ภาพของงานวันแต่งงานที่ดูจะแสนวิเศษ เรือนร่างบอบบางที่อยู่ในชุดสีขาวฟูฟ่องประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับยามต้องกับแสงอาทิตย์ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากดอกไม้ที่ถูกประดับประดาเต็มไปทั่วทั้งสนามหญ้าคละเคล้าเข้ากับเสียงแซ่ซ้องโห่ร้องแสดงความยินดีที่มาจากทั่วสารทิศ วงแขนกำยำที่ถูกยื่นมาเพื่อให้มือเรียวบางได้เกาะเกี่ยวจากผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้าง เขาที่เป็นดั่งแสงสว่างและมักจะทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ เต้นตูมตามอยู่เสมอ อีกทั้งรอยยิ้มละมุนที่มักจะระบายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลายามที่เขาอยู่เบื้องหน้าของคนรักในเวลานี้ช่างเป็นเสมือนน้ำหวานชโลมใจให้คนที่ได้เห็นมีเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้
สองเท้าของคนทั้งสองที่กำลังเดินก้าวไปพร้อม ๆ กันเปรียบเสมือนดั่งการก้าวเท้าเข้าสู่การใช้ชีวิตคู่อย่างสมบูรณ์ และทันทีที่สองร่างพากันมายืนยังด้านหน้าผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นสักขีพยานในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ มือที่ประสานกันแน่นยามที่ทั้งสองหันมาเผชิญหน้ากันเพื่อเอื้อนเอ่ยคำสัตย์ว่าเราสองคนจะมีกันและกันทั้งยามทุกข์และยามสุขก็ได้ดังกังวานขึ้น
‘คุณจันทร์เจ้า ดำริวงศ์ตระกูล คุณจะรับคุณอาทิตย์ ต้นตระกูลรุ่งเรือง เป็นสามีหรือไม่และสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข’
‘...รับค่ะ...’ (^-^)
สิ้นเสียงกังวานถามริมฝีปากสีชมพูระเรื่อก็พลันเอ่ยตอบรับเสียงใส ก่อนจะมองไปยังผู้ชายเบื้องหน้าด้วยแววตาสุกสกาวอย่างตั้งใจรอฟังคำมั่นที่เป็นดั่งคำสัตย์เช่นเดียวกัน...
‘คุณอาทิตย์ ต้นตระกูลรุ่งเรือง คุณจะรับ คุณจันทร์เจ้า ดำริวงศ์ตระกูล เป็นภรรยาหรือไม่และสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไปไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข’
และเมื่อสิ้นเสียงของผู้ทำหน้าที่เป็นสักขีพยานที่ได้หันไปถามคำถามเดียวกันกับที่ถามหญิงสาวก่อนหน้านี้กับผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าบ่าว...รอยยิ้มที่ละมุนบนใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับนับตั้งแต่เริ่มงานก็พลันเปลี่ยนเป็นเหยียดแสยะที่มุมปากทันที ก่อนคำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปจะเป็นเหมือนสายฟ้าสาดลงมายังกลางใจ
‘...หึ...ใครมันจะรับผู้หญิงแพศยามาเป็นเมียได้ลงคอ...!!’
เปรี้ยงงงงงง...
“เฮือก ~~ แฮ่กๆๆ ฝะ...ฝันร้ายอีกแล้วหรือเนี่ย”
ดวงตากลมใสเบิกโพลงพร้อมกับมือที่ถูกลงบนหน้าอกเบา ๆ หลังจากที่เสียงฟ้าร้องเหมือนกับวันนั้นได้ดังขึ้นจนปลุกฉันให้หลุดออกมาจากฝันร้ายได้ทันเวลา
“ละ...ลู...ก...ลูกกกกก”
“พ่อค่ะ หนูอยู่นี่ค่ะ”
ฉันรีบลุกขึ้นจากฟูกบางที่ถูกปูนอนอย่างง่าย ๆ ทันที พร้อมกับรีบตรงไปนั่งยังด้านข้างของเตียงเหล็กขนาด 3 ฟุตอันมีร่างของชายสูงวัยที่ครั้งหนึ่งเคยทั้งสง่างามและองอาจที่สุดในสายตาฉันนอนอยู่ เพียงแต่ว่าบัดนี้เขานั้นกลับทำได้เพียงแค่นอนนิ่ง ๆ อยู่บนที่นอนเท่านั้น
“ปะ...เป...น...อะ...รา...ย”
เสียงที่เอ่ยยานคางเหมือนต้องใช้พลังเป็นอย่างมากกว่าจะพูดแต่ละคำออกมาได้ เอ่ยถามฉันด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรค่ะคุณพ่อ หนูแค่ตกใจเสียงฟ้าร้องนิดหน่อยค่ะ”
ฉันที่กลั้นก้อนสะอื้นที่ตีตื้นมาที่ลำคอเอาไว้ ด้วยหัวใจในเวลานี้ที่บีบรัดเหลือเกิน
“อะ...โอ...มะ...มา...ย...เป...น...รา...ย...นา...พะ...พอ...ยู...นี”
น้ำเสียงที่พยายามเปล่งออกมาเพื่อปลอบโยนลูกสาวอย่างยากลำบากของคนเป็นพ่อ มันช่างบาดลึกเสียดแทงเข้าไปยังกลางใจคนฟังเหลือเกิน อีกทั้งแม้ว่าในห้องเช่าสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจะมืดสนิท แต่ทว่า...ฉันกลับเห็นได้ชัดว่าตรงหางตาของคนตรงหน้านั้นกำลังมีน้ำใสเอ่อคลออยู่
“ค่ะพ่อ...ลูกรู้ค่ะ” (T-T)
มือบางที่ยังกอบกุมมือที่ไร้เรี่ยวแรงของคนบนที่นอนขึ้นมาแนบหน้าพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ อย่างไม่ต้องการให้คนเป็นพ่อรับรู้
ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามายังกลางใจอีกครั้ง เพราะถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะตัวฉันทำใจยอมรับได้แล้วว่า ณ เวลานี้ชีวิตของเราสองพ่อลูกมันแย่มากแค่ไหนและเราต้องลำบากมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วทุกครั้งที่ความฝันเหมือนเฉกเช่นคืนนี้ปรากฏขึ้นหรือแม้ในวันที่ฝนตกจนเกิดเป็นเสียงฟ้าร้องแผดคำรามใส่หัวใจมันก็อดที่จะจมดิ่งไม่ได้แล้วพานคิดตัดพ้อชีวิตว่าทำไมเพราะเหตุผลกลใดชีวิตเราสองพ่อลูกถึงได้ดำเนินมาถึงจุดนี้...