ชานนปิดทีวีและหยิบมือถือมาเข้าเนต เขาพยายามหาข้อมูลในเฟซบุ้คของนุช เฮ้อ...เหมือนเคย ไม่ตั้งสถานะอะไรสักอย่าง โสดหรือคบกับฝรั่งคนนั้นแล้วกันแน่วะ เขาหงุดหงิดทั้งที่คิดว่าจะตัดใจแล้ว
อ้าว มีรูปใหม่ ชานนยิ้มกว้างมองภาพนุชในชุดราตรีเกาะอกสีชมพูหวาน เกล้าผมติดดอกไม้ แต่งหน้าโทนธรรมชาติ น่ารักชะมัด เขาเซฟภาพเก็บไว้ดูส่วนตัว ชานนอารมณ์ดีขึ้นเมื่อรู้ว่าวันนี้นุชทำงานกลับดึก แสดงว่าระหว่างเขาอยู่บนเตียงกับผึ้ง นุชไม่ได้มีอะไรกับไอ้ฝรั่งนั่น แต่น่าสงสารจังกว่าจะเลิกงานได้กลับบ้านเที่ยงคืนกว่า
เขาเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนัง เกือบตีสองแล้ว ป่านนี้นุชคงหลับแล้วมั้ง อยากได้ยินเสียงนุชเหลือเกิน ชานนนึกบางอย่างได้ เขาเลื่อนหาคลิปวีดีโอจนเจอคลิปของบ่าวสาวคู่หนึ่ง นุชขึ้นเวทีเป็นพิธีกรในงาน ชานนใช้โปรแกรมโหลดคลิปจากอินเตอร์เนต
ภาพสาวสวยปรากฏบนจอทีวี ชานนเอนตัวนอนมองอย่างหลงใหล มือข้างหนึ่งล้วงใต้ผ้าห่มกอบกุมอวัยวะกลางหว่างขา อีกข้างลูบกล้ามอกปลุกอารมณ์ตนเอง เสียงหวานใสนั่นแทบทำเขาเป็นบ้า
ชานนสะบัดผ้าห่มออก มือกำอวัยวะแข็งปั๋งทรงกระบอกแน่น เขารูดขึ้นลงช้าๆ ตั้งแต่โคนจนถึงรอยต่อส่วนหัว บดขยี้นิ้วลงบนจุดศูนย์กลางทรงกลมจนน้ำหล่อลื่นเยิ้มติดปลายนิ้ว
“นุช นุชอมให้ผมหน่อย” ชานนครางกระเส่า
เสียงหวานใสของนุชดังจากทีวี ชานนหลับตาจินตนาการว่าสาวสวยชุดสีชมพูหวานกำลังคุยกับเขา เธอสวยมาก สวยกว่าเจ้าสาวซะอีก ชานนสร้างภาพในสมองว่าเขาเป็นเจ้าบ่าวในงานพิธี เขาจับมือนุ่มนิ่มในอุ้งมือเหมือนครั้งจูงมือกันเที่ยวตลาดย่าโม อีกมือเชยคางเจ้าสาวคนสวยประทับจุมพิตอ่อนโยน
เขาค้นหาภาพในมือถือที่เคยเซฟเก็บไว้ ภาพนุชแต่งหน้าโทนชมพูคล้ายบนจอทีวีขณะนี้ แต่ติดโบว์ผ้าไหมอันใหญ่สีชมพูกุหลาบบนศีรษะ
“น่ารักมาก” ชานนประทับจูบบนภาพในมือถือ
ชานนยัดหมอนข้างใต้หว่างขาและขึ้นคร่อม เขาขย่มเสียดสีอวัยวะร้อนฉ่ากับหมอนนุ่ม ปากพร่ำเรียกชื่อผู้หญิงสวยหวานที่เขาหลงรัก ชานนจำสัมผัสอุ่นที่อิงแอบเขาบนรถทัวร์ กลิ่นกายปนน้ำหอมอ่อนๆ
ฉิบ !!! ชานนสบถอย่างหงุดหงิด
น้ำคาวขาวเลอะเต็มฝ่ามือไหลย้อยเปื้อนหมอนข้าง เวรเอ้ย แตกเร็วเกินไปแล้ว ยังไม่ทันไรเลย เขามองภาพพิธีแต่งงานบนจอทีวีอีกครั้ง รู้สึกหัวใจวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก เหมือนใครควักเอาจิตวิญญาณส่วนหนึ่งออกไป
ชานนลุกขึ้นทำความสะอาดคราบเปรอะเปื้อน ความเหงาและอ้างว้างเข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงและนึกถึงอดีต
...........................................
