ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วฟุตบาทหลังมหาวิทยาลัย แสงไฟสีเหลืองนวลจากเสาไฟริมทางส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งสอง หยาดฝนปรอยๆ เริ่มหนาเม็ดขึ้นทีละน้อยจนเคลือบผิวถนนให้ดำขลับและสะท้อนแสงแวววาว น้ำอ้อย ยืนนิ่ง หน้าอกเพื่อมไหวตามแรงสะอื้นที่เพิ่งสงบลง สายตาเรียบเฉยแต่บอบช้ำจดจ้องรอคอยคำตอบจากปากของรุ่นพี่ปี 4 ตรงหน้าอย่างถึงที่สุด
แม็กซ์ ยืนนิ่งงันราวกับถูกสตัฟฟ์ ใบหน้าคมคายไม่มีเค้าความทะเล้นกะล่อนเหลืออยู่เลย นัยน์ตาคู่คมสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเปลือยเปล่าของรุ่นน้องสถาปัตย์ที่ระเบิดออกมาใส่หน้า ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก จุกจนพูดไม่ออกไปหลายวินาที
แต่สุดท้าย... ความปอดแหกในใจที่กลัวว่าถ้าหากพูดคำว่า 'รัก' ออกไปตรงๆ แล้วเธอบอกว่าไม่ได้คิดแบบเดียวกัน หรือกลัวว่าความสัมพันธ์จะพังทลายลงจนมองหน้ากันไม่ติด ก็ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้นตรงๆ
"น้ำอ้อย..." แม็กซ์เปรยเสียงทุ้มต่ำ แววตาของเขาฉายความจริงจังและเจ็บปวดลึกซึ้งอย่างที่ไม่เคยแสดงให้เพื่อนคนไหนเห็น เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกหนึ่งก้าว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่อาบน้ำตาของเธอ "ที่พี่ทำอยู่ทั้งหมดเนี่ย... เธอเดาไม่ออกจริงๆ เหรอวะ?"
คำถามย้อนกลับของแม็กซ์แฝงไปด้วยความตัดพ้อและอ้อนวอนอยู่ลึกๆ มันเหมือนหมอกควันก้อนใหม่ที่เขาโยนเข้ามาตรงกลางระหว่างสองคน ยิ่งทำให้น้ำอ้อยสับสนมากขึ้นไปอีก
ทว่า... ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกมาจากปากของน้ำอ้อย
เธอทำเพียงแค่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ปิดปากเงียบสนิท แววตาที่สั่นระริกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและว่างเปล่า น้ำอ้อยเหนื่อยเกินกว่าจะมาเล่นเกมเดาใจกับเขาแล้ว ในเมื่อเขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดมันออกมาตรงๆ เธอก็จะไม่ยอมเอาหัวใจไปเสี่ยงให้เขาเหยียบย่ำอีกต่อไป หน้ากากความเฉยชาถูกสวมกลับคืนบนใบหน้าหวานอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นกำแพงปกป้องตัวเอง
เมื่อเห็นความเงียบอันเด็ดเดี่ยวของคนตรงหน้า แม็กซ์ลอบถอนหายใจยาว ไหล่กว้างลู่ลงเล็กน้อยอย่างยอมจำนน เขาคว้าหน้ากาก 'ไอ้แม็กซ์คนกวนประสาท' กลับมาสวมทับใบหน้าเคร่งเครียดทันทีในเสี้ยววินาที รอยยิ้มบางๆ ที่ดูฝืนธรรมชาติจุดประกายขึ้นที่มุมปาก
"โอเคๆ ไม่ตอบไม่เป็นไร ฝนเริ่มตกแรงแล้ว กลับหอกันเหอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง"
