เสียงประตูห้องพักปิดลงเบาๆ เมื่อตอนหัวค่ำ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของ แม็กซ์ ที่ค่อยๆ ห่างออกไป หลังจากที่เขาใช้เวลาทั้งบ่ายนั่งเฝ้าไข้เช็ดตัวและบังคับให้เธอกินยาจนแน่ใจว่าไข้เริ่มลดลงแล้ว น้ำอ้อย ลืมตาขึ้นมาในความสลับซับซ้อนของแสงไฟสลัวภายในห้องพัก ยาแก้ไข้ฤทธิ์แรงทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม ร่างกายที่เคยหนักอึ้งราวกับถูกหินทับเริ่มเบาลง และความมึนเบลอก็แปรเปลี่ยนเป็นความโปร่งโล่งชวนให้สมองตื่นตัว
เธอพยุงร่างกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นเจลลดไข้สีฟ้ายังคงแปะแน่นอยู่บนหน้าผาก น้ำอ้อยหันไปมองบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวยาวที่ตั้งอยู่ข้างเตียง มีถุงยา ขนมปัง และขวดน้ำเปล่าที่ถูกเปิดเทไว้ครึ่งแก้ว วางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่าทางเอาใจใส่ที่ขัดกับภาพลักษณ์หนุ่มวิศวะจอมกวนคนนั้นทำให้หัวใจของเธออุ่นวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
น้ำอ้อยถอนหายใจยาว สะบัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วก้าวลงจากเตียง สายตาของเธอเหลือบไปมองโมเดลและแผ่นเพลทงานสถาปัตยกรรมที่วางพิงไว้ริมผนัง... ไม่ใช่แค่งานส่งอาจารย์ในคณะเท่านั้น แต่มันคืองานที่เธอรับจ้างออกแบบบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก ซึ่งเป็นงานพิเศษที่เธอแอบรับทำเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนและแบ่งเบาภาระของครอบครัว
เนื่องจากสัญญากับลูกค้าไว้ว่าจะส่งแบบร่างงวดแรกในวันพรุ่งนี้ น้ำอ้อยจึงไม่มีเวลามานั่งสำออยเป็นคนป่วย เธอเดินไปเปิดโคมไฟตั้งโต๊ะ แสงสีเหลืองนวลสาดส่องกระทบโต๊ะเขียนแบบขนาดใหญ่ นิ้วเรียวหยิบปากกาและไม้ฉากขึ้นมาจรดลงบนกระดาษไข เริ่มต้นลากเส้นโครงสร้างสถาปัตยกรรมอย่างตั้งอกตั้งใจท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง จนกระทั่งเสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างมือสั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายความเงียบ
ครืด... ครืด...
น้ำอ้อยเหลือบสายตามองหน้าจอ หน้าจอโปร่งแสงปรากฏชื่อแอปพลิเคชันอินสตาแกรมพร้อมสายเรียกเข้าจากบัญชี Max_XX :) หัวใจดวงเล็กๆ กระตุกวูบไปทันที เธอลังเลอยู่สองสามวินาทีก่อนจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไปเบาๆ
"ค่ะพี่แม็กซ์..."
(“ทำไรอยู่คุณ?”) เสียงทุ้มต่ำของแม็กซ์ลอดออกมาจากปลายสาย น้ำเสียงของเขาดูนิ่งและเรียบเฉยกว่าปกติ คล้ายกับคนกำลังจับผิดอะไรบางอย่าง (“พี่เพิ่งเห็นไลน์ที่เบนซ์ทักมาบอกว่า แฟลชไดรฟ์งานกลุ่มของมันอยู่ที่ห้องเธอ เบนซ์บอกว่าจะทักมาหาเธอแต่กลัวเธอหลับ... แต่พี่ลองส่องใต้ประตูห้องเธอจากรูปในหัวกูแล้ว รู้สึกใจคอมันไม่ดีเลยว่ะ ทานยาแล้วทำไมยังไม่นอน?”)
