ลลิตาเมียขัดดอก
ตอนที่ 3. เรือนเพาะชำ
นามปากกาแอดมินตัวกลม
วัฒนาได้แต่ส่ายหน้า “เข้าบ้านสิหนูลลิตา”
ชายกลางคนเอ่ยชวนหญิงสาวเข้าบ้าน แต่ต้องตกใจอีกเป็นครั้งที่สองเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกชายพูดออกมา
นักรบหนมาบอกกับพ่อของเขา
“เธอจะไปอยู่เรือนเพาะชำครับ”
นักรบพูดออกมาทั้งที่หน้าตายังเฉยเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คนที่ตกใจที่สุดเห็นว่าจะเป็นพ่อของเขานั่นเอง
“ไม่ได้ ที่นั่นมันรกร้างเกินไป ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวจะไปอยู่ที่นั่นได้ยังไงกัน มันอันตรายเกินไป” คราวนี้คนเป็นพ่อขัดขึ้นมาด้วยความโมโหไม่ต่างกัน มันใช่ที่ไหนที่จะปล่อยให้ผู้หญิงไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง
ลลิตาที่เห็นสองคนพ่อลูกทะเลาะกัน จึงรีบออกตัวเพื่อที่จะได้ตัดปัญหาสักที
“คุณลุงคะไม่เป็นไรค่ะหนูอยู่ได้” นักรบที่ได้ยินแบบนั้นรีบดึงหญิงสาวมาทันที
“ดีงั้นตามมานี่เลย”
ลลิตาเดินตามนักรบไปที่เรือนเพาะชำ ระหว่างทางลลิตาจึงเอ่ยขึ้น
“พี่นักรบคะ” ..
“อย่ามาเรียกฉันว่าพี่” ..!! เขาตอบกลับมาอย่างไว
ลลิตาที่ได้ยินถึงกับอึ้ง “ค่ะ คุณนักรบ ฉันจะถามว่าฉันสามารถไปทำงานได้ใช่ไหมคะ” ลิตาถามทั้งที่เม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น
“ได้ ทำตารางเวลามาด้วยเข้างานออกงานกี่โมง ที่สำคัญอย่าคิดหนีรู้ใช่ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเธอหนี”
นักรบพูดและบีบที่ข้อมือเล็กอย่างแรง ทำเอาลลิสาถึงกับร้องออกมา “โอ๊ย เจ็บค่ะ” แต่นั่นเขาก็ยังไม่ยอมปล่อย
“ค่ะรู้ค่ะ ฉันไม่เอาชีวิตพ่อฉันมาเสี่ยงหรอกค่ะ”
ลลิตาตอบออกไปแบบนั้นเพราะรู้จักนิสัยเขาดี
เมื่อมาถึงเรือนเพาะชำ สภาพมันดูรกร้างมาก หญ้าแทบจะท่วมหัวทางเดินแทบมองไม่เห็นว่าต้องไปทางไหน
“ที่นี่แหละ ทำความสะอาดเอง” นักรบพูดพร้อมกับเดินออกมาแต่ว่าดินเรียกไว้ซะก่อน
“นายครับแล้วข้าวปลาอาหารล่ะครับ”
“นายจะเป็นห่วงอะไรนักหนาวะดิน เอาเป็นว่าเย็นนี้ให้แม่บ้านทำมาให้ แต่.....ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ให้หากินเองซื้อเอง”
นักรบประกาศกร้าวออกมา ทำเอาลลิสาถึงกับถอนหายใจ ใช่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะพูด หรือว่าจะตอบโต้อะไรเขาได้เลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ทำได้คือความเงียบ
“ครับ” ดินได้แต่ตอบออกไปแค่นั้น ก่อนที่จะเดินถือกระเป๋าแล้วเดินนำลลิตา เข้าไปภายในบ้าน
ดินเปิดประตูบ้านให้ลลิตาเข้าไป ข้างในมีแต่ฝุ่น แน่นอนคงไม่มีใครมาทำความสะอาดแน่ๆ ฝุ่นเกาะขนาดนี้
“ให้ผมยกกระเป๋าไปเก็บให้ไหมครับคุณลลิตา”
ดินถามด้วยความเป็นห่วง อีกทั้งมีมารยาท และสำรวม
“ไม่เป็นไรค่ะขอบคุณค่ะ พี่ดินไปเถอะค่ะเดี๋ยวจะโดนดุเอาเสียเปล่าๆ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ยังดูแลลิตาดีเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย”
ลลิตาหันไปขอบคุณดิน ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วมองดูรอบ ๆ ตัวบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และใยแมงมุมที่เกาะเต็มผนังห้อง
นักรบที่ยืนรอด้านนอกหันมาเรียกดินอีกครั้ง
“กลับได้ละดิน หมดธุระแล้ว หรือนายอยากจะค้างที่นี่”
เมื่อนักรบและดินออกไปลลิตาถึงกลับปล่อยโฮออกมา..