แม็กซ์ตัดบทพลางก้าวเดินนำเธอไปยังรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟคู่ใจสีกรมท่าท่าทางซอมซ่อที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้ริมทาง เขาหยิบหมวกกันน็อกขี่ม้าสีขาวมอมแมมที่แขวนไว้หน้ารถยื่นให้เธอ น้ำอ้อยมองหมวกกันน็อกในมือเงียบๆ ก่อนจะยอมรับมาสวมแต่โดยดี เพราะในเวลานี้รถโดยสารหลังมอก็เริ่มหายาก และเธอก็อยากจะพาตัวเองกลับไปให้พ้นจากสถานการณ์อึดอัดนี้โดยเร็วที่สุด
การเดินทางขากลับดำเนินไปท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์และสายฝนที่พัดปะทะร่างกาย ลมพัดแรงจนเสื้อช็อปของแม็กซ์สะบัดมาโดนเข่าน้ำอ้อยเป็นระยะๆ แตกต่างจากขามาที่เบนซ์เป็นคนมารับ ขากลับนี้น้ำอ้อยนั่งเว้นระยะห่างจากแผ่นหลังกว้างของแม็กซ์เกือบครึ่งคืบ มือเรียวเกาะอยู่ที่เหล็กจับท้ายรถแน่น ไม่ยอมให้ร่างกายส่วนไหนสัมผัสโดนเขาเลยแม้แต่น้อย
แม็กซ์ลอบมองท่าทีเหินห่างของคนซ้อนท้ายผ่านกระจกมองหลัง ความรู้สึกหน่วงในอกซ้ายบีบรัดจนเขาแทบหายใจไม่ออก รสชาติความเงียบของน้ำอ้อยมันขมปร่าและทรมานยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในชีวิตของเขา
จนกระทั่งรถมอเตอร์ไซค์เลี้ยวเข้าจอดหน้าหอพักนอกมหาวิทยาลัยของน้ำอ้อย เครื่องยนต์ดับลง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง น้ำอ้อยก้าวลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกส่งคืนให้เขาโดยไม่ยอมสบตา
"ขอบคุณค่ะที่มาส่ง... ขับรถกลับดีๆ นะคะ" น้ำอ้อยพูดเสียงเรียบ หันหลังเตรียมจะเดินเข้าประตูหอพัก
"เดี๋ยว ดิ!" แม็กซ์รีบร้องทัก ท่าทางลนลานเล็กๆ แวบขึ้นมา ชายหนุ่มแกล้งเอียงคอยิ้มกวน ประสาท ตบเบาะรถเวฟตัวเองดังปับๆ "รถเวฟคู่ใจพี่นั่งสบายป่ะล่ะ เครื่องแรงแซงทุกสถาบัน... นี่แกล้งถามหน่อยดิ วันหลังมาส่งทุกวันได้ป่ะ? บริการรับส่งฟรี มีมุกตลกให้ฟังตลอดทาง"
คำถามแกล้งหยอดสไตล์เดิมของเขานำความหน่วงกลับมาทิ่มแทงหัวใจของน้ำอ้อยอีกครั้ง เธอชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเขาด้วยสายตานิ่งสนิท ไม่มีแววขบขันหรือหวั่นไหวใดๆ เหลืออยู่อีกแล้ว
"ไม่ได้เป็นอะไรกัน... จะมาส่งทุกวันทำไมคะ" น้ำอ้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบและเย็นชาเด็ดขาด ประโยคนั้นเหมือนมีดคมที่กรีดลงบนหน้ากากของแม็กซ์จนร้าวลึก
แต่คนอย่างแม็กซ์วิศวะ... มีสกิลการไหลระดับปลาไหลติดสเกตและสไตล์ตลกหาจับยากอยู่แล้ว เขาหัวเราะร่าลั่นหน้าหอพัก ทำหน้าทะเล้นเลิกคิ้วกวนประสาทกลบเกลื่อนเสียงหัวใจที่หักดังเป๊าะข้างใน
