แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลอดผ้าม่านสีเทาเข้ามาภายในห้องนอน ไม่ได้ปลุกให้โยษิตาตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับเช้าวันใหม่เร็วเท่ากับสัมผัสหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนเอวของเธอ
หญิงสาวค่อยๆ ปรือตาขึ้น แพขนตางอนกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ก่อนจะพบว่าแผ่นหลังของเธอไม่ได้แนบอยู่กับฟูกนุ่มอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกำลังแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่าและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของผู้ชายที่นอนซ้อนอยู่ด้านหลัง ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเป่ารดอยู่ที่ลาดไหล่เนียน ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนโอบกอดเอวคอดของเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
ความทรงจำอันแสนเร่าร้อนเมื่อคืนพุ่งชนสมองจนหน้าเห่อร้อน โยษิตาพยายามขยับตัวอย่างแผ่วเบาที่สุดเพื่อหลุดพ้นจากอ้อมกอดนี้ เธอค่อยๆ ยกท่อนแขนหนักอึ้งของเขาออก แต่เพียงแค่ขยับตัวนิดเดียว วงแขนนั้นกลับยิ่งรัดแน่นขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่เบียดชิดเข้ามาจนหน้าท้องแบนราบของเขาแนบสนิทกับสะโพกของเธอ
"จะรีบตื่นไปไหนครับคุณหยง... วันนี้คุณเข้างานสายได้นะ ผมอนุญาต"
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่ายามตื่นนอนดังขึ้นชิดใบหู มันเต็มไปด้วยความเซ็กซี่และเกียจคร้านอย่างหาดูได้ยากจากประธานบริหารสุดเนี้ยบคนนั้น
โยษิตาตัวแข็งทื่อ เธอหันขวับกลับไปมองคนข้างกาย ชวิณยังคงหลับตาพริ้ม แต่ริมฝีปากหยักกลับวาดเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เส้นผมที่เคยถูกเซตเรียบกริบด้วยเจลบัดนี้ยุ่งเหยิงตกลงมาปรกหน้าผาก ทำให้เขาดูเด็กลงและเข้าถึงง่ายขึ้น... แต่นั่นแหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุด
"บอส... ปล่อยหยงค่ะ หยงจะลุกไปอาบน้ำ" เธอพยายามแกะมือเขาออก "และอีกอย่าง หยงไม่เคยเข้างานสายค่ะ บอสไม่มีสิทธิ์มาใช้อภิสิทธิ์เปลี่ยนเวลาทำงานของหยง"
"ทำไมจะไม่มีล่ะครับ..." ชวิณลืมตาขึ้น นัยน์ตาคมกริบที่ปราศจากแว่นตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ เขาดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ดึงรั้งร่างบางที่ใช้เพียงผ้าห่มผืนบางปิดบังความเปลือยเปล่าให้ลุกขึ้นมานั่งตักเขา "ในเมื่อเมื่อคืน... หัวหน้าฝ่ายการตลาดของผมต้อง 'ทำโอที' อย่างหนักหน่วงจนเกือบเช้า ผมก็ต้องให้เวลาพักผ่อนชดเชยสิครับ"
"คนบ้า! ใครใช้ให้บอสมาทำโอทีที่ห้องหยงล่ะ!" โยษิตาหน้าแดงก่ำ ยกมือขึ้นตีอกแกร่งเบาๆ เพื่อแก้เขิน "บอสกำลังละเมิดกฎข้อที่สี่นะคะ! บอสเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของหยง แถมยังนอนค้างคืน... แบบนี้มันเรียกว่าการก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวชัดๆ!"