“เวรกรรมอะไรของฉัน ไม่สิจะมามัวนั่งร้องไห้ไม่ได้ต้องทำความสะอาดบ้านก่อน พระอาทิตย์จะตกดิน”
ลลิตาเริ่มปัดกวาดเช็ดถู เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศเธอทำลักฝุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นั่นก็ไม่ทำให้เธอย่อท้อ เพราะว่าเธอต้องอยู่กับมันให้ได้อย่างน้อยก็เพื่อพ่อของเธอ
ตึกใหญ่..
วัฒนานั่งรอลูกชายที่เข้ามาในบ้าน และทันที่นักรบก้าวเท้าเข้ามาภายในบ้านนั้นผู้เป็นพ่อก็เอ่ยขึ้นมาทันที
“เกินไปไหมนักรบที่ทำกับน้องแบบนั้น”
นักรบหยุดชะงัก “พ่อ ผมขอร้อง”
เขาพูดออกมาแค่นั้นก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปด้านในบ้านแต่ก็ยังได้ยินเสียงพ่อพูดตามหลังออกมาจนทำให้เขาต้องหยุดอีกรอบหนึ่ง
“แล้วแกอย่ามาเสียใจทีหลัง กับสิ่งที่แกทำลงไปก็แล้วกันถือว่าพ่อได้เตือนแกแล้วนะ”
“ผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป เพราะว่าผมไม่มีอะไรให้เสียใจมากไปกว่านี้แล้วครับพ่อ ผมขอตัวนะครับ” พูดจบนักรบก็เดินเลี่ยงออกมา แต่ว่าผู้เป็นพ่อก็ยังตะโกนตามหลังของเขา
“ได้ พ่อจะคอยดู ไหนแกบอกว่าเรือนเพาะชำเป็นเรือนหอแกกับอลิช จะไม่ให้ใครเข้าใกล้ไง แล้วทำไมถึงให้น้องไปอยู่ที่นั่นล่ะ หรือว่าแกยังลืม....”
ยังไม่ทันที่ผู้เป็นพ่อจะพูดจบนักรบก็พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน
“ตอนนี้มันแทบไม่มีความหมายอะไรแล้วผมล่ะอยากจะเผาทิ้งด้วยซ้ำ” นักรบตอบอย่างหัวเสีย
“พ่อขอเตือนแกนะ ลลิตาเขาเป็นน้องก็จริงแต่เขาไม่ได้มีความผิดอะไร ฝากไว้ให้แกคิด คิดได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่แก ถือว่าพ่อเตือนแล้ว อย่าลืมช่วงเวลาที่ดีๆ ที่เคยมีให้กันสิ” พ่อพูดแค่นั้นนักรบก็เดินออกไปในทันที
ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว วันนี้เรือนเพาะชำเปิดไฟสว่างไปทั่วทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน เรียกว่าภายในรอบ2ปีเลยก็ว่าได้ นักรบที่ยืนมองจากห้องของเขาเห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มถอนหายใจออกมานับครั้งไม่ถ้วน