1

869 Words
She is half of my soul, as the poets say. She fell first, I fell harder. เธอคือครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณฉัน เธอเริ่มรักก่อน…แต่ฉันกลับถลำลึก จนหมดหัวใจ Prologue กาลครั้งหนึ่ง “คุณรออยู่ข้างล่างเถอะค่ะ” สุ้มเสียงสงบเย็นตามวัยวุฒิ บอกกล่าวอย่างเคยชินกับบรรดาผู้ติดตาม “ครับ นาย” เธอเดินขึ้นเนินด้วยตนเอง ปราศจากผู้ติดตามที่คอยเฝ้าดูความเรียบร้อยอยู่ด้านล่างของเนินสุสาน จนมาถึงหลุมศพที่หมายที่ตั้งอยู่จุดสูงสุด แสงอาทิตย์ยามคล้อยเย็นส่งสีแสงละมุนตาอาบทาทั้งเนินหญ้าให้เป็นสีแสดละมุนอบอุ่น ครรลองสายตายังคงชัดเจนจนน่าเกลียดต่างจากในฝันนั้น... ชัดเจนจนสังเกตถึงมือที่เริ่มมีริ้วรอยเล็กน้อยของตนเอง มือที่วางช่อดอกไม้ ยอบตัวลงแผ่วค่อยด้วยเพราะเรี่ยวแรงจากวัยสาวลดหายไปเกือบครึ่ง “ฉันไม่ใช่เด็กน้อยของคุณแล้วนะคะ” พูดกับเจ้าของป้ายหลุมศพตรงหน้า หยิบใบไม้ใบหนึ่งที่ร่วงหล่นจรดกับเนินหญ้าเขียวชอุ่มออกให้พ้นทาง ที่นี่มีคนคอยดูแลและทำความสะอาดตลอดทว่าเธอก็มิอาจวางใจ จึงคอยเทียวมาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอมิเคยขาดตก ราวกับขาดจากกันไม่ได้เลย... สายลมพัดผ่านมา ทุ่งหญ้าโดยรอบเอนไหวส่งเสียงน่าฟัง สงบเย็น... เส้นผมที่เริ่มมีสีดอกเลาแซมเล็กน้อยพัดทิ้งตัวสลวยไปตามสายลมหนาว ทว่าในอ้อมกอดยังคงรู้สึกร้อน อบอุ่น ราวกับไออุ่นของคนที่จากไปยังคงประทับตราตรึง ตราตรึงเช่นเดียวกันกับในความทรงจำ ทุกชั่วขณะจิต ปรากฏอยู่ทั่วทุกตัวตน หนแห่ง... ราวกับอีกคนยังคงไม่จากเธอไปไหน ยังคงอยู่ตามที่เคยลั่นวาจาไว้ “ตายในสายตาไม้ พี่ว่ามันคุ้ม” รอยยิ้มของหล่อนคนนั้นยังคงเปล่งประกาย ดั่งทิวาที่ยอแสงอบอุ่นให้เธอเสมอ แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต... “งานก็ยังวุ่นวายเหมือนเคย พอไม่มีคุณยิ่งแล้วใหญ่ ยังดีที่ได้น้องสาวคุณมาดูให้ เพราะฉันก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญเหมือนกัน” พูดเล่าเหมือนอย่างที่ทำเสมอเมื่อมาพบกัน “ฉันก็เลยลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าคุณยังอยู่” ช่อดอกสบันงาที่ถูกวางไว้สงบ พลันกลีบดอกไหวระริกส่งกลิ่นกำจาย คะนึงหาอย่างเข้มข้น... “ว่าถ้าเป็นคุณ...คุณจะทำยังไงนะ” สายลมพัดเข้ามาทายทัก ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากของคนพูดคนเดียว เธอเป็นคนยิ้มแล้วจะดูสวยขึ้นมาทันตา...หล่อนคนนั้นเคยบอกเธอแบบนั้น ดังนั้นเธอจึงยิ้ม “อีกนานเลยกว่าฉันจะได้ไปหา ก็คุณเล่นดูแลฉันดียิ่งกว่าอะไร...” สายลมพัดผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลม น่าแปลกที่พอเวลาผ่านไปมันกลับไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิด จะเหลือก็แต่ความคิดถึงเหลือเกิน... “คิดถึงคุณจัง...” . . . เสียงฝ่ามือฟาดเข้าที่ซีกใบหน้าราวรูปวาดนางในวรรณคดีจนดังลั่นก้องโถงสลัว จนคนถูกทารุณด้วยความจำยอมนั่นเอนล้มลงกองกับพื้นเย็นเยียบเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวอีกต่อไป ที่ที่หล่อนเกลียดหนักหนา ทว่ากลับยินยอมให้ที่นี่กลืนกิน ทั้งที่ที่ผ่านมามิเคยมีใครกล้าดูหมิ่นใส่หล่อนขนาดนี้ ทว่าหล่อนกลับยินยอม ยอมแล้วเพื่อที่จะได้กลับไปหาใครบางคนที่เป็นดั่งแก้วกับอก “มันสำคัญขนาดนั้นเลยรึไง” สุรเสียงทุ้มทรงอำนาจของเจ้าบ้านแห่งนราธิปกดังเข่นเขี้ยวเค้นคอเอากับคนที่ทรุดลงตรงหน้าอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง เพราะบอบช้ำจากการโดนซ้อมมากเหลือเกิน กายนั้นไม่เท่าไร ทว่าใจนั้นยิ่งกว่าอะไรทั้งมวล... “ขนาดที่จะทำให้แกยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อเด็กคนนั้นน่ะรึ” เสียงหยดน้ำกระทบกับผิวน้ำ ณ บ่อน้ำกว้างใจกลางโถง แสงจันทร์จากหลังคาที่เปิดโล่งสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างเล็กน้อย พลัน...เสียงหัวเราะแผ่วค่อยดังมาจากปากที่บอบช้ำ จากคนที่ทรุดลงท่ามกลางบรรดาสายตาดูแคลนมิคิดให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ได้แต่มองดูว่าหล่อนจะล่มจมได้ลึกเพียงใด คล้องกันกับเสียงหยดเลือดที่หยดลงจากใบหน้า ท่ามกลางสายตาเหล่าธารกำนัลที่รอพิพากษาหล่อน เสียงหัวเราะทุ้มน่าฟังกังวาน ราวกับกำลังทับถม เยาะเย้ยในสิ่งที่คู่สนทนา...คนที่ทำร้ายหล่อนมาตลอดมิคิดเห็นค่า “อืม สำคัญสิ” เสียงแผ่วค่อยทว่ามั่นคง มันกังวานทุ้มหวานขณะที่พูดก็กำลังคิดถึงเด็กคนนั้นด้วย คนที่ต้องตกใจแน่นอนหากเห็นสภาพของหล่อนแบบนี้เข้าเมื่อถึงบ้าน คนคนเดียวที่ดีใจกับการมีอยู่ของหล่อน คนคนเดียวที่เสียน้ำตาให้กับความเจ็บปวดของหล่อน คนคนเดียวที่เสียสละชีวิตของตนเอง เพื่อให้หล่อนยังคงอยู่บนโลกเส็งเคร็งนี้ “สำคัญ...ยิ่งกว่าชีวิต” ยิ่งกว่าชีวิตอันไร้ค่าของหล่อนเหลือแสน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD