คณินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากอย่างไม่ใส่ใจ “แค่คุย... ยังไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นหรอก กูแค่เบื่อๆ ว่ะ ช่วงนี้เซ็งๆ ก็หาอะไรทำไปเรื่อยแก้เซ็ง นึกว่าน้องมันจะถอยที่กูมีแฟนแล้ว แต่เดียร์ดันไม่สน แถมยังอยากคุยกับกูต่อเอง กูก็เลยคุยๆ ไปงั้น”
“แล้วมึงไม่สงสารหยีเหรอวะ?” ไกด์ถามต่อ
“ถ้ากูคุยแล้วมันใช่... กูก็คงจะบอกเลิกหยีเองแหละ แต่ตอนนี้แค่คุยเล่นๆ ว่ะ”
คณินตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าพริบตาที่พูดคำว่า ‘บอกเลิก’ ออกไป หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด มันมีความรู้สึกบางอย่างประท้วงขึ้นมาในอกข้างซ้ายอย่างรุนแรง ภาพใบหน้าของยาหยีที่นองไปด้วยน้ำตา ภาพวันเก่าๆ ที่เธอเคยยิ้มให้เขาอย่างสดใสแวบเข้ามาในหัวจนเขาต้องสะบัดหน้าหนี
เขารู้ดี... รู้เต็มอกว่าที่ตรงนั้นไม่เคยมีใครแทนที่ยาหยีได้จริง แต่ความอิ่มตัวและความทิฐิของวัยรุ่นที่กำลังคึกคะนองมันทำให้เขาเลือกที่จะปิดตายความรู้สึกเหล่านั้นไว้
‘มึงแค่เบื่อคณิน... มึงแค่ต้องการความตื่นเต้นใหม่ๆ เท่านั้นแหละ’ เขาบอกตัวเองในใจ พยายามกลบเสียงประท้วงของหัวใจด้วยการยกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนบาดคอ
“เออๆ เรื่องของมึงเหอะ แต่กูบอกเลยนะว่าถ้าหยีเขาเอาจริงขึ้นมา มึงนั่นแหละที่จะหมา” ทีมส่ายหัวอย่างระอา
“คนอย่างกูเนี่ยนะจะหมา?” คณินแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาคมกริบมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย “เชื่อกูดิ ยังไงหยีเขาก็ไปจากกูไม่รอดหรอก...”
เขาพูดประโยคเดิมซ้ำๆ เพื่อตอกย้ำความเชื่อของตัวเอง ทั้งที่ในใจเริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ ที่เขาเองก็ยังมองไม่เห็น คณินเลือกที่จะเพิกเฉยต่อลางสังหรณ์ร้ายแรงนั้น และหันไปสนใจความตื่นเต้นจอมปลอมจากหน้าจอโทรศัพท์ที่เดียร์กำลังส่งข้อความมาอ้อนต่อ
.
ขณะที่ทางฝั่งร้านเหล้าเต็มไปด้วยควันบุหรี่และเสียงหัวเราะ ทางฝั่งคอนโดกลับมีเพียงเสียงสะอื้นที่แทบขาดใจ ยาหยีเก็บข้าวของจนเกลี้ยงตู้ เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่ดูอ้างว้างยิ่งกว่าเดิม
เธอมองไปยังโต๊ะที่คณินเคยวางเกียร์วิศวะไว้คู่กับเครื่องประดับของเธอ วันนี้เกียร์อันนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม แต่หัวใจของเธอไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป
ยาหยีปาดน้ำตาครั้งสุดท้ายก่อนจะสวมเสื้อคลุม เดินลากกระเป๋าออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก แม้แต่ไฟในห้องเธอก็เลือกที่จะเปิดทิ้งไว้... เพื่อให้มันเป็นแสงสว่างสุดท้ายที่บอกเขาว่า เธอไม่ได้รอเขาอยู่ในความมืดอีกต่อไปแล้ว...
ติ๊ง!
เสียงการแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คณินปรายตาหล่อเหลาลงมองหน้าจอที่สว่างวาบ ‘เดียร์’ ส่งสติ๊กเกอร์อ้อนพร้อมข้อความ
‘คืนนี้ฝันถึงเดียร์ด้วยนะคะพี่คณิน หรือว่า... จะมาหาเดียร์ที่คอนโดก็ได้นะคะ จะได้เลิกคิดถึง’
ปกติแล้ว... ข้อความทำนองนี้มักจะทำให้เขายกยิ้มมุมปากด้วยความลำพองใจในเสน่ห์ของตัวเอง มันคือความตื่นเต้นใหม่ๆ ที่เขาเผลอใจไปเล่นสนุกด้วยเพื่อแก้เบื่อจากความซ้ำซากของชีวิตคู่ ทว่าในวินาทีนี้... รอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จู่ๆ หัวใจที่เคยพองโตด้วยความคึกคะนองกลับหวิววาบขึ้นมาอย่างรุนแรง มันเป็นความรู้สึกบีบรัดที่อธิบายไม่ได้ ราวกับมีใครเอามือมากระชากฟันเฟืองในอกให้หยุดทำงานกะทันหัน เขาจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป... จากที่เคยดู 'น่ารัก' กลับกลายเป็น 'น่ารำคาญ' จนเขาทนดูไม่ได้อีกต่อไป
คณินตัดสินใจกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ลงเสียงดังกริ๊ก โดยไม่คิดจะตอบข้อความกลับ ความตื่นเต้นที่เคยโหยหาบัดนี้กลับจืดชืดและไร้ความหมายไปเสียดื้อๆ
เขายกแก้วเหล้าขึ้นกระดกจนหมดแก้วแล้วแก้วเล่า ปล่อยให้ความร้อนแรงของแอลกอฮอล์แผดเผาลงลำคอ หวังจะให้มันช่วยดับความว้าวุ่นใจที่ไม่มีสาเหตุนี้ลงได้บ้าง แต่มันกลับยิ่งกระพือไฟความกระวนกระวายให้โหมหนักขึ้น เขาเริ่มอยู่ไม่สุข ขยับตัวไปมา สายตาคมกริบคอยแต่จะเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออย่างไม่มีเหตุผล
“เฮ้ย... เป็นอะไรของมึงวะไอ้คณิน นั่งไม่ติดเก้าอี้เลยนะมึง” ไกด์เอ่ยถามพลางหรี่ตามอง “เหล้าเข้าปากไปไม่กี่แก้ว ทำหน้าเหมือนคนโดนของ หรือว่าคิดถึงเมียจนทนไม่ไหว?”
“เออ เห็นปากดีว่าเลิกก็ได้ แต่ดูทรงแล้วเหมือนหมาหลงทางว่ะ” ทีมสมทบพร้อมเสียงหัวเราะแซว
“หุบปากไปเลยพวกมึง!” คณินสบถออกมาอย่างเหลืออด แววตาตอนนี้น่ากลัวจนเพื่อนยกยิ้มกับอาการของคณิน ความหงุดหงิดพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด เขาไม่ได้โกรธเพื่อน แต่เขากำลังโกรธตัวเองที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่
เขาลุกพรวดขึ้นเต็มความสูงจนเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงดังสนั่น ก่อนจะควักแบงก์พันหลายใบโยนลงบนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะนับ
“กูไปละ เงินนี่กูจ่ายให้ ไม่ต้องทอน”
เขาทิ้งเพื่อนที่นั่งเหวอไว้เบื้องหลัง ลากฝีเท้าก้าวฉับๆ ออกจากร้านมุ่งตรงไปยังรถสปอร์ตคันหรูที่จอดอยู่ด้านหน้า ทันทีที่แทรกตัวเข้าไปนั่งในเบาะหนังหลังพวงมาลัย กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถที่ยาหยีเป็นคนเลือกให้กลับเตะจมูกเข้าอย่างจังจนเขาต้องขบกรามแน่น
“เป็นเหี้ยอะไรวะเนี่ย...” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดจัด มือหนาทุบพวงมาลัยรถแรงๆ หนึ่งครั้งเพื่อระบายอารมณ์ เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังหายไป... บางอย่างที่สำคัญกว่าชีวิตของเขาเองที่เขาไม่รู้ตัว
เขาพยายามสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป พยายามบอกตัวเองว่ายาหยีก็แค่ขู่เหมือนทุกครั้งแม้มันจะแตกต่างจากทุกครั้งเพราะมีเรื่องคนอื่นมาเกี่ยวข้อง แต่ยิ่งพยายามปลอบใจตัวเองเท่าไหร่ ความรุ่มร้อนในอกกลับยิ่งเร่งให้เขาเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งทะยานออกไปสู่ท้องถนนมุ่งหน้ากลับคอนโดด้วยความเร็วสูง
ในใจมีเพียงคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่อย่างบ้าคลั่ง... เขากำลังจะกลับไปเจออะไร?