ชวิณหัวเราะทุ้มในลำคอ เขารวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจูบที่ปลายจมูกรั้นของเธออย่างมันเขี้ยว
"ผมไม่ได้ก้าวก่ายครับ ผมแค่ 'ดูแลผลประโยชน์' ของผมอย่างใกล้ชิด..." เขากระซิบเสียงพร่า "และอีกอย่าง... เมื่อคืนคนที่ร้องครางอ้อนวอนขอให้ผม 'เข้ามาลึกๆ' ก็คือคุณไม่ใช่เหรอครับหยง... แบบนี้จะเรียกว่าผมบุกรุกได้ยังไง ในเมื่อเจ้าของห้องเต็มใจต้อนรับซะขนาดนั้น"
"หยุดพูดเลยนะ!" โยษิตารีบยกมือขึ้นปิดปากเขา เบิกตากว้างด้วยความอับอายที่เขางัดเอาคำพูดในตอนที่สติสัมปชัญญะของเธอหลุดลอยมาข่มขู่ "ถ้าบอสยังไม่หยุดล้อหยง หยงจะไล่บอสกลับเดี๋ยวนี้เลย!"
ชายหนุ่มดึงมือเธอออก ค่อยๆ ประทับจูบลงบนฝ่ามือของเธออย่างอ่อนโยน "โอเคครับ ไม่ล้อแล้ว... คุณไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวผมจะทำมื้อเช้าให้กิน"
โยษิตามองผู้ชายตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ บอสมาเฟียที่วันๆ เอาแต่ออกคำสั่งและมีลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลังเนี่ยนะ... จะทำมื้อเช้าให้เธอกิน?
แต่ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไร ชวิณก็ลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่สนใจความเปลือยเปล่าของตัวเอง เขาหยิบกางเกงสแล็กซ์ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมลวกๆ รูดซิปติดกระดุมให้พอเรียบร้อย ก่อนจะหันมาส่งยิ้มการค้าให้เธอ
"อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นสิครับ... ผมทำอาหารเป็นนะ และรับรองว่าอร่อยพอๆ กับลีลาบนเตียงของผมเลยล่ะ... ไปอาบน้ำได้แล้วครับ หรืออยากให้ผมเข้าไปอาบให้ด้วย?"
"ไม่ต้องเลย! หยงอาบเองได้!"
หญิงสาวรีบคว้าผ้าห่มมาพันรอบตัวแล้ววิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปทันที ทิ้งให้ชวิณยืนหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ภาพความอบอุ่นและบรรยากาศในยามเช้าที่แสนธรรมดานี้ เป็นสิ่งที่โยษิตาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด เธอสร้างกำแพงและตั้งกฎมากมายเพื่อไม่ให้ตัวเองถลำลึก แต่ผู้ชายคนนี้กลับใช้ความเนียนและความเผด็จการในคราบความอ่อนโยน ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาทำลายกำแพงของเธอจากภายใน
ในห้องน้ำ โยษิตายืนมองเงาสะท้อนของตัวเอง... รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากโดยที่เธอไม่รู้ตัว เธอเกลียดที่ตัวเองเริ่มจะชินกับการมีเขาอยู่ใกล้ๆ เกลียดที่หัวใจมันเต้นแรงทุกครั้งที่เขาสัมผัส... นี่สินะ ความน่ากลัวของ 'มาเฟีย' ที่แท้จริง ไม่ได้น่ากลัวที่อาวุธ แต่น่ากลัวที่เขาสามารถยึดครองหัวใจคนได้อย่างเลือดเย็น!