"อ้าว! ไม่ได้เป็นอะไรกันได้ไง เป็นสิคุณ... เป็นเพื่อนกันไง!" แม็กซ์สวนกลับทันควันพลางยกนิ้วชี้หน้าเธออย่างโอเวอร์แอคติ้ง "หรือถ้าเป็นเพื่อนมันธรรมดาไป เป็น 'เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ' ดีป่ะล่ะ หรือจะเอา 'เพื่อนร่วมสถาบันที่ผ่านการเทเหล้าใส่เสื้อช็อป' ดี? ชื่อตำแหน่งยาวดีพี่ชอบ"
เขายังคงปล่อยมุกตลกกวนประสาท พยายามดึงบรรยากาศให้กลับมาสนุกสนานเหมือนทุกครั้ง หวังลึกๆ ว่ามุกตลกนี้จะช่วยเยียวยารอยร้าวระหว่างเขาและเธอ และทำให้เธอยอมยิ้มออกมาบ้างเหมือนวันแรกๆ
ทว่า... ในความเงียบยามค่ำคืนหน้าหอพัก มุกตลกของแม็กซ์กลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะตอบกลับเลยแม้แต่แอะเดียว
น้ำอ้อยยืนนิ่ง มองผู้ชายตรงหน้าที่ยังคงใช้ความกะล่อนกลบเกลื่อนความรู้สึกจริงจังไปวันๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและเหนื่อยหน่าย หัวใจของเธอชาหนึบจนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
"ค่ะ... เพื่อนก็เพื่อน" น้ำอ้อยพูดเสียงเบาหวิว "งั้นในฐานะเพื่อน... วันหลังไม่ต้องลำบากมาส่งแล้วนะคะ เกรงใจ แฟนเพื่อนพี่เขาก็เป็นเพื่อนฉัน ไม่อยากให้คนเข้าใจผิด ขอบคุณสำหรับวันนี้ค่ะ"
พูดจบ น้ำอ้อยก็หันหลังก้าวเดินเข้าประตูหอพักไปทันที แผ่นหลังบางเหยียดตรงและมั่นคง ไม่มีการหันกลับมามองข้างหลัง ไม่มีการลังเลใดๆ อีกต่อไป ประตูคีย์การ์ดปิดลงเสียงดัง คลิก พร้อมกับการตัดขาดตัวเขาออกจากโลกอันเงียบสงบของเธออย่างสมบูรณ์
แม็กซ์ยืนนิ่งคาอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ มือที่ยังค้างอยู่ในท่าทางปล่อยมุกตลกค่อยๆ ตกลงข้างตัว รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง เหลือเพียงแววตาที่โดดเดี่ยว สับสน และดิ่งลึกเข้าไปในความหน่วงอันมหาศาล
เขาก้มมองหมวกกันน็อกขาวมอมแมมในมือ สลับกับประตูหอพักที่ปิดสนิท
"เพื่อนงั้นเหรอ..." ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองในความมืด เสียงทุ้มต่ำสั่นเครือและแหบพร่า แค่นยิ้มสมเพชตัวเองเบาๆ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกกระหน่ำลงมาซัดร่างของเขาจนเปียกโชก
ความกวนประสาทและมุกตลกที่เขาใช้สร้างรอยยิ้มให้คนทั้งโลก... บัดนี้กลายเป็นกำแพงหนาที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองจนไม่เหลือชิ้นดี ยิ่งเขาพยายามตลกเพื่อกลบเกลื่อนความปอดแหกของตัวเองมากเท่าไหร่ หมอกควันความสัมพันธ์ก็ยิ่งหนาทึบจนบดบังความจริงในใจ และผลักไสผู้หญิงที่เขาแอบมองเงียบๆ เสมอคนนี้ให้ห่างไกลออกไปทุกที
และค่ำคืนนี้... เขาก็ต้องยอมรับสถานะ 'เพื่อน' ที่ตัวเองเอ่ยปากพูดออกมาอย่างจำยอม พร้อมกับรสชาติความรักที่อึมครีมและขมขื่นที่สุดในชีวิตของหนุ่มคณะวิศวะ ปี 4 โดยไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้เลย