น้ำอ้อยชะงักไปเล็กน้อย "ฉัน... ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำค่ะ" เธอโกหกคำโต
(“เข้าห้องน้ำกะผีดิ! เสียงปากกาพิกม่าลากครูดกับกระดาษไขมันดังทะลุไมค์โทรศัพท์เข้ามาเนี่ยน้ำอ้อย! อย่ามาเนียน พี่เรียนวิศวะนะไม่ได้เรียนไสยศาสตร์ถึงจะแยกแยะเสียงไม่ออก”) แม็กซ์โวยวายเสียงเข้มทันควัน น้ำเสียงกวนประสาทในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและดื้อดึงทันตา (“บอกให้พักผ่อนไง ดื้อชะมัดเลยฮะ ไข้เพิ่งลดจะลุกขึ้นมาเขียนแบบทำซากอะไรตอนสี่ทุ่มกว่า คณะสถาปัตย์เขาเพิ่งค้นพบวิธีรักษาหวัดด้วยการเขียนแบบหรือไง?”)
ถูกจับได้คาหนังคาเขาทำให้น้ำอ้อยเม้มริมฝีปากแน่น เธอยังคงถือปากกาค้างไว้ "ฉันต้องส่งงานลูกค้าพรุ่งนี้... มันเป็นงานพิเศษ รับจ้างออกแบบ ถ้าส่งช้าจะโดนหักตังค์"
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวของแม็กซ์ที่ดังลอดออกมา ความเงียบนั้นหน่วงและอึมครีมจนน้ำอ้อยเริ่มทำตัวไม่ถูก ความห่วงใยที่เด่นชัดผ่านคำดุด่าของเขาทำให้กำแพงความเย็นชาที่เธอพยายามสร้างขึ้นเมื่อเย็นเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
สุดท้าย... ด้วยความอัดอั้นปนสับสนในใจ น้ำอ้อยจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ น้ำเสียงหวานใสเบาหวิวแต่ชัดเจนในความเงียบ
"พี่แม็กซ์... พี่โทรมาดุฉันขนาดนี้ พี่เป็นห่วงฉันจริงๆ เหรอ?"
คำถามตรงประเด็นไร้การอ้อมค้อมของสาวพูดน้อยทำให้อากาศในสายโทรศัพท์คล้ายจะหยุดหมุน น้ำอ้อยกลั้นหายใจรอคอยคำตอบ เธอเตรียมใจรับมุกตลกกลบเกลื่อนหรือคำพูดล้อเล่นปลาไหลติดสเกตของเขาเหมือนทุกครั้งเอาไว้แล้ว
ทว่า... วันนี้กลับไม่เป็นเหมือนทุกที
(“เออ ดิ...”) เสียงทุ้มต่ำของแม็กซ์ตอบกลับมาทันทีโดยไม่มีการลังเลหรือเว้นจังหวะปล่อยมุก น้ำเสียงของเขาหนักแน่น จริงจัง และแฝงไปด้วยความรู้สึกท่วมท้นที่ปิดบังเอาไว้ไม่มิดอีกต่อไป (“ไม่เป็นห่วงเธอแล้วจะให้พี่ไปห่วงหมาที่ไหนล่ะน้ำอ้อย... รู้ไหมว่าตอนที่เบนซ์บอกว่าเธอป่วย ใจพี่แม่งดิ่งไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย ข้าวปลาภาคบ่ายก็กินไม่ลง นั่งกระสับกระส่ายจนเพื่อนด่า นึกถึงแต่ภาพเธอเดินตากฝนหนีพี่วันนั้น...”)
น้ำอ้อยอึ้งจนคำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก
(“พี่รู้ว่าเธอเก่ง รู้ว่าเธอสายอึด พึ่งพาตัวเองได้ตลอด... แต่บางทีหัดอ่อนแอให้พี่เห็นบ้างก็ได้ป่ะวะ”) แม็กซ์พูดพึมพำ น้ำเสียงของเขาแผ่วลงคล้ายคนสารภาพบาป ก่อนที่ประโยคถัดมาจะทำให้โลกทั้งใบของน้ำอ้อยหยุดหมุนลงโดยสิ้นเชิง
(“เพราะน้ำอ้อยมีคนเดียวในโลกไง... พี่หาใครเหมือนเธอไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้ เพราะงั้น... ช่วยดูแลตัวเองเพื่อพี่หน่อยไม่ได้เหรอวะ”)
ตึกตัก... ตึกตัก...