สมัยชานนยังเรียนประถมโรงเรียนเอกชนชื่อดัง รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าวัสดุก่อสร้างถีบตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ต้นทุนสูงขึ้นระดับที่บางงานขาดทุน โครงการก่อสร้างที่รับมาใหม่ชะลอตัวจากพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
ชานนเด็กเกินกว่าจะรับรู้ปัญหาของพ่อแม่ เขารู้เพียงพ่อฝืนส่งพี่ชายคนโตเรียนจนจบมัธยมปลายเอกชนราคาแพงที่เดียวกับชานน หลังจากนั้นพี่ชายเรียนรามคำแหงและทำงานไปด้วย
ส่วนพี่สาวคนรองออกจากโรงเรียนกลางคันตั้งแต่ทางบ้านมีปัญหา พี่สาวตามพ่อไปทำงานทุกที่และเรียน กศน.การศึกษานอกโรงเรียนแบบไปสอบอย่างเดียวจนจบ ม.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ
มีเพียงเขาคนเดียวซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กสุดได้เรียนโรงเรียนเอกชนที่เดิมจนจบประถม
ตอนนั้นแม่ถามเขาว่าอยากเรียนโรงเรียนเอกชนเดิมรึเปล่า ชานนบอกว่าอยากเรียนที่เดิม ไม่อยากเรียนโรงเรียนวัด ชานนไม่รู้ว่าคำตอบประสาเด็กของเขาทำให้คนที่เหลือในครอบครัวต้องเสียสละเพื่อเขามากแค่ไหน
เพื่อส่งชานนเรียนชั้นมัธยมต้นโรงเรียนเอกชน แม่ที่เคยอยู่บ้านเลี้ยงลูกออกไปทำงานประจำเป็นเสมียนเงินเดือนเก้าพันกว่าบาท ชานนไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องไปทำงานที่อื่น ทำไมไม่ทำงานบริษัทของพ่อ เขาไม่รู้ว่าที่บริษัทถูกเจ้าหนี้ตามทวงเงินทุกบาททุกสตางค์ แต่เงินเดือนของแม่แยกออกจากเงินของบริษัทก่อสร้าง แม่จึงนำเงินเดือนเสมียนมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว
คนรับใช้หายไปทีละคนสองคนจนไม่เหลือใคร พี่ชายคนโตเป็นคนไปรับ-ส่งชานนที่โรงเรียน บางครั้งเขาต้องรอจนเย็นกว่าพี่ชายจะมารับ บ้านช่องรกรุงรังเพราะไม่มีคนดูแล พี่ชายกับชานนช่วยกันทำความสะอาดและซักผ้า ชานนหัดทำกับข้าวง่ายๆ ไว้กินกันตาย
ในที่สุด ธนาคารก็ยึดบ้านขายทอดตลาด แม่ร้องไห้จนเป็นลม
พวกเขาห้าคนหอบหิ้วกันมาแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดและข้าวของนิดหน่อย มาอาศัยห้องเช่าที่แม้แต่จะนอนพร้อมกันห้าคนยังแทบไม่พอ พวกเขาสามพี่น้องนอนบนพื้นห้อง พ่อกับแม่นอนบนเตียงแคบ
พ่อประกาศก้องต่อบรรดาเจ้าหนี้ทุกคน
“พวกคุณยึดบ้านผม ผมหาที่อื่นอยู่ได้ แต่ถ้าคุณยึดบริษัท คุณได้แค่ที่ดินไปขายต่อราคาถูก แบ่งเงินกันแล้วได้คนละไม่เท่าไหร่ คุณปล่อยบริษัทผมดำเนินกิจการต่อเถอะ ผมไม่หนีไปไหนและยังมีเงินมาส่งดอกเบี้ยกับเงินต้นให้พวกคุณเรื่อยๆ”
บริษัทของพ่อจึงยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ทั้งที่หนี้สิ้นล้นพ้นตัว
กว่าพ่อกับพี่ชายจะกู้ฐานะกลับมาได้ก็นานโข
ตอนชานนเรียนมัธยมปลายจบ ฐานะทางบ้านก็มั่นคงพอส่งเขาเรียนมหาวิทยาลัยได้สบาย เขามุ่งมั่นกับการเรียนวิศวะเพื่อจบออกมาช่วยกิจการของพ่อ จากประสบการณ์ตอนเจอวิกฤตเศรษฐกิจ พอชานนทำงานเข้าที่เข้าทาง พี่ชายจึงแยกตัวไปทำธุรกิจอื่นโดยใช้เงินลงทุนของพ่อ ล้มลุกคลุกคลานหลายครั้ง พ่ออัดเงินช่วยหลายหนจนธุรกิจนำเข้าส่งออกเข้าที่เข้าทาง
ธุรกิจของพี่ชายได้กำไรไม่ถึง 10% ของบริษัทก่อสร้าง
ชานนเคยถามพี่ชายว่าทำไมแยกตัวไปทำธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน วัสดุก่อสร้างของบริษัทก็จ้างที่อื่นขนส่งเพราะราคาถูกกว่ามาก พี่ชายเน้นนำเข้าส่งออกสินค้าล็อตเล็กเน้นลูกค้ารายย่อย
จนวันที่บริษัทก่อสร้างมีปัญหาเรื่องการเงินอีกครั้ง ชานนถึงได้รู้ซึ้งว่ากระแสเงินสดของพี่ชายที่เขาเคยหมิ่นว่า ‘น้อย’ กลายเป็นลำธารสายน้อยคอยหล่อเลี้ยงบริษัทของพ่อ แม้เศรษฐกิจในประเทศมีปัญหา หากภาคส่งออกไปต่างประเทศเติบโตเรื่อยๆ พี่ชายโอนเงินสดเข้าบัญชีของพ่อเป็นระยะ หากไม่มีพี่ชายที่แยกออกไปทำธุรกิจด้านอื่น สถานะการเงินของบริษัทก่อสร้างคงย่ำแย่กว่านี้
...........................................