“มันเป็นส่วนนึงของคนที่คบกันทุกวันนี้”
เสียงเพื่อนรักดังมาตามสาย เมื่อพรรษชลปรึกษาเรื่องที่กำลังเสียใจกับอีกฝ่าย
ความจริงเธอไม่ได้คิดจะคุยเรื่องส่วนตัวกับรติรส แต่เพราะอีกฝ่ายรู้สึกว่าน้ำเสียงของเธอไม่ดีนักตอนโทรมาหา สุดท้ายพรรษชลก็จำต้องพูดออกมาเพราะตนแบกความเสียใจไว้คนเดียวมาเป็นอาทิตย์แล้ว
“แต่ตัวไม่ผิดอะไร ในเมื่อตัวไม่สบายใจที่จะนอนกับเขา เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว เลิกกันไปแบบไม่เสียตัว”
มันอาจเป็นเรื่องดีเพียงเรื่องเดียว แต่พรรษชลก็นึกกังวลกับอนาคตข้างหน้า เธอคงไม่อาจคบหาใครได้ง่ายนักอีกแล้ว
“ดูเหมือนเขาแคร์ตัวอยู่นะ อย่างน้อยก็บอกเลิกแทนที่จะทำร้ายตัวน่ะ ผู้ชายบางคนไม่ใจดีอย่างนี้ คิดว่าหยิ่งนักฟันแล้วทิ้งด้วยซ้ำ”
พรรษชลเห็นด้วยกับรติรส ภูเบศใจดีกับเธอหลายเรื่อง ให้เธอพักคอนโดของเขาจะได้ไม่ต้องเสียค่าที่พัก ไม่เคยอารมณ์เสียใส่แม้จะหงุดหงิดที่เธอไม่ค่อยให้แตะต้องตัว และเธอก็พยายามทำใจนับว่าเป็นการจากกันด้วยดี ทว่าที่น่าหดหู่จนทำให้ยากจะลืมได้ง่ายคือ เธอทำงานที่เดียวกันกับภูเบศ ยังมีโอกาสได้พบหน้าเขาอยู่เรื่อยๆ และเพื่อนร่วมงานรับรู้ว่าทั้งสองคบหากัน ส่วนเรื่องเลิกกันนั้นคงอีกไม่นาน หญิงสาวพยายามทำตัวให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อไปทำงานทั้งที่ในใจยังหน่วงอยู่
เธอคิดว่าตนกับภูเบศไปด้วยกันได้ดีและน่าจะไปถึงขั้นแต่งงาน ทว่าคำพูดบอกเลิกของเขาทำให้คิดว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้คาดหวังเช่นตน อย่างน้อยเขาก็มองเพียงว่าคนที่คบหากันต้องมีความสัมพันธ์กันก่อนจะมองไปไกลกว่านั้น
“เรื่องนี้เค้าไม่ดีเอง แค่ต้องพยายามทำหน้านิ่งๆ เวลาไปทำงานเข้าไว้”
แม้จะพูดราวตัวเองไม่เป็นไร แต่น้ำเสียงของพรรษชลก็ยังเครือชัดเจน
“แย่จัง อยากอยู่ที่นั่นตอนนี้จะได้ไปปลอบตัว”
อีกฝ่ายมีโอกาสไปเรียนต่อและทำงานที่ญี่ปุ่น และเวลานี้ก็มีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะไม่กลับมาเมืองไทยอีกนาน ยกเว้นหลังจากแต่งงานแล้วตัดสินใจมาอยู่ที่นี่
“ไม่เป็นไร ได้คุยกับตัวเค้าก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว”
“เสียงเหมือนจะร้องเนี่ยนะ”
“จริงๆ”
พรรษชลย้ำเสียงสูงให้เพื่อนสบายใจ
“ตอนนี้เรื่องที่เครียดกว่าอกหักคือยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ต่างหาก”
สำหรับเธอแล้วเรื่องนี้ก็ทำให้เครียดไม่น้อย ในเมื่อยังหาที่พักใหม่ไม่ได้เธอก็ยิ่งเกรงใจภูเบศ ที่สำคัญไม่อยากอยู่คอนโดเขาต่ออีกแล้ว เธออยากตัดให้ขาดโดยเร็ว หากยังอยู่ที่นี่นานไปภูเบศอาจคิดว่าตนพยายามยื้อเขา
“เอ้อ เอางี้ไหม ไปอยู่คอนโดเค้าก่อน”
“หืม?”
