คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้กับที่ทำงานใหม่ที่ยาหยีเลือกกระโดดเข้าไปเริ่มงานทันทีที่ลาออกมา ห้องขนาดกะทัดรัดนี้สะอาดตาและสงบเงียบ มันไม่มีรอยร้าวใต้เกียร์อย่างที่เคยเป็น... แต่ทว่าในความสงบนั้น กลับเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นที่ดังระงมไปทั่วทั้งห้องในยามค่ำคืน
ช่วงอาทิตย์แรก... ยาหยีใช้ชีวิตราวกับหุ่นยนต์ที่โปรแกรมไว้เพียงแค่ 'ทำงาน' และ 'กลับห้อง'
เธอเอาแต่โหมงานหนักจนเพื่อนร่วมงานใหม่ต่างพากันชื่นชมในความขยัน ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น เธอเพียงแค่ต้องการให้สมองล้าจนไม่มีเวลาไปคิดถึงใครบางคน แต่ทันทีที่ปลดล็อกประตูห้องนอนและทิ้งตัวลงบนเตียงที่กว้างเกินไปสำหรับคนเดียว กำแพงความเข้มแข็งที่อุตส่าห์สร้างมาทั้งวันก็พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า
"ฮึก... คณิน..."
ยาหยีซุกหน้าลงกับหมอนใบใหม่ที่ไม่มีกลิ่นของเขา แต่น้ำตากลับไหลซึมจนเปียกชุ่ม เธอขังตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้ ไม่ยอมเปิดโทรศัพท์ ไม่รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก แม้กระทั่งเพื่อนสนิทเธอก็เลือกที่จะไม่ติดต่อ เพราะรู้ดีว่าถ้าได้ยินเสียงใครสักคนถามว่า 'เป็นยังไงบ้าง' เธอคงจะพังลงจนกู้กลับมาไม่ไหว
ความทรมานของผู้หญิงที่ตัดสินใจเลิกทั้งที่ใจยังรัก มันเหมือนกับการต้องตัดอวัยวะที่สำคัญทิ้งไปโดยไม่ใช้ยาชา ทุกมุมของห้องใหม่ที่เธอยังไม่ได้จัดของเข้าที่ มีเพียงกระเป๋าเดินทางที่วางแอบอยู่มุมห้อง ราวกับจะตอกย้ำว่าเธอกลายเป็นคนไร้รากฐานไปแล้ว
เธอนั่งมองดูพระอาทิตย์ตกดินจากริมระเบียงคนเดียวทุกวัน ปล่อยให้ความเงียบกัดกินใจจนเป็นแผลลึก บางครั้งมือเล็กก็เผลอจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อดูว่ามีใครตามหาไหม แต่แล้วเธอก็ต้องสะบัดหัวไล่ความอ่อนแอนั้นไป
'ถ้าเขารัก... เขาจะไม่ปล่อยให้มันร้าวจนแตกแบบนี้' เธอท่องประโยคนี้ซ้ำๆ ในใจเหมือนบทสวดมนต์เพื่อเรียกสติ แม้ว่าในหัวใจจะเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงใบหน้าหงุดหงิดของคณินในวันสุดท้ายที่เจอกัน
เธอยังไม่พร้อมจะไปไหนไกลกว่านี้ ยังไม่มีแรงแม้จะขับรถไปถึงบ้านที่ต่างจังหวัด... เธอทำได้เพียงแค่ซ่อนตัวอยู่ในคอนโดกลางป่าคอนกรีต รอให้เวลาทำหน้าที่เยียวยาแผลที่ถูกไฟแผดเผาให้ค่อยๆ ตกสะเก็ด แม้รู้ดีว่ามันจะต้องใช้เวลาอีกนานเหลือเกินกว่าที่เธอจะกลับมายิ้มได้จริงๆ อีกครั้ง
อาทิตย์ที่สองของการเริ่มต้นใหม่... เมฆหมอกแห่งความเศร้าที่เคยปกคลุมห้องพักของยาหยีเริ่มจางลงบ้าง แม้จะยังไม่หายไปทั้งหมด แต่น้ำตาที่เคยไหลพรากจนเปียกหมอนทุกคืนก็เริ่มเหือดแห้งลง เหลือเพียงความหน่วงจางๆ ในอกที่เธอเริ่มจะคุ้นชินกับมัน
ยาหยีเริ่มจัดข้าวของในคอนโดใหม่ให้เข้าที่มากขึ้น เธอจงใจทิ้งพื้นที่ว่างไว้ไม่ให้ดูอึดอัดเหมือนตอนที่อยู่กับคณิน และที่สำคัญที่สุด... เธอเริ่มเปิดใจยิ้มให้กับคนรอบข้างในที่ทำงานใหม่ได้บ้างแล้ว
.