คณินจอดรถสปอร์ตคันหรูที่ลานจอดรถด้วยอาการรีบร้อนจนเกือบจะเฉี่ยวเสา หัวใจที่เคยเต้นระรัวในรถกลับเริ่มคงที่ขึ้นเมื่อเขามายืนอยู่หน้าประตูห้อง เขายืนนิ่งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามเรียกความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมของตัวเองกลับมา
‘มึงคิดมากไปไอ้ณิน หยีก็แค่ประชดแรงกว่าทุกครั้งเท่านั้นแหละ’ เขากลอกตาให้กับอาการหวิวไหวในใจเมื่อครู่ ก่อนจะใช้คีย์การ์ดแตะที่ประตูห้อง
เสียง ติ๊ด! ดังขึ้นพร้อมกับหัวใจที่กระตุกวูบ ทันทีที่ประตูเปิดออก แสงไฟที่สว่างจ้าไปทั่วทุกมุมห้องทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย คณินกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบๆ คอนโดที่เงียบสงัด มันเงียบผิดปกติ... แต่เพราะไฟที่เปิดทิ้งไว้ทำให้เขาเผลอยิ้มมุมปากออกมาอย่างผู้ชนะ
“เปิดไฟรอขนาดนี้... ประชดเก่งจริงๆ นะยาหยี” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญแต่แฝงความโล่งใจ เขาคิดไปเองว่าเธอคงออกไปสงบสติอารมณ์ที่ไหนสักแห่ง หรืออาจจะหลบอยู่ในห้องนอนเพื่อรอให้เขาเข้าไปง้อเหมือนอย่างเคย
คณินเดินทอดน่องอย่างไม่รีบร้อนไปที่โซฟา ทิ้งตัวลงนั่งก่อนจะโยนกุญแจรถสปอร์ตวางไว้ที่เดิมที่ยาหยีเคยบ่นว่าเขาวางไม่เป็นระเบียบ เขารออยู่ครู่หนึ่งแต่กลับไม่มีเสียงบ่นหรือเสียงฝีเท้าเดินออกมาจากห้องนอน ความเงียบที่เริ่มกัดกินทำให้เขาเริ่มอยู่ไม่สุข
เขาตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องนอน ห้องที่เคยอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของยาหยี คณินพาตัวเองไปล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ฝั่งที่ยาหยีเคยหนุนนอนอยู่ทุกคืน เขาสูดดมกลิ่นกายที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดบนหมอนด้วยความรู้สึกที่บีบรัดในอก แต่เขาก็ยังคงหลอกตัวเอง
‘เดี๋ยวก็กลับมา... พรุ่งนี้เช้าตื่นมาเดี๋ยวเธอก็คงจะเดินเข้ามาตวาดให้กูไปอาบน้ำเหมือนเดิมนั่นแหละ’
แต่ในขณะที่เขากำลังจะปิดตาลงเพื่อหนีความวุ่นวาย สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นความ ‘ว่างเปล่า’ ที่ผิดปกติ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นโต๊ะเครื่องแป้งที่เคยเต็มไปด้วยขวดครีมและเครื่องสำอางนับสิบของเธอ... ตอนนี้มันกลับสะอาดตาจนใจหาย
คณินเด้งตัวลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต เขาถลาไปเปิดตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ที่เคยเบียดเสียดไปด้วยชุดทำงานและชุดกระโปรงของยาหยี ทันทีที่บานประตูเปิดออก... หัวใจของเดือนคณะวิศวะคนเก่งแทบจะหยุดเต้นลงตรงนั้น
มันไม่มีอะไรเลย...
แม้แต่ไม้แขวนเสื้อที่เคยมีชุดของเธอคล้องอยู่ก็หายไปจนหมดสิ้น เขาหันกลับไปที่โต๊ะที่เขาเคยเอาเกียร์วางไว้คู่กับเครื่องประดับของเธอ สร้อยคอ ต่างหู และแหวนที่เขาเคยซื้อให้ ทุกอย่างวางกองรวมกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ ราวกับจะบอกลาและคืนอิสระให้แก่กัน
คณินยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าบ้าน ความมั่นใจที่เคยมีพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี ลมหายใจเริ่มขาดช่วงเมื่อตระหนักได้ว่าครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม ยาหยีไม่ได้ออกไปเพียงชั่วครู่เพื่อประชด... แต่เธอ ‘ขุดรากถอนโคน’ ตัวตนของเธอออกจากชีวิตเขาไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่รอยนิ้วมือไว้ให้เขาได้ระลึกถึง
“ยาหยี...”
เสียงเรียกชื่อคนรักสั่นเครือและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน คณินทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง มือหนาลูบไล้ไปบนฟูกที่ว่างเปล่า รอยร้าวที่เขาคิดว่าไม่สำคัญ บัดนี้มันแผ่ซ่านและแตกกระจายไปทั่วทั้งห้อง... และหัวใจของเขาเอง
“โธ่เว้ย!!!”