บรรยากาศในออฟฟิศ DMA เช้าวันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะโปรเจกต์ใหม่ที่เพิ่งได้รับมอบหมาย แต่เป็นเพราะ "ข่าวลือ" และภาพเหตุการณ์กึ่งดราม่ากึ่งหวานแหววที่ร้านอาหารเมื่อคืนนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงในหมู่พนักงาน
ยาหยี เดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยชุดเดรสคอเต่าสีครีมที่ดูสุภาพและปิดมิดชิดกว่าปกติ แม้เธอจะพยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่ท่าทางที่ดูเหนื่อยล้ากว่าทุกวันก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาเพื่อนสนิทไปได้
เก่ง และ ญาดา สองเพื่อนซี้ที่ตามกันมาทำงานที่นี่ ยืนถือแก้วกาแฟดักรออยู่ที่มุมพักผ่อน พอเห็นยาหยีเดินผ่าน ทั้งคู่ก็ส่งสัญญาณหากันทันที โดยภพครีเอเตอร์หนุ่มไฟแรงที่ยืนอ่านบรีฟงานอยู่ใกล้ๆ ลอบมองตามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"ไงจ๊ะ ยายหยี... วันนี้มาในลุคมิดชิดเกาหลีเชียวนะ อากาศข้างนอกมันหนาวหรือข้างในใจมันร้อนกันแน่" ญาดาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงล้อเลียน แววตาจิกกัดแบบเพื่อนสนิท
"นั่นสิ เมื่อคืนเห็นนะว่าใครเอารถสปอร์ตขับตามไปปาดหน้าทุกคันซะเกือบหงาย" เก่งสมทบพลางหรี่ตามองเพื่อนสาว "แล้วสรุปยังไงกับเด็กวิศวะคนนั้น? ไหนบอกเลิกกันแล้วไง ทำไมเมื่อคืนถึงเงียบกริบไปเลยล่ะ อุตส่าห์แกล้งตายมาได้ตั้งหนึ่งเดือนแต่กลับยอมให้ขึ้นคอนโดซะแล้วล่ะ"
ยาหยีวางกระเป๋าลงบนโต๊ะพยายามตีหน้านิ่ง "ก็แค่ตามไปตื้อคุยน่ะ เขาแค่อยากคุยให้รู้เรื่อง ฉันเลยตัดรำคาญ"
"คุยกันท่าไหนจ๊ะ ถึงได้ทำเอาเพื่อนฉันเดินคอแข็งแบบนี้" ญาดาขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะแกล้งสะกิดที่ปกเสื้อคอเต่าของยาหยีเบาๆ "อุ๊ย! นั่นอะไรน่ะสีแดงๆ... มดกัดหรือหมาหวงก้างมันประทับตราไว้กันแน่?"
ยาหยีสะดุ้งสุดตัวรีบดึงปกเสื้อขึ้นปิดรอยแดงจางๆ ที่ช่วงลำคอ แม้จะใช้คอนซีลเลอร์กลบมาบ้างแล้วแต่มันก็ยังไม่มิดพ้นสายตาเพื่อนที่จ้องจะจับผิด รอยที่คณินจงใจฝากไว้เมื่อคืนเพื่อประกาศชัยชนะยังคงเด่นชัดจนยาหยีหน้าร้อนผ่าว
ภพที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเรื่องรอยแดง แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวังหม่นแสงลงทันที เขาไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่า ‘การคุยให้รู้เรื่อง’ ของคณินเมื่อคืนมันจบลงที่ตรงไหน
"หยี... ถ้าวันนี้ไม่สะดวกบรีฟงานเช้านี้ ผมเลื่อนให้ก็ได้นะครับ" ภพพูดขึ้นเสียงเรียบ น้ำเสียงของเขาดูเหินห่างขึ้นจนยาหยีรู้สึกได้ "เห็นว่าคงจะ... มีเรื่องยุ่งยากใจมาทั้งคืน พักสักหน่อยก็ได้นะครับ"
