หลังจากค่ำคืนแห่งความบังเอิญที่ร้านเหล้าผ่านพ้นไป ชีวิตอันแสนสงบและจืดชืดของ น้ำอ้อย ก็ดูเหมือนจะถูกรบกวนด้วยพายุหมุนที่ชื่อว่า แม็กซ์ อยู่บ่อยครั้งอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์และตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ตั้งอยู่ติดกันโดยมีเพียงลานน้ำพุเล็กๆ กั้นกลาง หรืออาจเป็นเพราะโชคชะตากำลังเล่นตลกสนุกมือเกินไป ถึงได้เหวี่ยงผู้ชายที่จืดจางไม่เป็นอย่างเขาเข้ามาป้วนเปี้ยนในวงโคจรของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากเดิมที่เคยเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่เดินสวนกันไปมา วันนี้แม็กซ์กลับสถาปนาตัวเองเป็นคนคุ้นเคยได้อย่างหน้าตาเฉย และสิ่งที่ทำให้น้ำอ้อยปวดหัวที่สุดก็คือ "ชื่อ" ของเธอที่ไม่เคยถูกเรียกอย่างถูกต้องเลยสักครั้งจากปากของเขา
"อ้าว! น้องน้ำเชื่อม! วันนี้ไม่ทำแบบเหรอ เดินแบกโมเดลหลังค่อมเหมือนกุ้งแห้งเชียว"
เสียงกวนประสาทที่ดังร่ามาแต่ไกล ทำให้น้ำอ้อยที่กำลังหอบหิ้วแปลนงานม้วนโตและกล่องใส่อุปกรณ์ทำโมเดลชะงักฝีเท้า ลงใต้ตึกคณะสถาปัตย์ที่ผู้คนพลุกพล่าน เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ หันไปเผชิญหน้ากับร่างสูงในเสื้อช็อปสีกรมท่าที่เดินยิ้มร่าเข้ามาหาพร้อมถุงชานมไข่มุกในมือ
"น้ำอ้อยค่ะพี่แม็กซ์..." เธอแก้ประโยคด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ใบหน้านิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ตามหน้ากากที่เธอชอบสวมใส่เป็นประจำ
"เออ นั่นแหละ คล้ายๆ กัน หวานเหมือนกันแหละน่า" แม็กซ์ยักคิ้วให้ทีหนึ่งอย่างทะเล้น ก่อนจะถือวิสาสะคว้ากล่องโมเดลพลาสติกอะคริลิกหนักๆ จากมือเธอไปถือไว้เองหน้าตาเฉย
น้ำอ้อยกะพริบตาปริบๆ มองมือหนาที่แย่งของไป "เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะพี่แม็กซ์ ฉันถือเองได้ มันหนัก"
"เอ้า ถือให้ก็ดีแล้วป่ะ หรืออยากให้พี่ถืออย่างอื่น... อย่างเช่น ถือโอกาสจีบ?" เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนน้ำอ้อยผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัวหรือคิดคำพูดตอบกลับ แม็กซ์ก็ระเบิดหัวเราะลั่นออกมาเสียก่อน "ฮ่าๆๆ ดูทำหน้าเข้า ตกใจล่ะสิ! พี่ถือให้เพราะกลัวเธอซุ่มซ่ามเอาโมเดลมาทุบหัวพี่เหมือนวันนั้นต่างหากล่ะ ไปๆ เดินไปนู่นเลย เดี๋ยวแดดเลียหน้าพังหมด"
เขาพูดพลางก้าวฉับๆ นำหน้าเธอไป ทิ้งให้น้ำอ้อยยืนกำสายสะพายกระเป๋าแน่น ความรู้สึกอุ่นวาบในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดหน่วงๆ ในอก
เขาแกล้งหยอด... หรือเขาคิดแบบนั้นจริงๆ?