บริษัท DMA เอเจนซี่โฆษณาหรือการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing Agency)
บรรยากาศใน Elite Branding Agency เอเจนซี่โฆษณาระดับต้นๆ ของเมืองไทย เต็มไปด้วยความเร่งรีบแต่ทว่าก็น่าตื่นเต้น ยาหยีในตำแหน่ง Account Executive (AE) ต้องคอยประสานงานระหว่างลูกค้ากับทีมฝ่ายผลิต เธอต้องแต่งตัวดูดี มีบุคลิกที่มั่นใจ และมีความคล่องตัวสูง ภาพของดาวคณะที่เคยดูหวานละมุนในสายตาคณิน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยหญิงสาวที่ถือไอแพด เดินคุยงานผ่านหูฟังไร้สาย และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเฉียบคม
“ยาหยีครับ งานเปิดตัวคอนโดโครงการใหม่ของลูกค้าผ่านฉลุยเลยนะ บรีฟที่คุณทำส่งมาให้ทีมครีเอทีฟมันชัดเจนมากจนผมแทบไม่ต้องแก้เลย”
‘ภพ’ หนุ่มครีเอทีฟฝีมือดี เดินถือสมุดสเก็ตช์ภาพเข้ามาหาเธอที่โต๊ะพร้อมรอยยิ้มจางๆ ภพไม่ได้ดูเนี๊ยบกริบเหมือนนักธุรกิจทั่วไป แต่เขามีสไตล์แบบหนุ่มสายอาร์ตที่ดูสะอาดตา สวมเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์กางเกงสแล็ค และแฝงไปด้วยความอบอุ่น
“ยกความดีความชอบให้คุณภพและทีมครีเอทีฟมากกว่าค่ะที่ตีโจทย์แตก หยีแค่ส่งสารต่อเฉยๆ เอง” ยาหยีเงยหน้าขึ้นจากตารางงาน ส่งยิ้มกลับไปให้ตามมารยาท
“ถ้าคุณหยีไม่สู้กับลูกค้าเรื่องโทนสีให้ผม งานคงไม่ออกมาดีขนาดนี้หรอกครับ” ภพพูดพลางพิงขอบโต๊ะทำงานของเธออย่างสุภาพ “เย็นนี้เห็นว่าต้องอยู่ทำสรุปโปรเจกต์ต่อเหรอครับ? ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหม เผื่อคุณอยากบรีฟงานตัวต่อไปทิ้งไว้เลย”
คำอาสาอย่างอ่อนโยนของภพทำให้ยาหยีชะงักไปครู่หนึ่ง... ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงต้องรีบปฏิเสธและรีบกลับคอนโดเพื่อไปทำกับข้าวรอคณิน หรือไม่ก็ต้องคอยเช็กโทรศัพท์ว่าคณินเลิกเรียนหรือยัง จะไปดื่มเหล้าที่ไหนไหม แต่ตอนนี้... เธอมีอิสระที่จะทุ่มเทให้กับงานที่เธอรักอย่างเต็มที่
“ขอบคุณนะคะคุณภพ แต่หยีเกรงใจค่ะ คุณภพเลิกงานตามเวลาเถอะค่ะ เดี๋ยวหยีจัดการที่เหลือเองได้”
“สำหรับคุณหยี ผมไม่เคยรู้สึกว่าเป็นการเสียเวลาเลยครับ” ภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความนัยชัดเจน ก่อนจะวางกล่องช็อกโกแลตนำเข้าไว้บนโต๊ะเธอ “ทานแก้เครียดนะครับ ผมเห็นช่วงนี้คุณดูเพลียๆ อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนบ้างนะครับ... ผมเป็นห่วง”
สายตาที่เต็มไปด้วยความอาทรของภพทำให้ยาหยีรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ภพเป็นเหมือนลมเย็นๆ ที่พัดผ่านเข้ามาในวันที่ใจเธอเหมือนโดนไฟแผดเผา เขาเข้าใจจังหวะชีวิตของเธอ เข้าใจความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และที่สำคัญ... เขาไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องแบกความรู้สึกใครไว้คนเดียว
ยาหยีมองกล่องช็อกโกแลตนั้นแล้วยิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มแรกในรอบสองสัปดาห์ที่ไม่ได้เกิดจากความเศร้า
แม้ลึกๆ ในใจเธอยังมีรอยแผลที่คณินฝากไว้ และเธอก็ยังเลือกที่จะวางภพไว้ในฐานะเพื่อนร่วมงานที่แสนดีเท่านั้น แต่ความนุ่มนวลของภพก็ค่อยๆ พิสูจน์ให้เธอเห็นว่า... บนโลกนี้ยังมีผู้ชายที่พร้อมจะให้เกียรติและถนอมหัวใจเธอ โดยที่เธอไม่ต้องวิ่งตามเขาจนหอบเหนื่อยเหมือนที่ผ่านมา
.