ยาหยีหันไปสบตากับภพ เธอเห็นความผิดหวังสะท้อนอยู่ในดวงตาของรุ่นพี่ที่แสนดีคนนี้ ใจหนึ่งเธอก็รู้สึกผิด แต่อีกใจเธอก็ยังอยากจะเล่นเกมปั่นหัวคณินต่อ
"หยีไหวค่ะคุณภพ เรื่องเมื่อคืนมันก็แค่... อุบัติเหตุน่ะค่ะ อย่าใส่ใจเลย" เธอตอบเหมือนไม่ใส่ใจ พลางทรุดตัวลงนั่งเช็กตารางงานแม้คำว่าอุบัติเหตุของเธอมันไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตามที
ในขณะที่บรรยากาศกำลังอึดอัด โทรศัพท์ของยาหยีที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นไม่หยุด แจ้งเตือนข้อความจากแอพหนึ่งเด้งขึ้นมาถี่ยิบ เพื่อนทั้งสองคนแอบชะโงกหน้ามาดูทันที
K-Nin: (ส่งสติกเกอร์หมาหน้าละห้อย)
K-Nin: "ที่รัก... วันนี้หยีทำงานไหวไหม? กูเป็นห่วงว่ะ"
K-Nin: "คิดถึงมึงชิบหายเลย วันนี้ไม่อยากเรียนเลยอ่ะ ขับรถไปนั่งเฝ้าที่ออฟฟิศได้ไหม?"
K-Nin: "ทำไมไม่ตอบแชท! หยี... หยีครับ... อย่าเมินกูดิ เมื่อคืนกูยังดูแลมึงดีๆอยู่เลยนะ"
ยาหยีที่กำลังพยายามทำหน้านิ่ง ถึงกับหลุดยิ้มออกมาบางๆ เมื่อเห็นข้อความงอแงของเสือร้ายที่กลายเป็นหมาหวงเจ้าของ เธอเผลอนึกถึงภาพคณินที่นั่งหน้ามุ่ยพิมพ์แชทในห้องเรียน ความอ่อนโยนที่ปนมากับความเอาแต่ใจของเขามันทำให้กำแพงในใจเธอสั่นคลอนอย่างห้ามไม่ได้
"แน่ะ! ยิ้มทำไมจ๊ะยัยหยี" ญาดาแซวเสียงดัง "ไหนบอกตัดรำคาญ แต่พอหมาเด็กส่งแชทมาอ้อนหน่อยเดียวก็หน้าบานเป็นจานกระเบื้องเลยนะ"
"เปล่าสักหน่อย..." ยาหยีรีบหุบยิ้มแล้วทำเป็นกดปิดหน้าจอ "เด็กมันก็แค่เพ้อเจ้อไปเรื่อยตามนิสัยน่ะ"
ภพมองภาพนั้นด้วยความขมขื่นในใจ เขาเพิ่งรู้ซึ้งวันนี้เองว่า ต่อให้เขาจะดีแค่ไหน หรือสุภาพเพียงใด เขาก็ไม่อาจสู้ความดิบที่แสนคุ้นเคยของเด็กวิศวะคนนั้นได้เลย
คณินไม่ได้แค่เข้ามาทวงพื้นที่ในชีวิตของยาหยีคืน... แต่เขากำลังใช้ความหน้าด้านหน้าทนบุกเข้าไปถึงกลางใจเธออีกครั้งแม้จะทำเคยทำให้เธอเจ็บแค่ไหน และที่ร้ายที่สุดคือ ยาหยีเองก็ดูเหมือนจะยอมให้เขาทำแบบนั้นเสียด้วย
ในออฟฟิศอันแสนวุ่นวาย ยาหยีเหลือบมองข้อความที่สั่นเตือนไม่หยุดบนโต๊ะทำงาน เธอถอนใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นประโยคตัดพ้อและอ้อนวอนยาวเหยียดของคณิน นิ้วเรียวสวยพิมพ์ตอบกลับไปเพียงประโยคเดียวสั้นๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงอย่างไม่ใยดี เพื่อเตรียมตัวเข้าประชุมบรีฟงานในรอบเช้า
Yayee: "ตั้งใจเรียนไป อย่ามางี่เง่า"
@ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ห้องเรียนวิชาแคลคูลัส...
อาคารเรียนรวมคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภายในห้องเลกเชอร์ขนาดใหญ่ที่แอร์เย็นเฉียบ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงปากกาไวท์บอร์ดที่ขีดเขียนกระดานและเสียงฝีเท้าของอาจารย์ที่เดินไปมาหน้าห้อง คณินในชุดเสื้อช็อปสีเทาสวมทับเสื้อยืดสีดำนั่งอยู่แถวหลังสุด ใบหน้าที่เคยดุดันบัดนี้จดจ้องอยู่แต่หน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างจ้า
ทันทีที่เห็นข้อความตอบกลับจากยาหยี คณินถึงกับหลุดยิ้มมุมปากออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นเหมือนประโยคที่เขาโดนดุแต่สำหรับคนอย่างเขา... แค่เธอตอบเขาก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ไปครึ่งตัวแล้ว
“ไอ้ณิน มึงเบาๆ หน่อย เมียตอบแชทแค่นี้ทำหน้าบานหัวเราะอย่างกับคนโรคจิต ไอ้เวร” ไกด์ที่นั่งข้างๆ กระซิบด่าพลางบุ้ยปากไปทางหน้าห้อง “มึงดูอาจารย์ด้วย เขาจะเขกหัวมึงอยู่แล้ว มัวแต่แชทหาเมียเดี๋ยวก็เรียนไม่รู้เรื่องหรอกมึง”
“เออ วิชาแคลฯ นะเว้ยไอ้สัส” ทีมเสริมพลางขยับแว่นที่ใส่ตอนเรียนให้มันดูเท่ไปงั้น “เดี๋ยวตอนสอบมึงคำนวณเลขไม่ได้ขึ้นมา มึงอย่ามาขอลอกกูกับไอ้ไกด์นะ กูไม่ให้ลอกจริงๆ ด้วย”
คณินถอนหายใจทิ้ง พลิกหน้าจอโทรศัพท์ให้เพื่อนทั้งสองดูข้อความสั้นๆ ของยาหยีด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับได้รับเหรียญทองโอลิมปิก ก่อนจะเงยหน้ามองกระดานดำที่มีสูตรดิฟเฟอเรนเชียลและอินทิเกรตพันกันยั้วเยี้ยจนดูเหมือนใยแมงมุม
“คำนวณเลขเหี้ยไร...” คณินพ่นลมหายใจออกมา พยักเพยิดหน้าไปทางจอโปรเจกต์เตอร์ที่อาจารย์กำลังร่ายคาถาบทใหม่ลงไป
“มึงแหกตาดูดิ... บนนั้นน่ะมีเลขสักตัวไหม? มีแต่ตัวอักษรอะไรไม่รู้เต็มไปหมด กูนึกว่าลายแทงสมบัติโบราณ อ่านแชทเมียกูดีกว่าเยอะ สั้นๆ แต่ได้ใจความ”
“ไอ้สัส! นั่นมันตัวแปร มันคือฟังก์ชัน!” ทีมแทบจะเอาหนังสือเคาะหัวเพื่อน “มึงเรียนวิศวะนะไอ้ณิน มึงจะมาอ้างว่าไม่มีตัวเลขไม่ได้!”