คำถามนี้ดังก้องอยู่ในใจของเธอเสมอ ทุกการกระทำของแม็กซ์เหมือนจะมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ระหว่าง 'ความใส่ใจ' กับ 'ความกวนประสาทไปวันๆ' เขาชอบโผล่มาทักทาย ขโมยขนมในมือเธอไปกิน ดึงแก้มเธอเล่นบ่อยๆ เวลาที่เห็นเธอนั่งหน้าเครียดอยู่ใต้ตึก หรือแม้กระทั่งส่งสติกเกอร์ไลน์กวนๆ มาหาตอนดึกๆ หลังจากที่เขาขอคอนแทกต์เธอไปโดยอ้างว่า “เผื่อวันหลังไอ้พวกวิศวะจะไปจ้างสถาปัตย์ออกแบบบ้านหมา”
แต่ในขณะเดียวกัน น้ำอ้อยก็เห็นเขาทำตัวร่าเริง ขี้เล่น และหยอดมุกเสี่ยวๆ แบบนี้กับคนอื่นไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นน้องรหัส เพื่อนในภาค หรือแม้กระทั่งป้าขายข้าวแกงที่โรงอาหาร แม็กซ์เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงและแจกจ่ายความอบอุ่นให้คนทั้งโลกอย่างเท่าเทียม จนเธอไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้หมอกควันแห่งความขี้เล่นนั้น เธอมัน 'พิเศษ' กว่าคนอื่นตรงไหน... หรือจริงๆ แล้ว เธอไม่ได้พิเศษอะไรเลย
เย็นวันหนึ่ง ลมพัดแรงกระโชกจนฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล น้ำอ้อยนั่งปั่นงานอยู่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ตึกคณะเพียงลำพัง เพื่อนๆ ในกลุ่มกลับกันไปหมดแล้วเพราะทนความอบอ้าวไม่ไหว ลมแรงพัดเอากระดาษสเกตช์ภาพของเธอปลิวว่อนกระจายไปคนละทิศละทาง
"เจริญละ..." น้ำอ้อยพึมพำกับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า เธอรีบลุกขึ้นวิ่งไล่เก็บกระดาษทีละแผ่นอย่างทุลักทุเล ในจังหวะที่เธอกำลังจะก้มเก็บกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ปลิวไปติดอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ รองเท้าผ้าใบสีขาวมอมแมมคู่หนึ่งก็ก้าวมาเหยียบขอบกระดาษไว้เบาๆ เพื่อไม่ให้มันปลิวหนีไปอีก
น้ำอ้อยเงยหน้าขึ้น มองไล่ตามกางเกงยีนส์ลีวายส์ซีดๆ ขึ้นไปจนถึงเสื้อช็อปวิศวะ... เป็นเขาอีกแล้ว
"ซุ่มซ่ามตลอดปีตลอดชาติจริงๆ เลยน้องน้ำตาลกรวด" แม็กซ์ก้มลงเก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาปัดฝุ่นให้เบาๆ ท่าทางของเขาดูแปลกไปเล็กน้อยในวันนี้ ใบหน้าคมคายไม่มีรอยยิ้มกว้างขวางเหมือนทุกที สายตาของเขาจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ นิ่งงันและดูจริงจังจนน้ำอ้อยรู้สึกราวกับกำลังจะจมน้ำ
แต่ความจริงจังนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที...
"เป่าปี่อยู่ป่ะ เนี่ย? ทำไมทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้" แม็กซ์เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มกวนทันควัน ม้วนกระดาษในมือแล้วเอามาเคาะหัวเธอเบาๆ "ฝนจะตกแล้ว ทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่อง อยากลองเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอเหรอครับคุณ"
"งานยังไม่เสร็จค่ะ..." น้ำอ้อยตอบเสียงเบา แย่งกระดาษคืนมา "แล้วพี่แม็กซ์ล่ะคะ ยังไม่กลับเหรอ"
"รอส่งใครบางคนกลับบ้านมั้ง..." เขาลากเสียงยาว สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานของเธอไม่วางตา ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องครืนๆ ที่ดังเตือนมาจากฟากฟ้า บรรยากาศรอบตัวอึมครีมทึมเทาเหมือนเนื้อเพลงเศร้า ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ น้ำอ้อยรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอ เธออยากจะรวบรวมความกล้าแล้วถามออกไปให้รู้แล้วรู้รอด
พี่มาทำดีกับฉันทำไม... พี่คิดยังไงกับฉันกันแน่?
แต่สุดท้าย... ความปอดแหกและความกลัวที่จะเสียเขาไปก็ทำให้น้ำอ้อยเลือกที่จะเงียบ เธอเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้เบื้องหลังใบหน้าเฉยชาตามเดิม
"อ๋อ... นัดเพื่อนไว้สินะคะ งั้นฉันขอตัวก่อน" น้ำอ้อยตัดบท รวบข้าวของบนโต๊ะยัดใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วเพื่อพาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้
"เฮ้ย เดี๋ยว ดิ! พี่หมายถึง..." แม็กซ์อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง ท่าทางลนลานเล็กๆ แวบขึ้นมาในแววตา แต่สุดท้ายเขากลับเงียบไป แล้วเปลี่ยนเป็นยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ "เออ... เดินดีๆ ล่ะ ฝนตกถนนลื่น เดี๋ยวไปสะดุดขาตัวเองล้มหน้าทิ่มหน้าคณะอีก พี่ไม่มาช่วยเก็บเศษหน้าให้แล้วนะ"
"ค่ะ ขอบคุณค่ะ" น้ำอ้อยรับคำสั้นๆ ก่อนจะหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกไปจากใต้ตึกทันที โดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เธอจึงไม่มีวันได้เห็น... ว่าหลังจากที่เธอเดินคล้อยหลังไปแล้ว รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของแม็กซ์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงแววตาโดดเดี่ยวและสับสน ชายหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนมองแผ่นหลังบางของรุ่นน้องสถาปัตย์ที่วิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปัญลงมาเงียบๆ
ภายใต้เสียงหัวเราะที่เขาแจกจ่ายให้คนทั้งโลก... มีเพียงผู้หญิงเงียบๆ คนนี้คนเดียวเท่านั้นที่เขาไม่เคยรู้เลยว่าจะต้องเข้าหาอย่างไร ความกวนประสาทที่แสดงออกไปเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้ปกปิดความประหม่าและความกลัวในใจ เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า... สาวโลกส่วนตัวสูงอย่างเธอจะรำคาญหรือคิดอย่างไรกับคนขี้เล่นแบบเขา
มันเป็นความรักที่อึมครีม... เหมือนหมอกควันหนาทึบที่ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคน ยิ่งพยายามก้าวเข้าไปหา ก็ยิ่งมองไม่เห็นทาง และไม่มีใครกล้าพอที่จะจุดไฟเพื่อไล่ความมืดมนนี้ออกไปสักที