ความตึงเครียดภายในร้านอาหารพุ่งสูงจนแทบหายใจไม่ออก ภพ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะของคณิน ก่อนจะเอื้อมมือไปจับข้อมือหนาที่กำคอเสื้อเขาไว้แล้วสะบัดออกอย่างใจเย็น ท่าทางของเขานิ่งสงบเสียจนคณินดูเป็นเด็กเกเรที่กำลังฟาดหัวฟาดหาง
ภพจัดแจงปกเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่วงท่าที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ยาหยียืนสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธและอับอาย
“คณิน! กลับไปเถอะ ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย!” ยาหยีแผดเสียงสั่นพร่า
“กูไม่กลับ! กูจะรอเมียกูกลับบ้าน!” คณินประกาศกร้าวพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างยาหยีโดยไม่ได้รับเชิญ ท่าทางวางอำนาจของเขาทำเอาเพื่อนๆ ในโต๊ะต่างพากันหน้าเสียและทำตัวไม่ถูก
“นายมันบ้าไปแล้วคณิน...” ยาหยีพึมพำอย่างเหลืออด
บรรยากาศในโต๊ะอาหารอึดอัดจนแทบกระอักเลือดเก่งเพื่อนยาหยีที่เห็นท่าไม่ดีแอบหยิบโทรศัพท์ใต้โต๊ะรีบส่งข้อความหา ไกด์ และ ทีม เพื่อให้มาลากคณินกลับไปก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้
ยาหยีกับภพสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมนั่งลงตามเดิมเพราะเริ่มเป็นเป้าสายตาของคนทั้งร้าน และหากการ์ดของร้านเข้ามาแทรกแซง เรื่องนี้คงได้กลายเป็นข่าวฉาวไปถึงบริษัทแน่ๆ ทันทีที่สะโพกมนแตะลงบนเบ้าเก้าอี้ คณินก็เอื้อมมือไปกระชากเก้าอี้ของยาหยีให้ขยับเข้ามาชิดกับตัวเองจนสีข้างแทบจะเกยกัน เขาวาดแขนโอบพนักเก้าอี้เธอไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของเต็มขั้น
“คณิน! นายนี่มัน...!” ยาหยีหันไปถลึงตาใส่ แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงแค่ยักไหล่
เขาเมินเฉยต่อท่าทางรังเกียจของหญิงสาวข้างกาย แล้วหันไปจ้องหน้าภพด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก สายตาคมกริบกวาดมองภพตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูแคลน ก่อนจะเริ่มขิงความสัมพันธ์ในอดีตขึ้นมากลางโต๊ะเพื่อสะกดข่มอีกฝ่าย
“โทษทีนะ... พอดีเมียกูเธออาจจะยังโกรธกูอยู่นิดหน่อยตามประสาคนอยู่ด้วยกันทุกวันมาสามปีน่ะ” คณินจงใจเน้นคำว่า ‘อยู่ด้วยกัน’ พร้อมกับหันไปหยิบแก้วน้ำของยาหยีขึ้นมาดื่มอย่างถือวิสาสะ
“หยีเขาชอบกินคาปูชิโน่หวานน้อย แล้วก็ชอบนอนตื่นสายตอนวันหยุด... อ้อ แล้วเวลางอแง มีแค่กูคนเดียวเท่านั้นแหละที่รู้วิธีจัดการ” คณินแค่นยิ้มร้ายพลางสบตาภพอย่างท้าทาย “เรื่องลึกๆ ของคนในครอบครัว คนนอกอย่างมึง... คงไม่เข้าใจหรอกมั้ง?”
ยาหยีเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเล็กใต้โต๊ะกำเข้าหากันจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ที่เขาเอาเรื่องน่าอายนี้มาพูดต่อหน้าเพื่อนทำให้เธอน้ำตาคลอ ทั้งเขิน ทั้งอายและอยากจะมุดดินหนีที่ภพต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้ แต่คณินกลับไม่สนใจความรู้สึกนั้นแม้แต่นิดเดียวเพราะในตอนนี้เขารู้เพียงว่าเขาจะไม่มีวันเสียเธอไปให้ใครอีกเด็ดขาด
ด้านในร้านเริ่มดุเดือดขึ้นจนถึงขีดสุด ก่อนที่ ไกด์ และ ทีม จะพุ่งพรวดเข้ามาถึงโต๊ะด้วยสภาพหอบแฮก ทั้งคู่รีบคว้าแขนคณินคนละข้างพยายามจะลากเพื่อนตัวดีที่กำลังทำตัวเป็นอันธพาลครองโต๊ะให้ออกไปจากร้านโดยเร็วที่สุด
“ปล่อยกู! พวกมึงจะมาลากกูทำไม! เมียกูอยู่นี่!” คณินแผดเสียงลั่นพร้อมกับดิ้นพล่านขัดขืนสุดแรงเกิด รองเท้าผ้าใบราคาแพงครูดกับพื้นจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู เขาพยายามจะขืนตัวไว้กับเก้าอี้ที่ยาหยีนั่งอยู่ราวกับคนเสียสติ
“ไอ้ณิน! มึงตั้งสติหน่อย นี่มันร้านอาหารนะเว้ย ไม่ใช่สนามมวย!” ทีมตะคอกใส่เพื่อนพลางใช้แรงทั้งหมดที่มีล็อกแขนคณินไว้แน่น
“มึงจะให้กูปล่อยให้เมียกูอยู่กับไอ้หมานี่เหรอ! จะให้กูเดินออกไปเฉยๆ เพื่อให้หมามันคาบเมียกูไปแดกหรือไงวะ!”
คณินตวาดลั่นร้าน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ภพด้วยความอาฆาตมาดร้าย คำพูดที่หยาบคายและดูถูกเปรียบเปรยคนอื่นเป็นสัตว์ทำเอาพนักงานและลูกค้าโต๊ะรอบข้างถึงกับส่ายหน้าด้วยความระอา
ยาหยีนั่งนิ่งเป็นหิน ใบหน้าสวยชาหนึบไปด้วยความอับอายจนถึงที่สุด เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองคณินที่กำลังดิ้นรนอยู่ข้างๆ มือเล็กกำเข้าหากันแน่นจนสั่นสะท้าน เธอรู้สึกไม่ชอบกิริย***าคลั่งของอดีตคนรักจนไม่อยากจะนับว่าเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาก่อน
“ไปกับพวกกูเดี๋ยวนี้คณิน! ก่อนที่กูจะปล่อยให้ตำรวจมาลากมึงไป!” ไกด์กัดฟันพูดพร้อมกับออกแรงกระชากเพื่อนอย่างแรง
คณินยังคงดิ้นพล่านและพยายามจะพุ่งเข้าไปหาภพที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นสุภาพบุรุษอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่สุดท้ายแรงของเพื่อนสนิทสองคนที่เตรียมตัวมาอย่างดีก็ชนะ คณินถูกหิ้วปีกกึ่งลากกึ่งจูงออกไปทางประตูร้าน ทิ้งไว้เพียงเสียงโวยวายที่ค่อยๆ ห่างออกไปและสายตาเกลียดชังภพที่เขายังพยายามส่งมาทิ้งท้าย
ทันทีที่แผ่นหลังของคณินพ้นประตูร้านไป ความเงียบที่แสนอึดอัดก็เข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครั้ง ยาหยีหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อกักเก็บหยดน้ำตาแห่งความสมเพชไม่ให้ไหลออกมา
“คุณหยีครับ... ไหวไหมครับ?” ภพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม มือของเขาเอื้อมมาแตะที่หลังมือของเธอเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
“หยี... หยีขอโทษนะคะคุณภพ ขอโทษเพื่อนๆ ทุกคนด้วยที่ทำให้งานเลี้ยงพังขนาดนี้” ยาหยีลืมตาขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่ขื่นขมที่สุดในชีวิต “หยีขอตัวกลับก่อนนะคะ หยีรู้สึกไม่ค่อยดีจริงๆ”
“เดี๋ยวผมไปส่งครับ” ภพอาสาทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ขอบคุณค่ะ...” ยาหยีตอบแผ่วเบา เธอไม่ได้ปฏิเสธ เพราะตอนนี้เรี่ยวแรงที่จะยืนด้วยตัวเองของเธอแทบไม่เหลือแล้ว
.