“กูไม่สน...” คณินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ มือหนาพิมพ์แชทตอบกลับยาหยีไปทันทีโดยไม่สนใจอาจารย์ที่กำลังมองมา
“แคลคูลัสจะยากแค่ไหนกูไม่รู้ แต่การเดาใจยาหยีนี่แหละ... แม่งยากกว่าอินทิเกรตสามชั้นอีกว่ะ ซึ่งกูต้องแก้โจทย์ให้ได้”
เขานั่งเท้าคางมองหน้าจอโทรศัพท์ รอคอยการแจ้งเตือนอย่างใจจดใจจ่อ ทิ้งให้เพื่อนทั้งสองส่ายหัวให้กับความคลั่งเมียหลังจากสำนึกผิดที่ตอนนี้กู่ไม่กลับของเดือนคณะเครื่องกลตัวตึง ที่บัดนี้ยอมสยบให้แค่ประโยคสั้นๆ ว่า อย่ามางี่เง่า ของผู้หญิงเพียงคนเดียว
“แล้วเย็นนี้... ไปกินเหล้าที่โรงประลองกับพวกกูไหมวะ? ถือว่าฉลองที่มึงง้อเมียได้สำเร็จ” ไกด์กระซิบเปลี่ยนเรื่องพลางยักคิ้วให้เพื่อนอย่างรู้กัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้าตามสไตล์คนขี้เล่น
“ไอ้ไกด์! มึงเอาอีกแล้วนะ...” ทีมเอ่ยขัดพลางส่ายหน้าอย่างระอา “มึงบอกมาตรงๆ ดีกว่าว่านัดสาวไว้ใช่ไหม? ทำเป็นอ้างว่าพาพวกกูไปฉลอง... ปัดโธ่ สุดท้ายมึงก็ทิ้งให้พวกกูนั่งแก่วกันอยู่สองคนเหมือนเดิมทุกที”
คณินมองเพื่อนทั้งสองคนที่เถียงกันไม่หยุดพลางลอบถอนหายใจและส่ายหน้าไปมาอย่างนึกขำ ทว่าในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกขอบคุณพวกมันไม่น้อย เพราะถ้าไม่ได้เพื่อนคู่คิดสองคนนี้คอยดึงสติและเตือนให้เขาไม่ทำเรื่องโง่ๆป่านนี้เขาก็คงทำเรื่องใหญ่จนเสียยาหยีไปถาวรจริงๆ
“เดี๋ยวกู... ขอเมียก่อน”
คำพูดนั้นทำเอาไกด์กับทีมถึงกับชะงักและมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมายคณินคนคลั่งมันกลับมาแล้วจริงๆ และดูท่าจะคลั่งรักมากกว่าเดิม
นิ้วหนาเริ่มพิมพ์ข้อความลงในแชทอย่างรวดเร็ว ในใจของคณินแอบคาดหวังลึกๆ เขาอยากให้ยาหยีตอบกลับมาด้วยถ้อยคำดุดัน ห้ามไม่ให้เขาไป หรืออย่างน้อยก็กำหนดเวลาส่งเขากลับบ้านเหมือนที่เธอเคยทำมาตลอดสามปี เขาอยากให้เธอหวง อยากให้เธอจู้จี้ เพราะนั่นคือสัญญาณว่าเธอยังแคร์เขาอยู่
แต่ความเป็นจริงกลับทำเอาเขาหน้าชา... เมื่อการแจ้งเตือนเด้งกลับมาในเวลาไม่ถึงนาที
Yayee: “เค ถ้าเมาก็กลับไปนอนห้องตัวเองซะนะ ไม่รอเปิดประตู”
คณินจ้องหน้าจอโทรศัพท์นิ่งราวกับเห็นภาพลวงตา ประโยคสั้นๆ ที่ดูเหมือนจะใจดีให้เขาไปเที่ยวได้ตามสบาย แต่มันกลับแฝงไปด้วยความเย็นชาที่กรีดหัวใจเขาจนเหวอ ความห่วงใยที่เคยบ่นยืดเยื้อหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงคำอนุญาตที่ไร้เยื่อใย
“เป็นไงมึง? เมียว่าไง?” ไกด์ยื่นหน้ามาถาม
คณินปิดหน้าจอโทรศัพท์ลงทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูมั่นใจบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
‘มึงไม่คิดจะห้ามกูสักคำเลยเหรอหยี... มึงใจกว้างขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ’
เขากำโทรศัพท์แน่น รู้สึกเหมือนโดนยาหยีเหวี่ยงทิ้งลงจากรถไฟเหาะอีกครั้ง ความตื่นเต้นที่ยาหยีมอบให้ในวันนี้... แม่งโคตรจะขมปร่าและปั่นประสาทเขามากกว่าแคลคูลัสที่อยู่บนหน้าจอโปรเจกต์เตอร์เสียอีก!
“เออ... ให้ไป... กูจะแดกเหล้าให้เมา เพราะกูงอน! แม่ง!!”