้เดินมาอุ้มซีโน่ออกไปจากผมเพราะเจ้าซีโน่เริ่มตาปรือแล้ว
“.....” ผมหันไปมองออสตินนิ่งๆ ไม่ได้บีบคั้นอะไร ส่วนเรียวตะตอนนี้อุ้มซีโน่และนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะทานข้าว
“ก..ก็แข่ง..รถนั่นแหละป๊ะ.”
“สนามเถื่อนหรือไง” ผมถาม
“ครับ..สนามเถื่อน แต่พี่เซนก็ไปนะป๊ะ” ออสตินรีบบอกผม เจ้าเซนคือลูกชายของเพื่อนเขาและเป็นพี่ชายของออสตินแค่สองปีดังนั้นวัยจึงไม่ห่างกันมากเท่าไหร่ เรียกง่ายๆ ว่าเซนและออสตินโตมาด้วยกันแบบนี้ก็ได้
“เจ้าเซนมันมาทำอะไรที่ญี่ปุ่น” ผมถามกลับไป เพราะเซนจะอยู่ที่อังกฤษเป็นซะส่วนใหญ่
“พี่เซนมาแข่งรถและมันพอดีตรงที่ผมก็จะแข่งสนามนี้เหมือนกันครับ”
“รู้ตัวใช่ไหมว่าทำอะไรอยู่..” ผมถามเจ้าลูกคนโต และรถที่แข่งผมพอรู้ว่าออสตินขับรถยนต์เป็นเพราะเจ้าตัวเขารั้นเรียนขับรถตั้งแต่มัธยมต้นปีที่2แล้ว
“ป๊ะ ผมก็เคยแข่งมาแล้วครับ”
“กี่ครั้ง”
“สะ..สอง”
“อ่อน..” ผมว่ากลับไปพร้อมกับเดินไปวางของและถอดเสื้อเชิ้ตที่โซฟา แต่เจ้าออสตินก็รีบเดินตามผมมา
“อ่อนอะไรป๊ะ”
“อ่อนประสบการณ์” ผมว่าออกไปแบบนี้ แข่งแค่สองครั้งและอายุของออสตินก็ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังนั้นก็ไม่แปลกที่เรียวตะและผมจะไม่อยากให้ลูกไปถ้าเจ็บตัวมาพ่อแม่เขาและพ่อแม่เรียวตะต้องรีบมาดูเจ้าออสตินแน่ๆ เพราะออสตินเรียกว่าเป็นหลานรักของปู่ย่าตายาย
“ผมก็พยายามหาประสบการณ์อยู่นี่ไงป๊ะปะ”
“แข่งตอนไหน” ผมถาม
“ตอนสองทุ่มครับ” ออสตินตอบด้วยสีหน้ากังวล
“อืม ฉันไปด้วย” ผมว่ากลับไป ในเมื่อยากลองผมก็จะให้ลูกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่ผมก็ขอว่าให้ผมได้อยู่ข้างๆ เขาละกัน
“หะ! บ้าไปแล้วเลย์ ลูกพึ่งสิบห้าฉันไม่ยอมให้เขาไปเสี่ยงเด็ดขาดนะ” เรียวตะรีบเดินมาประชันหน้ากับผม ผมก็มองอีกคนด้วยแววตานิ่งๆ
“ตอนพี่สิบห้า พี่ก็เคยแข่งรถ” ผมว่ากลับไป ต่อหน้าผมจะเรียกเรียวตะว่าพี่เพราะอีกคนแก่กว่าเขานับรวมก็เกือบสามสี่ปี
“มันไม่เหมือนกัน”
“งั้นก็ไปด้วยกัน” ผมว่าออกไป
“ไม่ต้องครับป๊ะม๊ะ ผมดูแลตัวเองได้..ผมมีพวกพี่เซนและก็เพื่อนๆ อยู่ด้วย ป๊ะม๊ะไม่ต้องห่...”
“ไม่ได้ออสติน ม๊ะไม่ยอม..ถ้าลูกออกจากบ้านวันนี้เราไม่ต้องมาคุยกันอีก” เรียวตะว่าออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดพร้อมกับเดินหนีเจ้าลูกชายไปในห้องครัว ผมหันมามองใบหน้าคิดหนักของออสติน
“ทำในสิ่งที่แกอยากทำ..ม๊ะเขาโกรธแกไม่ได้หรอก” ผมตอบลูกกลับไป ไม่ใช่ผมไม่รักลูก ไม่ใช่ว่าอยากให้ลูกเจ็บตัว แต่ในเมื่อเจ้าตัวเขายืนยันที่จะอยากทำ ผมก็ไม่อยากห้ามความคิดใครเพราะถ้าย้อนกลับไปตอนเขาวัยรุ่นเขาเองก็ยังคงยืนยันด้วยความคึกคะนองว่าอยากทำ
“ขอบคุณนะโต้ซัง..ผมขอไปก่อนนะป๊ะนี่ก็ยังไม่ได้ลองรถของพวกไอ้คิมเลย” ออสตินว่าออกมา ผมก็พยักหน้าให้ก่อนที่เจ้าออสตินจะรีบคว้ามือถือและวิ่งไปหาเพื่อนสองคนที่นั่งรออยู่บนโซฟาก่อนจะเดินออกไปจากบ้าน
ผมหันกลับมามองเรียวตะที่เดินมาอุ้มซีโน่ขึ้นไปนอน ผมรู้ว่าการที่พาซีโน่ขึ้นไปนอนเพื่อให้เราสองคนได้คุยกัน
“ไม่ห่วงเจ้าตินบ้างหรือไง..” และไม่นานนักเสียงของเรียวตะดังขึ้น ผมไม่ได้เงยมองอีกคนทำเพียงนั่งเล่นมือถืออยู่บนโซฟา
“เลย์”
“.......” ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่ยืนอยู่ ผมไม่ได้พูดอะไรเพราะผมไม่ได้อยากคุยกับอีกคนอยู่แล้ว เราทำเพียงมองหน้ากันไม่ได้พูดอะไรออกมา
“สายตาว่างเปล่าดีจัง..” ปากกระจับของเรียวตะพึมพำออกมา ผมไม่รู้ว่าผมมองอีกคนแบบไหนเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมก็มองอีกคนแบบนี้ตลอด..