พรรษชลคิดชั่วอึดใจก่อนจะถาม
“คอนโดตัวพี่ชายตัวอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“หมายถึงห้องเรา พี่ติณณ์ก็อยู่ห้องเขา”
“แต่ก็คอนโดเดียวกันนี่นา จะไปอยู่ได้ไง”
“ไม่เห็นเป็นไร ตัวกับพี่ติณณ์ก็รู้จักกันดี”
เพื่อนสาวพูดราวไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่พรรษชลรู้สึกว่าไม่เหมาะเท่าไร
“ขอบใจตัวมาก แต่อย่าเลย”
“ไปอยู่ชั่วคราวจนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้ไง เค้าเป็นห่วงตัวอะ นะ...ไปเหอะ”
“ไปถามพี่ตัวก่อนไหม เขาอาจจะชินกับการอยู่คนเดียวเป็นส่วนตัวของเขาก็ได้”
เมื่อเพื่อนคะยั้นคะยอพรรษชลก็ปัดไปยังพี่ชายของอีกฝ่าย เธอยังไม่ได้ตกลงใจและคิดว่าอย่างน้อยรติรสก็ควรถามพี่ชาย เพราะติณณ์น่าจะไม่เห็นด้วย
“พี่ติณณ์ไม่ว่าหรอก สำหรับพี่ติณณ์ตัวก็ไม่ต่างจากเค้า”
รติรสยังยืนยันความคิดของตัวเอง พรรษชลเองก็ไม่กล้าปฏิเสธความหวังดีกับเพื่อนแบบเต็มปากเต็มคำ
“จ้า ยังไงก็ถามพี่เขาก่อนดีกว่า”
แน่นอนว่าเธอเกรงใจเพื่อนกับพี่ชายเกินกว่าจะไปขออาศัยแม้ชั่วคราวก็ตาม พรรษชลจึงคิดว่าตนต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ให้ได้โดยเร็ว
‘ตัวยังหาที่อยู่ไม่ได้ใช่ไหม ไปอยู่คอนโดเค้าเหอะ พี่ติณณ์โอเค’
ใกล้จะครบสองอาทิตย์พรรษชลยิ่งวิตก เธอมีเวลาหาที่พักน้อยเพราะทำงานจันทร์ถึงศุกร์ พยายามเสิร์ชหาคอนโดแต่ก็ค่อนข้างแพงเกินกว่าตนจะจ่ายไหว จึงเปลี่ยนมาเป็นอพาร์ตเมนต์ทว่ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลองไปดูที่ไหน แต่เธอก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินกว่าสองอาทิตย์
‘เอ่อ พี่ติณณ์ไม่มีปัญหาแน่นะ’
‘แน่สิจ๊ะ’
สุดท้ายพรรษชลก็ตกลงไปอาศัยคอนโดเพื่อนอยู่ชั่วคราวระหว่างที่หาอพาร์ตเมนต์ที่เหมาะกับตนได้จริง
“บอกแล้วว่าไม่เป็นไร เราจ้างรถพร้อมกับคนขนของแล้ว”
วันที่ขนของรติรสยังบอกว่าจะให้พี่ชายมาช่วยขน ไม่ว่าเธอจะปฏิเสธอย่างไรอีกฝ่ายก็ยืนยันเช่นเดิม
‘เอาน่า เราให้เบอร์ตัวกับพี่ติณณ์ไปแล้ว เดี๋ยวคงโทรหา ยังไงวันนี้พี่ติณณ์ก็ว่าง ไปรับตัวมาที่คอนโดได้อยู่แล้ว’
จัดการทุกอย่างเรียบร้อยไม่นานก็มีคนโทรเข้ามา ในตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นเบอร์ของรถขนของเพราะจำไม่ได้ ทว่าเสียงพูดทำให้ชะงักไปชั่วอึดใจ
‘น้ำฝน พี่ติณณ์นะครับ’
ใจสาวกระตุกวูบกับเสียงที่ไม่ได้ยินมานาน หากยังจำได้ขึ้นใจ ทั้งอยู่ๆ หัวใจก็เต้นเร็วขึ้นมาเสียงอย่างนั้น จนต้องพยายามควบคุมเสียงตนให้เป็นปกติ
