ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน...
ฉันชื่อจันทร์เจ้าหรือลูกจัน ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลดำริวงศ์ตระกูล ผู้หญิงที่ใครหลายคนต่างอิจฉาในความโชคดีที่ฉันได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าตาที่สวยหวานน่ารัก ผิวเนียนละเอียดอมชมพูที่เปล่งปลั่งดูสุขภาพดี อีกทั้งรูปร่างบอบบางตัวเล็กน่ารักน่าทะนุถนอม แต่กลับซ่อนความเซ็กซี่อวบอิ่มของสัดส่วนไว้ภายใต้ชุดเดรสสีหวานได้อย่างมิดชิด แต่คงเป็นเพราะฉันที่เป็นคนขี้อาย นั่นจึงทำให้ฉันไม่ค่อยรู้สึกภูมิใจกับทรวดทรงที่ดูจะโตเกินตัวของตัวเองสักเท่าไรนัก แม้ว่าความงดงามเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่หญิงสาวหลายคนปรารถนาก็ตาม
และนอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่ฉันกลับรู้สึกภูมิใจเสียมากกว่าก็คงจะเป็นเรื่องฐานะทางบ้านของฉันที่เรียกได้ว่าเศรษฐีก็คงจะไม่ผิด เพราะถึงแม้ว่าบ้านของฉันจะเรียกว่าเศรษฐีใหม่ที่ไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่ต้นตระกูลเหมือนตระกูลอื่นและอาจจะไม่ได้รวยถึงขั้นติดลำดับท็อป 10 ของประเทศก็ตาม แต่ทว่า...ก็ไม่เคยหลุดลำดับท็อป 20 ยามที่นิตยสารจัดอันดับเลยสักปีเดียว
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น คงไม่มีความภูมิใจไหนเท่ากับผู้ชายที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าของฉันในตอนนี้ เขาที่มักจะยุ่งอยู่กับงานในมืออยู่เสมอแต่ก็ไม่เคยลืมที่จะหาเวลามาอยู่กับฉันและฉันก็ชอบที่สุดเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับเขา
“มองอะไรคะ...หืมมมม ~~”
เสียงนุ่มทุ้มละมุนเอ่ยถามหลังจากที่สังเกตเห็นว่าฉันนั่งมองเขาอยู่นานแล้ว และด้วยเสียงอันไพเราะนุ่มหูที่ส่งมานั้นจะคงเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก...คุณอาทิตย์ ต้นตระกูลรุ่งเรือง...หรือเฮียทิศ...แฟนหนุ่มรูปหล่อสุดแสนเพอร์เฟกต์ของฉันเองที่นอกจากเขาจะรูปหล่อและบ้านโคตรรวยแล้ว (และนี่คือบุคคลที่ตระกูลของเขาติดอันดับความรวยของประเทศเป็นอันดับหนึ่ง...!!) เขายังเป็นหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงว่าที่ท่านประธานของบริษัทมหาชนอย่าง...ต้นตระกูลกรุป...บริษัทที่ครอบครองส่วนแบ่งของตลาดในทุกด้านของประเทศเกือบ 60 % บริษัทที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในทวีปนี้แถมเขายังได้ฉายาว่าเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงอยากแต่งงานด้วยมากที่สุด
เพียงแต่ว่าฉันคงต้องขอโทษที่ต้องดับฝันของบรรดาสาว ๆ หลายคนที่หมายปองผู้ชายคนนี้ นั่นก็เพราะว่าอีกแค่สองปีหลังจากที่ฉันเรียนจบเราสองคนก็จะแต่งงานกัน
และถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของเราสองคนนั้นมันเริ่มมาจากตรงไหน ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจมากนัก มันอาจจะเป็นเพราะว่าครอบครัวของเราสองคนสนิทกันมานานแล้ว อีกทั้งฉันที่โตมาก็เห็นเฮียทิศวนเวียนอยู่ในชีวิตของฉันมาโดยตลอด และถึงแม้ในตอนแรกฉันจะรู้สึกกลัวเฮียทิศเพราะเฮียเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดและยิ้มน้อยต่างกับฉันที่แม้จะขี้อายแต่ก็เจื้อยแจ้วตามประสาเด็กผู้หญิง นั่นจึงทำให้เฮียทิศที่มักจะเงียบขรึมอยู่ตลอดค่อย ๆ เปิดใจรับฉันเข้าไปในชีวิตของเขา
จนกระทั่งเมื่อเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันจำได้ไม่ลืมและคงเป็นเพราะเหตุการณ์นี้เหมือนกันที่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงและรับรู้ได้แล้วว่าตัวเองได้ตกหลุมรักเฮียทิศเข้าเสียแล้ว คงเป็นวันนั้นวันที่เราสองครอบครัวได้นัดกินข้าวด้วยกันหลังจากที่เฮียทิศไปเรียนที่เมืองนอกยาวนานถึง 6 ปี
วันนั้นฉันจำมันได้ดีว่าฉันทำได้เพียงแค่ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปตักอาหาร ความเงียบที่ทำให้พ่อกับแม่ของฉันยังอดสงสัยไม่ได้ว่าฉันป่วยหรือเปล่าจนต้องถามอยู่หลายครั้งหลายหน แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่ส่ายหัวปฏิเสธกลับไปโดยไม่ลืมที่จะเหลือบตาไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ดูภูมิฐานตรงข้ามด้วยกลัวเหลือเกินว่าเขาจะรำคาญที่ฉันเป็นแบบนี้
เพียงแต่ว่าทุกอย่างในวันนั้นกลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เฮียทิศที่นอกจากจะไม่ทำหน้าดุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขายังคอยส่งยิ้มบาง ๆ พร้อมกับมองมาที่ฉันเป็นระยะ ๆ ด้วยและด้วยการกระทำของเขานั้นจึงทำให้ฉันยิ่งรู้สึกอายประหม่าหน้าร้อนผ่าวนั่งเกร็งจนกระทั่งพวกเรากินข้าวกันเสร็จ
แต่ใครเล่าจะรู้...เพราะนับจากวันนั้นเฮียทิศกลับไปมาหาสู่บ้านฉันบ่อยขึ้น เขาที่อาสาติวหนังสือให้ฉันหาหนังสือเตรียมสอบดี ๆ ให้แก่ฉัน ค่อยแนะนำฉันทุกอย่าง คอยช่วยเหลือดูแลฉันเป็นอย่างดีทุกอย่าง จนทำให้ฉันสอบเข้ายังคณะและมหาวิทยาลัยที่ฉันใฝ่ฝันได้สำเร็จ
ความทรงจำดี ๆ มากมายถาโถมเข้ามาไม่หยุดเสมือนกับว่าความหอมหวานของวันวานนั้นยังคงอบอวลอยู่รอบกายไม่สร่าง อีกทั้งภาพการสารภาพรักและความองอาจในวันที่เขาเข้าไปคุยกับพ่อกับแม่ฉันตรง ๆ ว่าเขาชอบฉันและอยากจะคบกับฉันอย่างเปิดเผย โดยในวันนั้นเขายังให้คำมั่นว่าเขาจะไม่ล่วงเกินฉันหรือทำให้ฉันมีมลทินอีกทั้งยังรับปากว่าจะรอจนกระทั่งฉันเรียนจบเขาก็จะรีบจัดงานแต่งงานให้ทันที
และเมื่อรวมเอาความดีเข้ากับความเสมอต้นเสมอปลายที่เฮียทิศมีให้ฉันมาเสมอแล้ว อีกทั้งความเป็นผู้ใหญ่ของเฮียทิศที่เขานั้นแม้จะมีอายุมากกว่าฉัน 7 ปีแต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้พ่อกับแม่ฉันวางใจที่ปล่อยให้เราสองคนได้ปลูกต้นรักที่งดงามให้บานสะพรั่งรอจนกระทั่งมันออกดอกออกผลถึงวันเก็บผลผลิตที่จะสุกงอมในไม่ช้า
เรื่องราวความรักระหว่างฉันกับเฮียทิศได้ฉายวนเข้ามาในห้วงคะนึงเหมือนกับต้องมนต์สะกด ฉันที่ยังเคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกสวยหวานคละเคล้าไปกับความงามของคนเบื้องหน้า จนทำให้คนที่ถูกจ้องมองอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามฉันด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง
“ว่าไงคะ...มองหน้าเฮียทำไม หืมมมมม ~~”
เสียงที่เอ่ยเพื่อเรียกสติที่หลุดลอยมาพร้อมกับมือที่โบกไปมาตรงหน้าสวยก่อนที่มันจะเลื่อนไปลูบยังเลือนผมนุ่มสลวยเบา ๆ
“อ่ะ...ปะ...เปล่านะลูกจันไม่ได้มองสักหน่อย เฮียทิศอย่ามาขี้ตู่นะ” ฉันถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์เพราะสัมผัสของเขา พร้อมกับเสสายตาหลบแทบไม่ทันหลังจากถูกคนตรงหน้าจับพิรุธได้
“หึหึ...ค่ะ...ไม่มองก็ไม่มอง” (^-^)
คนตรงหน้าถึงกับอดกลั้วหัวเราะในลำคอไม่ได้ ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปจัดการงานในมือตัวเองต่อให้เสร็จ ส่วนฉันที่ก่อนหน้านี้กำลังทำรายงานส่งอาจารย์ก็กลับมาโฟกัสที่งานตัวเองต่อแม้ว่าใบหน้าจะแดงก่ำด้วยความอายเพราะถูกคนจับไต๋ได้
ความเงียบระหว่างเรายังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับสายลมในสวนหลังบ้านที่พัดเอื่อย ๆ เย็นสบายจนทำให้อากาศที่ควรจะร้อนระอุในฤดูกาลนี้พลันสลายไปเสียอย่างนั้น กระทั่งเมื่องานในมือของฉันเสร็จก็ประจวบกับงานในมือของคนตรงหน้าเสร็จแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงได้โอกาสที่ฉันจะยืดเส้นยืดสายได้เสียที
“อ่าาาาา...เสร็จสักที” ฉันบิดขี้เกียจหลังเอื้อมมือไปปิดหน้าจอของโน้ตบุ๊กลง
“เสร็จแล้วหรอค่ะ หิวไหมไปหาอะไรกินกัน” (^-^)
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มละมุนจนความอบอุ่นแผ่ซ่าน ทำให้ฉันที่แม้จะได้เห็นอยู่บ่อยครั้งก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะหลงเคลิบเคลิ้ม
“หิวแล้วค่ะ...” (^-^)
ฉันตอบกลับก่อนจะกวักมือเรียกแม่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ให้เข้ามา
“พี่นิดค่ะ รบกวนเอาของพวกนี้ไปเก็บที่ห้องลูกจันให้ทีนะคะ แล้วฝากบอกคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยว่าลูกจันจะออกไปหาอะไรกินกับเฮียทิศนะคะ” (^-^) ฉันระบายยิ้มหวานจนคนข้าง ๆ เผลอยิ้มตาม
และหลังจากที่ฉันสั่งแม่บ้านจบ ฉันก็หันไปหาคนตัวโตที่บัดนี้กำลังมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและหลงใหล
“ปะ...ไปกันเถอะค่ะ” (>///<)
ฉันถึงกับหน้าแดงฉานเพราะแพ้ให้กับสายตาหวานเยิ้มของเขา ก่อนจะพาสองเท้าก้าวเดินฉับ ๆ ไปที่รถสปอร์ตสุดหรูของคนตัวโตที่กำลังยืนหัวเราะเบา ๆ อยู่ที่ด้านหลังทันที