ผมรู้สึกว่างเปล่าจริงๆ ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่รัก แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่เกลียดเหมือนกัน
“ก็เพราะมึงทั้งนั้น” ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงติดแข็ง ภาพของอีกคนที่กำลังดื่มด่ำกับการหลับนอนกับคนอื่นมันยังคงฉายซ้ำๆ ในหัว ในตอนนั้นจนถึงตอนนี้ผมก็ยอมรับว่าผมเจ็บปวดกับการถูกทรยศความรัก..
“ตอนนี้กูก็ไม่ได้มีใครไหมเลย์..มันก็แค่ครั้งเดียวที่กูเคยผิดพลาดทำไมมึงถึงทำมันขนาดนั้น..”
“มึงมั่นใจมากเหรอวะ ว่ามีกูแค่คนเดียว” ผมว่าออกไปพร้อมกับขยับลุกขึ้นเดินไปประชิดกับอีกคน
“อืม..กูมั่นใจ”
“เอามือถือมึงมา” ผมพูดออกไปพร้อมๆ กับแบมือตรงหน้าเรียวตะเพื่อต้องการมือถือจากอีกคน
“......” ร่างบางขยับเอี้ยวตัวไปหยิบมือถือมาวางใส่มือของผม ผมขยับกดปลดล็อกหน้าจอและกดต่อไปที่ไลน์
“รหัส” ผมถาม
“1007” เรียวตะตอบ ผมยกมุมปากขึ้นเมื่อเห็นว่ารหัสมันก็ยังเป็นวันเกิดของเขาตั้งแต่ตอนคบกัน
“หึ..นี่เหรอวะซื่อสัตย์ของมึง” ผมมองแชทของแฟนเก่าเรียวตะที่อีกคนเคยไปหลับนอนในตอนที่คบกับเขา ผมมองอีกคนด้วยแววตาที่โคตรจะเกลียดชัง..ผมไม่ชอบการถูกหักหลังซึ่งข้อนี้มันรู้ดีแก่ใจแต่มันก็ยังทำ และทำแบบนี้มาตลอด..
มันเห็นผมโง่มากหรือไง..?
“มันไม่ใช่เลยเลย์ธาราเป็นเพื่อนกับกูแล้วและตอนนี้มันก็แต่งงานไปแล้ว..”
“แล้วไงวะ ขนาดตอนนั้นมันก็มีแฟนมึงก็มีกูมึงยังแอบไปเอากันเลย..” ผมเจ็บ..ขณะที่ตอนนี้ผมพูดผมยังเจ็บเลย..ผมมีแฟนคนแรกคือเรียวตะผมไม่อยากบรรยายว่าผมรักอีกคนมากขนาดไหนแต่ทุกอย่างในตอนนั้นแค่อีกคนบอกว่าอยากได้ผมก็หามาให้ได้ ผมโคตรศรัทธาในความรักของเราสองคน แต่สุดท้ายสิ่งที่ผมได้กลับมาคือการที่เห็นคนที่เรารักกำลังเล่นบทรักกับคนอื่น..
แล้วผมควรรู้สึกยังไงวะ?
“กูบอกแล้วว่ากูเมา..และกูไม่รู้ตัวจริงๆ”
“หึ..ความอยากของมึงด้วยอย่าโทษแค่ว่าเมา..” ผมไม่เชื่อวะ ว่าแค่เมาเพราะการที่เราเมาจนภาพตัดถ้าคนที่มันมีจิตสำนึกมันต้องคิดว่าคืนนี้แฟนตัวเองไม่มาและมันต้องดูแลตัวเองให้ดีมากกว่านี้..ถ้ามันอยากมีผมในชีวิตจริงๆ มันคงไม่มาทำแบบนี้หรอก..
“กูรักมึงเลย์..”
“อย่าบอกรักกูถ้ายังทำสันดานแบบนี้”
“มึงก็ไม่ต่างจากกูหรอก กูรู้ว่าที่มึงอยู่คอนโดมึงมีผู้หญิงกี่คนละ” เรียวตะพูดออกมาทั้งๆ เสียงสั่นๆ
“....” ผมถอนหายใจออกมา
“ถ้ามึงคิดแบบนั้น..มันก็แล้วแต่ตัวมึง แต่มึงก็จำไว้ด้วยว่ากูไม่เคยทำนิสัยแบบมึง!”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++