10:00 น. V-Corp (ชั้น 50 - ห้องทำงานประธานบริหาร)
บรรยากาศความละมุนในยามเช้าถูกทิ้งไว้ที่คอนโดมิเนียม ทันทีที่ชวิณก้าวเข้ามาในห้องทำงานของประธานบริหาร ออร่าของความเป็นผู้นำที่เฉียบขาดและเยือกเย็นก็กลับมาสวมทับร่างของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ แว่นตากรอบเงินถูกสวมเข้าที่ ชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับย่น
เขาเพิ่งแยกกับโยษิตาที่ลานจอดรถใต้ดิน เธอปฏิเสธเด็ดขาดที่จะนั่งรถมาพร้อมเขาเพื่อป้องกันขี้ปากชาวบ้าน ซึ่งเขาก็ยอมตามใจ แต่ก็แอบสั่งให้คนขับรถขับตามรถของเธอมาห่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอถึงออฟฟิศอย่างปลอดภัย
ก๊อก ก๊อก
ประตูห้องทำงานถูกเคาะเบาๆ ก่อนที่ 'เคน' บอดี้การ์ดและมือขวาหน้านิ่งจะก้าวเข้ามา ในมือของเขาถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกมาด้วย
"ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง?" ชวิณเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าจากหน้าจอแท็บเล็ต
เคนเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน วางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง "นี่คือข้อมูลทั้งหมดของคุณโยษิตา อาภากุล ที่บอสสั่งให้สืบครับ... ทั้งประวัติครอบครัว การเงิน และปัญหาที่เธอแอบซ่อนไว้"
ชวิณละสายตาจากงานตรงหน้า เขาหยิบแฟ้มสีน้ำตาลขึ้นมาเปิดดู นัยน์ตาคมกริบกวาดอ่านตัวหนังสือในกระดาษอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คิ้วเข้มจะค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน บรรยากาศในห้องทำงานเริ่มลดอุณหภูมิลงจนหนาวเหน็บ
"หนี้นอกระบบ... สิบห้าล้าน?" ชวิณทวนตัวเลขในกระดาษเสียงต่ำ แววตาของเขาฉายประกายอันตรายขึ้นมาทันที
"ครับบอส" เคนอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เมื่อห้าปีก่อน ธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของพ่อคุณหยงล้มละลาย พ่อของเธอเส้นเลือดในสมองแตกจนต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ส่วนแม่ก็มีปัญหาด้านสุขภาพ คุณหยงที่เพิ่งเรียนจบต้องรับภาระดูแลครอบครัวเพียงคนเดียว... แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ พ่อของคุณหยงเคยไปกู้เงินนอกระบบจาก 'เสี่ยชัช' เจ้าพ่อเงินกู้ฝั่งพระนคร เพื่อมาหมุนเวียนในธุรกิจครับ"
ชวิณกำแฟ้มในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ "ไอ้ชัช... ไอ้ปลิงดูดเลือดนั่นน่ะเหรอ"
"ใช่ครับ ดอกเบี้ยมหาโหดบวกกับเงินต้น ทำให้หนี้พอกพูนขึ้นเป็นสิบห้าล้าน คุณหยงต้องนำเงินเดือนและโบนัสแทบทั้งหมดไปส่งดอกเบี้ยทุกเดือนเพื่อไม่ให้พวกมันไประรานครอบครัวของเธอที่บ้านพักต่างจังหวัด... นี่คือเหตุผลที่คุณหยงทำงานหนัก บ้างาน และพยายามดันตัวเองให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็วครับ เธอต้องการเงินก้อนใหญ่เพื่อปลดหนี้ให้ครอบครัว"
ประโยคบอกเล่าของเคนเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขข้อสงสัยทุกอย่างในหัวของชวิณ
ภาพของโยษิตาที่ยืนหยัดสู้กับเขาในห้องประชุม ภาพของเธอที่ทะนงตัวและไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจมืด ภาพของเธอที่เถียงฉอดๆ และตั้งกฎมากมายเพื่อปกป้องหน้าที่การงานของตัวเอง... แท้จริงแล้ว ภายใต้เปลือกนอกที่แสนเย่อหยิ่งและมั่นใจ ผู้หญิงคนนี้แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่าเล็กๆ ของเธอเพียงลำพัง!
ความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ตีตื้นขึ้นมาในอกของมาเฟียหนุ่ม เขาเคยคิดว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงบ้างานที่กระหายความสำเร็จ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า... ทุกความสำเร็จของเธอ ถูกขับเคลื่อนด้วยความหวาดกลัวที่จะสูญเสียครอบครัวไป
"พวกมันเคยแตะต้องตัวเธอไหม?" เสียงของชวิณกดต่ำจนน่าสะพรึงกลัว รังสีสังหารแผ่กระจายออกมาจนเคนต้องลอบกลืนน้ำลาย
"เท่าที่สืบมา... ลูกน้องของเสี่ยชัชเคยไปดักรอทวงหนี้ที่คอนโดคุณหยงเมื่อสองปีก่อนครับ แต่คุณหยงขู่ว่าจะแจ้งความและเอาเรื่องถึงที่สุด ประกอบกับเธอจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลาเสมอ พวกมันเลยยอมถอยไปและใช้วิธีส่งข้อความข่มขู่แทนครับ"
ปัง!
