สภาพของเดือนคณะวิศวะผู้อันตรายอย่าง ‘คณิน พลวัชร’ บัดนี้ไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป กองขวดเหล้าและซองบุหรี่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นห้องที่เริ่มมีฝุ่นเกาะหนา ตู้เสื้อผ้าที่เคยว่างเปล่าฝั่งหนึ่งยังคงว่างอยู่อย่างนั้น... ราวกับเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ที่ไม่มีวันรักษาหาย
ช่วงอาทิตย์แรก เขาใช้ชีวิตเหมือนคนบ้า เฝ้าหน้าจอโทรศัพท์ทุกวินาที ส่งข้อความหาเธอเป็นร้อย ไปรอที่ทำงานเธอนับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า ยาหยีบล็อกเขาทุกช่องทาง ลาออกจากงานเดิม และหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกของเขา
เจ็ดวันที่ผ่านไป... แต่สำหรับคณินมันเหมือนเจ็ดปีที่ถูกจองจำอยู่ในนรกที่เขาสร้างขึ้นเอง
เดือนคณะวิศวะที่เคยเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า บัดนี้เดินเข้ามาในตึกคณะด้วยสภาพที่ทำให้รุ่นน้องต้องพากันก้มหน้าหลบตา เสื้อช็อปสีฝุ่นที่เคยดูเท่กลับยับย่น ใบหน้าหล่อเหลาซูบเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาคล้ำดำจากการอดนอนสะสมมาหลายคืน และที่สำคัญ... กลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวเขามามันรุนแรงจนเพื่อนสนิทอย่างไกด์และทีมต้องรีบดึงตัวเขาเข้าไปในซอกตึก
"ไอ้ณิน มึงส่องกระจกบ้างไหมวะ สภาพมึงเหมือนศพเดินได้ฉิบหาย" ทีมเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
"กูไม่สน... กูแค่อยากรู้ว่ายาหยีอยู่ที่ไหน พวกมึงหาเบอร์เพื่อนเขาให้กูได้หรือยัง" คณินตอบเสียงแหบพร่า สายตาว่างเปล่ามองลอยออกไปทางตึกคณะบริหารที่เขาเคยไปรับไปส่งยาหยีทุกวัน
"เขายังไม่ตอบว่ะหยีบล็อกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับมึง มึงต้องทำใจนะเว้ย" ไกด์ตบไหล่เพื่อนเบาๆ
“เขาอาจจะไม่กลับมาแล้วก็ได้” ทีมกล่าวเสริมพลางถอนหายใจ มองเพื่อนตัวเองด้วยความรู้สึกสงสาร
ในจังหวะนั้นเองเดียร์รุ่นน้องสาวสวยต้นเหตุของรอยร้าวครั้งนี้ก็เดินตรงเข้ามาหาคณินด้วยรอยยิ้มหวานหยด เธอทำเหมือนไม่เห็นบรรยากาศที่แสนตึงเครียดของคนรอบข้าง
"พี่คณินคะ... ทำไมช่วงนี้ไม่ตอบเดียร์เลยล่ะคะ? เดียร์เป็นห่วงนะเนี่ย" มือเรียวสวยเอื้อมมาจะแตะแขนคณิน แต่กลับถูกเขาปัดออกอย่างรุนแรงจนเพื่อนๆ สะดุ้ง
"เลิกยุ่งกับกูซะเดียร์" คณินเอ่ยเสียงลอดไรฟัน สายตาที่มองรุ่นน้องคนนี้ไม่มีความเอ็นดูเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย "กูไม่คุยกับใครแล้ว กูมีเมียแล้ว"
เดียร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าสวยแสร้งทำเป็นสลด น้ำตาเริ่มคลอหน่วยตาอย่างน่าสงสาร "เดียร์ขอโทษค่ะ... ต่อไปเดียร์จะไม่ทักไปกวนพี่คณินอีกก็ได้ ถ้ามันทำให้พี่ลำบากใจ"
เธอก้มหน้าลงราวกับยอมรับผิด คณินพ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญใจก่อนจะเดินกระแทกไหล่เธอออกไปโดยไม่หันกลับมามอง เขาไม่รู้เลยว่าทันทีที่เขาคล้อยหลังไป... ใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อยของเดียร์กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยาม
เธอมองตามหลังเดือนคณะที่กำลังเสียศูนย์ด้วยแววตามาดร้าย มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหาใครบางคน
'พี่คณินพังกว่าที่คิดว่ะเพื่อน... แต่แบบนี้แหละเดียร์ชอบ ยิ่งพี่หยีไม่อยู่ ทางยิ่งสะดวก'
กลิ่นน้ำมันเครื่องและเสียงเครื่องยนต์ในโรงประลอง (Shop) ที่คณินเคยหลงใหล บัดนี้กลับกลายเป็นมลพิษทางเสียงที่ทำให้เขาอยากจะบ้าตาย หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป เดือนคณะเครื่องกลผู้อันตรายเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ เขานั่งเหม่อลอยอยู่หน้าเครื่องกลึง สายตาคมกริบที่เคยจดจ่ออยู่กับชิ้นงานกลับว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย
“ไอ้ณิน... มึงหมุนตัวตั้งระยะผิดฝั่งแล้วนะมึง เดี๋ยวงานก็พังหมดหรอก!” ไกด์พุ่งเข้ามาคว้ามือเพื่อนไว้ก่อนที่เหล็กจะเสียรูป เขาถอนหายใจยาวพลางมองเพื่อนสนิทด้วยความเวทนา
“กูไม่มีสมาธิว่ะ...” คณินตอบเสียงพร่า พลางปล่อยมือจากเครื่องมือราวกับคนหมดแรง
“ไม่มีสมาธิมึงก็ต้องเรียน ไอ้เสือ... มึงขาดเรียนเช็คชื่อจนจะโดนมส. (หมดสิทธิ์สอบ) อยู่แล้วนะเว้ย” ทีม เดินเข้ามาสมทบพลางกอดคอคณินไว้แน่น “ไป... ขึ้นห้องแล็บได้แล้ว วันนี้มีคำนวณ มึงจะมานั่งเน่าตรงนี้ไม่ได้”
เพื่อนสนิททั้งสองพยายามลากคณินขึ้นห้องเรียน แม้เจ้าตัวจะทำตัวเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกถอดปลั๊ก เดินไปตามแรงจูงใจแต่ไร้ซึ่งจุดหมาย ยอมให้เพื่อนลากขึ้นห้องแล็บไปอย่างง่ายดาย
บรรยากาศในห้องเรียนวิชาคำนวณที่เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับคณิน บัดนี้กลับกลายเป็นภาษาต่างดาวที่เขาไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว คณินนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหลังสุดในชุดช็อปสีเทาที่เริ่มดูมอมแมม เขามองกระดานที่เต็มไปด้วยสูตรการถ่ายเทความร้อน แต่ในหัวกลับมีเพียงภาพใบหน้าที่นองด้วยน้ำตาของยาหยีในคืนนั้น
‘ถ้าออกไป... เราจบกัน!’
เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมาสลับกับเสียงอาจารย์ที่หน้าห้อง มือหนาที่เคยจับปากกาเขียนแบบอย่างแม่นยำกลับสั่นเทา เขาพยายามจะจดตามแต่กลับเขียนออกมาได้เพียงคำว่า ‘ยาหยี’ เต็มหน้ากระดาษไปหมด
“มึง... ใจเย็นนะ” ทีมที่นั่งข้างๆ กระซิบพลางเลื่อนกระดาษแผ่นเล็กมาให้ ในนั้นมีข้อความสั้นๆ ว่า ‘กูฝากเพื่อนที่บริหารฯ ตามหาพี่หยีให้อยู่ เห็นว่าพี่เขาลาออกจากงานไปแล้วจริงๆ แต่เดี๋ยวจะลองเช็คที่บ้านพักที่สุพรรณฯ ให้’
คณินจ้องมองข้อความนั้นราวกับเห็นแสงไฟริบหรี่ในอุโมงค์ที่มืดมิด เขาเงยหน้ามองทีมด้วยสายตาที่เป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ขอบใจมึงมากนะ...” คณินกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เออ พวกกูไม่ทิ้งมึงหรอก ถึงมึงจะเหี้ยแต่กูก็เพื่อนมึง” ไกด์ที่นั่งอยู่อีกข้างเสริม “ตอนนี้มึงแค่ต้องประคองตัวเองให้ไหว อย่าให้พี่หยีกลับมาเห็นมึงในสภาพหมาขี้เรื้อนแบบนี้ ถ้าเขาเห็นมึงพังขนาดนี้ เขาจะยิ่งเจ็บปวดนะเว้ย”
คำพูดของเพื่อนทำให้คณินจุกในอก เขาพยายามข่มตาหลับเพื่อกั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาต่อหน้าคนทั้งห้องเรียน ความรู้สึกผิดมันกำลังกัดกินเครื่องยนต์ในหัวใจเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
เขานั่งนิ่งอยู่แบบนั้นจนจบคาบเรียนทั้งวัน ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยที่ความรู้ไม่เข้าหัวแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เขารับรู้คือความอบอุ่นจากฝ่ามือของเพื่อนที่ตบบ่าเขาเบาๆ เป็นระยะ... บอกให้รู้ว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เผชิญความพังพินาศนี้อยู่เพียงลำพัง