ทางด้านคณิน...
คณินนั่งอยู่บนขอบเตียงในคอนโดที่สว่างจ้าไปด้วยแสงไฟแต่กลับมืดมนในความรู้สึก เขาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ขึ้นข้อความเดิมๆ ว่า 'ไม่สามารถติดต่อหมายเลขนี้ได้' มานับร้อยครั้ง มือที่เคยจับคันเกียร์รถสปอร์ตอย่างมั่นใจบัดนี้สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เขาลองสวมชุดนักศึกษาที่ยาหยีเคยซักและรีบไว้ให้เป็นชุดสุดท้าย กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ ที่ติดอยู่บนปกเสื้อทำเอาเขาจุกจนหายใจไม่ออก ภาพวันสุดท้ายที่เขากระชากออกจนเธอล้มลงพื้นย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว
"มึงมันโง่เองคณิน..." เขาพึมพำกับความว่างเปล่า
คำว่า 'จบกัน' ที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงประโยคประชดประชันเหมือนสิบครั้งที่ผ่านมา วันนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่ามันคือ 'คำขาด' ไม่ใช่คำขู่ มันคือคำพิพากษาที่ประหารชีวิตความรักของเขาอย่างเลือดเย็น ยาหยีไม่ได้แค่โกรธ... แต่เธอตัดเขาออกจากสารบบชีวิตเหมือนคนแปลกหน้า
เขาลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ยังคงว่างเปล่า พยายามมองหาเศษเสี้ยวของเธอที่อาจหลงเหลืออยู่ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่ตอกย้ำความผิดพลาด คณินคว้ากุญแจรถสปอร์ตพุ่งออกไปที่บริษัทเก่าของยาหยีด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจจะเจอเพื่อนของเธอ หรือใครสักคนที่พอจะรู้ที่อยู่ใหม่ของยาหยี
คณินขับรถสปอร์ตไปจอดรออยู่ที่หน้าอาคารสำนักงานใจกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเก่าที่ยาหยีเคยทำงานอยู่ เขาจำได้แม่นว่าทุกเย็นยาหยีจะเดินออกมาจากประตูหมุนบานนั้นพร้อมกับรอยยิ้มเหนื่อยล้าแต่แสนหวาน... รอยยิ้มที่เขาเคยได้รับมันเป็นประจำจนมองข้ามความสำคัญไป
เขานั่งรอในรถตั้งแต่หกโมงครึ่ง สายตาจ้องเขม็งไปที่ประตูทางออกอย่างไม่วางตา มือหนากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความกลัวเริ่มเกาะกินใจเมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเลิกงาน พนักงานนับร้อยเดินทยอยกันออกมาแต่กลับไม่มีวี่แววของร่างบางที่เขาโหยหา
จนกระทั่งทุ่มครึ่ง... ความอดทนของคณินก็สิ้นสุดลง
เขาก้าวลงจากรถ พุ่งตรงเข้าไปหาพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าตึกด้วยท่าทีร้อนรน "พี่ครับ... ผู้หญิงที่ชื่อยาหยี ที่ทำงานอยู่ชั้น 22 เขาออกไปหรือยังครับ? รู้ไหมครับว่าเขาไปทำงานที่ไหน?"
มันคือความหวังเดียวของเขา... ความกล้าบ้าบิ่นที่เข้าไปถามคนไม่รู้จักเพียงเพื่อที่จะได้เบาะแสของเธอ