“อ๋อ ค่ะพี่ติณณ์”
‘รสบอกแล้วใช่ไหมครับ ว่าพี่จะไปช่วยขนของ’
“เกรงใจพี่ติณณ์น่ะค่ะ”
‘เกรงใจพี่ทำไม’
อีกฝ่ายเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่าพรรษชลกับรู้สึกเกร็งอย่างบอกไม่ถูก
‘นี่พี่ใกล้จะถึงแล้วนะ มาตามที่รสบอก’
“เอ่อ ค่ะ”
เธอเอ่ยเสียงเบาเพราะไม่รู้จะพูดอะไร
‘เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ถึงแล้วจะโทรหาอีกทีนะครับ’
“ค่ะ”
หญิงสาวรับปากไปอย่างมึนๆ ราวกำลังใจลอย
ไม่นานติณณ์ก็มาถึง พรรษชลรับสายแล้วลงไปรับอีกฝ่ายด้านล่างคอนโดด้วยใจที่เต้นระรัว ไม่ได้เจอหน้าชายหนุ่มเลย น่าจะราวเจ็ดปีเต็มหลังจากเพื่อนของเธอไปเรียนที่ญี่ปุ่น แม้รติรสจะกลับมาไทยปีละสองสามครั้ง แต่ก็นัดเจอกับเธอส่วนตัวไม่เกี่ยวกับครอบครัว
ด้านหลังของร่างสูงกำยำที่เห็นเพียงแวบแรกพรรษชลก็จำได้ และอยู่ๆ ก็ขัดเขินขึ้นมาจนไม่กล้าเอ่ยเรียก
“น้ำฝน”
เสียงเรียกจากอีกด้านหนึ่งทำให้เธอหันมอง ขณะที่คนเรียกเดินเข้ามาหาพร้อมยิ้มบางซึ่งดูไม่เต็มที่นัก เมื่อก้าวมาจนใกล้เขาก็พูดขึ้นเสียงเบา
“พี่มาเอาคีย์การ์ด”
เธอส่งข้อความบอกภูเบศไปว่าจะขนของออกจากคอนโดวันนี้ และไม่คิดว่าเขาจะถึงกับมาเอากุญแจด้วยตัวเอง พรรษชลหลุดสีหน้าไม่ดีไปอย่างเก็บไม่มิด
“เอ่อ พี่หมายถึงมาช่วย...”
“ไปกันเถอะน้ำฝน”
เสียงทุ้มด้านหลังเอ่ยพร้อมความรู้สึกอุ่นแนบมาใกล้ทำให้พรรษชลหันมองก็เห็นว่าร่างสูงโปร่งทว่ากำยำของติณณ์ยืนข้างตน ทั้งยังก้มลงมามองพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“มีอะไรให้พี่ช่วยขนบ้าง บอกมาได้เลย”
พรรษชลอึ้งมากกว่าจะนึกคำพูดขึ้นมาได้ แล้วตอนนั้นเองมือถือที่ถือติดมือมาด้วยก็ดังขึ้นจึงรีบรับ
“สวัสดีค่ะ...อ้อ มาถึงแล้วเหรอคะ วนไปด้านหลังตึกได้เลยค่ะ ฉันแจ้งนิติเอาไว้แล้ว เดี๋ยวฉันเดินไปค่ะ”
เมื่อคุยกับรถขนของเสร็จแล้วดวงตาคู่กลมโตก็เหลือบมองซ้ายขวา ยังมึนว่าตัวเองควรจะคุยกับใคร แต่คนข้างตัวก็พูดขึ้นมาก่อน
“จะไปข้างหลังใช่ไหม เดี๋ยวพี่ไปด้วย”
เธอพยักหน้ารับเพราะติณณ์มาถึงแล้วคงปฏิเสธการช่วยเหลือยาก ก่อนจะทำใจกล้าหันไปทางภูเบศแล้วบอกอย่างเกรงใจ
“พี่เบศนั่งรอข้างล่างสักพักนะคะ รถมีคนช่วยขนด้วย น่าจะใช้เวลาไม่นาน”
“ไม่เป็นไร พี่ช่วยด้วย”
คำบอกของภูเบศทำให้พรรษชลออกจะงงหน่อยๆ หากก็ไม่รู้จะบอกปัดอย่างไร จึงได้แต่ยอมให้อีกฝ่ายเดินตามตนกับติณณ์ไปด้านหลังที่มีลิฟต์ขนของ
======