หลังเลิกเรียนที่บรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยคนเริ่มบางตา แสงแดดสีส้มยามเย็นทำให้เดือนวิศวะนั้นรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ คณินพาตัวเองมานั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ตึกวิศวะ ที่ที่ยาหยีเคยซื้อโคล่ามาวางรอเขาหลังเลิกเรียน ความทรงจำเหล่านั้นกลับมาทำร้ายเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทุกครั้งที่มีผู้หญิงเดินผ่านแล้วส่งกลิ่นน้ำหอมคล้ายยาหยี หัวใจเขาจะกระตุกวูบและรีบหันไปมองด้วยความหวังที่ริบหรี่ แต่พอพบว่าเป็นคนอื่น ความผิดหวังก็กระแทกเข้ากลางอกจนแทบสำลัก เขาเริ่มเข้าใจคำว่า 'อยู่ไม่ได้' ก็วันนี้
"มึงทนได้ยังไงวะหยี... ทนกูมาได้ยังไงตั้งนาน" เขาสบถกับตัวเองอย่างสมเพช เมื่อนึกถึงตอนที่เขาละเลยเธอเพื่อไปหาความตื่นเต้นไร้สาระ
หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านไป คณินจัดการลบช่องทางการติดต่อของเดียร์ทิ้งทุกอย่าง เขาพยายามทำทุกทางเพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเขาเลือกยาหยี แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ... ยาหยีไม่ได้อยู่ตรงนี้และรับรู้ในสิ่งที่เขาทำให้อีกต่อไปแล้ว
เขาเหมือนวิศวกรที่กำลังพยายามซ่อมเครื่องยนต์ที่ระเบิดเป็นจุณไปแล้ว ต่อให้เขามีเครื่องมือที่ดีที่สุด หรือมีเกียร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในมือ... เขาก็ไม่มีทางต่อมันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ถ้าคนขับไม่อยู่รอเขาอีกต่อไป
เพื่อนสนิททั้งสองคนกลับไปกันหมดแล้ว... เพราะเขาเลือกที่จะไล่พวกมันไปเอง ตอนนี้เหลือเพียงคณินที่นั่งจมอยู่กับความเงียบ เหม่อมองไปยังตึกคณะบริหารธุรกิจที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า... สถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ที่ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยวิ่งตามจีบรุ่นพี่ปีสี่ดีกรีอดีตดาวคณะอย่างบ้าคลั่ง ทุ่มเททุกอย่างที่มีเพียงเพื่อให้ได้รอยยิ้มของเธอมาครอบครอง
แต่พอได้หัวใจของเธอมาวางไว้ในมือจริงๆ เขากลับปล่อยปละละเลยมันเพียงเพราะคำว่า 'ความเบื่อหน่าย' จากการคบกันมานาน...
เขานั่งทบทวนเรื่องราวในอดีตอย่างโดดเดี่ยว ภาพความทรงจำเหล่านั้นไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเครื่องยนต์ที่ขัดข้อง ทุกพื้นที่ที่เขามองไป... ยังคงมีเงาของเธอซ้อนทับอยู่ทุกมุม ทั้งโต๊ะตัวที่เธอเคยนั่งติวหนังสือให้ หรือทางเดินที่เขาเคยเดินจูงมือเธอไปส่งที่หน้าคณะ
คณินเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ไฟรักของเราจืดจางลง? มันเป็นเพราะเขาที่ทำตัวงี่เง่าใส่เธอ เพียงเพราะเธอไม่มีเวลาให้จากภาระหน้าที่การงาน หรือเป็นเพราะเราคุยกันน้อยลงจนช่องว่างมันขยายใหญ่ขึ้น...
เขาย้อนนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตั้งแต่ตอนไหนที่ความโหยหาและความร้อนแรงในความสัมพันธ์มันเลือนหายไป จนเหลือเพียงแค่การนอนกอดกันแล้วหลับไปในความมืด... เป็นเพียงหน้าที่ที่ไร้หัวใจ และเป็นความเฉยชาที่เขามองข้ามมันไปอย่างหน้าไม่อาย