ความเงียบเข้าจู่โจมคนทั้งสองอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่เหินห่างเหมือนหน้าหอพัก ทว่ามันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกอันรุนแรงลึกซึ้งที่ส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์ น้ำอ้อยยืนอึ้ง นิ่งสนิทราวกับถูกมนต์สะกด คำพูดที่ว่า 'น้ำอ้อยมีคนเดียวในโลก หาใครเหมือนไม่ได้อีกแล้ว' มันดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
น้ำตาเม็ดโตที่ไม่ได้เกิดจากความเสียใจ ค่อยๆ เอ่อล้นขอบตาแล้วไหลร่วงลงมาอาบแก้มเนียนอย่างเงียบเชียบ ความหน่วงอึดอัดที่เคยเกาะกุมหัวใจมาตลอดหลายวันสลายวับไปในพริบตา ท่าทีจริงจังของแม็กซ์ในเวลานี้ไม่มีหน้ากากคนตลกหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเผยความในใจอันแท้จริงให้เธอรับรู้
"พี่แม็กซ์..." น้ำอ้อยเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ พยายามอย่างยิ่งไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดลอดเข้าไปในสาย
(“ห้ามร้องไห้นะคุณ พี่ไม่ได้อยู่เช็ดน้ำตาให้เหมือนเมื่อเย็นนะ”) แม็กซ์พูดขัดขึ้นทันควันราวกับนั่งอยู่ข้างๆ และมองเห็นแววตาของเธอ น้ำเสียงของเขาปรับเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างที่สุด (“เอาเป็นว่า... วางปากกา ปิดไฟ แล้วกลับไปนอนซะ งานพิเศษเดี๋ยวพี่ช่วยเคลียร์ให้วันหลัง พี่เรียนวิศวะไฟฟ้าก็จริงแต่เรื่องเขียนแบบลายเส้นพี่ยืนหนึ่งในภาควิชานะบอกเลย อวดเก่งเสร็จละ... นอนได้ยังครับน้องน้ำอ้อย?”)
คำว่า 'น้องน้ำอ้อย' ที่ถูกเรียกอย่างถูกต้องและอ่อนโยนเป็นครั้งที่สองของวัน ทำให้น้ำอ้อยยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายวันที่เกิดขึ้นจากหัวใจอย่างแท้จริง
"ค่ะ... ยอมนอนแล้วค่ะ" เธอตอบรับเสียงนุ่ม
(“เออ ดีมาก... ฝันดีนะคุณ ไว้พรุ่งนี้เช้าพี่ทักไปตรวจไข้ใหม่”)
"ฝันดีค่ะพี่แม็กซ์"
หลังจากวางสายไปแล้ว น้ำอ้อยเอื้อมมือไปปิดโคมไฟตั้งโต๊ะ ห้องทั้งห้องกลับคืนสู่ความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ค่อยๆ ดับลง เธอก้าวกลับขึ้นเตียงนอน ซุกตัวลงใต้ผ้าห่มผืนหนา ความอบอุ่นจากคำพูดของแม็กซ์ยังคงอบอวลอยู่ในหัวใจ หมอกควันความสัมพันธ์ที่เคยหนาทึบจนมองไม่เห็นทาง บัดนี้เริ่มมีแสงสว่างส่องทะลุลงมาทีละน้อย แม้จะยังอึมครีมและไม่มีคำนิยามสถานะที่ชัดเจน แต่ในค่ำคืนนี้... สาวพูดน้อยอย่างน้ำอ้อยก็สามารถหลับตานอนได้อย่างมีความสุขที่สุด พร้อมกับคำตอบในใจที่เริ่มกระจ่างชัดว่า... ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เห็นเธอเป็นแค่เรื่องตลกอีกต่อไป