ทันทีที่พ้นขอบประตูร้าน คณินสะบัดตัวจากการเกาะกุมของเพื่อนอย่างแรงจนไกด์และทีมเซไปคนละทิศละทาง เขาไม่ได้พุ่งกลับเข้าไปข้างใน แต่กลับหันไปเตะยางรถสปอร์ตของตัวเองเสียงดัง ปึก! เพื่อระบายความอัดอั้นที่จุกอยู่ในอก
"โธ่โว้ย!! พวกมึงลากกูออกมาทำไมวะ! มึงเห็นไหมว่าไอ้หน้าอ่อนนั่นมันนั่งใกล้เมียกูแค่ไหน!" คณินตวาดลั่นจนเสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำที่เคยดุดันบัดนี้มีน้ำใสๆ คลอเบ้าอย่างที่เพื่อนไม่เคยเห็นมาก่อน
ไกด์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนแรงๆ เพื่อเรียกสติ "ไอ้ณิน มึงฟังกูนะ! ที่พวกกูลากมึงออกมา เพราะกูไม่อยากให้มึงดูกระจอกไปมากกว่านี้ไงวะ!"
"กระจอกเหรอ? เออ! กูยอมกระจอก! ถ้ากูต้องเสียหยีไปจริงๆ กูจะรักษามาดไว้หาพระแสงอะไรวะ!" คณินทรุดตัวลงพิงประตูรถอย่างหมดแรง ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามบัดนี้ดูเปราะบางจนน่าใจหาย "พวกมึงไม่เข้าใจหรอก... วินาทีที่กูเห็นหยียิ้มให้มัน ใจกูเหมือนโดนเครื่องจักรบดจนแหลกไปหมด..."
ทีมขยับเข้ามาสมทบ นั่งยันกำแพงอยู่ข้างๆ เพื่อน "กูรู้ว่ามึงรัก... แต่สิ่งที่มึงทำข้างในนั้นมันไม่ใช่การทวงคืนนะเว้ย มันคือการผลักหยีให้ไปหาไอ้คนนั้นเร็วขึ้น"
"มึงดูสภาพหยีตอนมึงโวยวายดิณิน..." ทีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หยีไม่ได้มองมึงด้วยความรัก หรือความเกรงใจแบบเมื่อก่อนแล้วนะ แต่เขามองมึงเหมือนคนแปลกหน้าที่เขาเอือมระอา มึงทนได้เหรอวะที่ถูกคนที่มึงรักที่สุดมองแบบนั้น?"
คำว่า 'เอือมระอา' เหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลสด คณินสะอึกจนพูดไม่ออก เขาซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเอง ปล่อยให้น้ำตาหยดลงบนเสื้อช็อปสีเทาที่ยับย่น
"กูโง่เอง... กูมันเหี้ยเองที่ปล่อยให้ความเบื่อบังตา" คณินพูดลอดไรฟัน เสียงสั่นสะท้านด้วยความสำนึกผิด "กูคิดมาตลอดว่ายังไงหยีก็ไปจากกูไม่พ้นหรอก... แต่พอกูเห็นเขาอยู่กับคนอื่นที่ดูแลเขาดีกว่ากู กูก็เพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมา... กูไม่ได้ทำหน้าที่ผัวที่ดีเลยสักนิด"
ไกด์มองเพื่อนด้วยสายตาที่อ่อนลง "ถ้ามึงอยากได้เขาคืน มึงต้องเลิกใช้กำลัง เลิกใช้ความดิบแบบผิดที่ผิดทาง มึงต้องใช้ 'หัวใจ' ที่มึงเคยมีให้เขาในวันแรกกลับไปหาเขา มึงทำได้ไหมวะ?"
คณินเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือ สายตาที่เคยว่างเปล่าในอาทิตย์แรกแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่ปนไปด้วยความเจ็บปวด
"กูต้องทำได้... ต่อให้ต้องคลานไปกราบตีนกูก็จะทำ" คณินกำหมัดแน่น "กูเป็นวิศวะเครื่องกล กลไกที่พัง... กูต้องซ่อมมันได้ดิ ต่อให้ต้องรื้อหัวใจออกมาทำใหม่กูก็ยอม แต่อย่าหวังว่ากูจะยอมปล่อยให้ไอ้หมาตัวไหนมาคาบหยีไปง่ายๆ... หยีเป็นของกู และต้องเป็นเมียกูคนเดียวตลอดไป!"
ไกด์กับทีมสบตากันอย่างหนักใจ แต่ลึกๆ ก็เบาใจที่เห็นเพื่อนเริ่มกลับมาเป็นผู้เป็นคนอยู่บ้าง แม้จะยังมีความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้คนอื่นอยู่เต็มเปี่ยมก็ตาม