ชวิณทุบกำปั้นลงบนโต๊ะไม้โอ๊กอย่างแรงจนข้าวของบนโต๊ะสั่นสะเทือน ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดที่ยากจะควบคุม เขาแทบจะทนคิดภาพไม่ได้เลยว่าผู้หญิงเก่งและเด็ดเดี่ยวอย่างโยษิตา ต้องเผชิญหน้ากับพวกอันธพาลข้างถนนพวกนั้นเพียงลำพังด้วยความหวาดกลัวแค่ไหนในอดีต
ผู้หญิงที่เขาทะนุถนอม หวงแหน แม้แต่ลูกค้าวีไอพียังไม่ยอมให้แตะต้อง... แต่กลับมีไอ้ขยะที่ไหนไม่รู้มาส่งข้อความข่มขู่เธอทุกเดือน!
"เคน... ฟังคำสั่งฉันให้ดี"
ชวิณเงยหน้าขึ้นมองมือขวาคนสนิท นัยน์ตาของเขาเยือกเย็นและโหดเหี้ยมสมกับตำแหน่งทายาทมาเฟียอันดับต้นๆ ของประเทศ
"ฉันต้องการให้หนี้สิบห้าล้านของโยษิตา หายไปจากสารบบของไอ้ชัชภายในวันนี้!"
"บอสจะให้ผมนำเงินไปจ่ายปิดยอดเลยไหมครับ?"
"ไม่... ถ้าจ่ายปิดยอดในชื่อของโยษิตา ไอ้ชัชมันจะสงสัย และหยงเองก็จะต้องสืบจนรู้แน่ๆ ว่าฉันเป็นคนจ่ายให้ ผู้หญิงที่มีทิฐิและศักดิ์ศรีค้ำคออย่างเธอ ไม่มีวันยอมรับความช่วยเหลือหรือเงินให้เปล่าจากฉันแน่ๆ เธอจะมองว่าฉันใช้อำนาจเงินมาซื้อตัวเธอ หรือไม่ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างผูกมัดเธอ"
ชวิณรู้จักนิสัย 'เมีย' ของเขาดี ถ้าเธอรู้ว่าเขาแอบไปใช้หนี้ให้ ความสัมพันธ์ที่กำลังจะพัฒนาขึ้นได้พังทลายลงแน่ๆ
"แล้วบอสจะให้ผมจัดการยังไงครับ?"
"นายไปตั้งบริษัทไฟแนนซ์บังหน้าขึ้นมาหนึ่งบริษัท... แล้วไปเจรจา 'ซื้อหนี้' ทั้งหมดของโยษิตามาจากไอ้ชัช" ชวิณสั่งการอย่างแยบยลและเลือดเย็น "บอกไอ้ชัชว่าลูกหนี้คนนี้ บริษัทไฟแนนซ์ใหม่จะรับช่วงต่อเอง ถ้ามันเล่นแง่ หรือไม่ยอมขายหนี้ให้... ก็เอาคนของเราไป 'ถล่ม' บ่อนเถื่อนของมันที่พระรามสามให้ราบเป็นหน้ากลองซะ ให้มันรู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร"
"รับทราบครับบอส" เคนรับคำสั่งโดยไม่ลังเล วิธีการศาลเตี้ยแบบนี้คืองานถนัดของ V-Corp เบื้องหลังอยู่แล้ว
"และหลังจากที่นายซื้อหนี้มาได้แล้ว... ให้บริษัทไฟแนนซ์บังหน้านั่น ส่งจดหมายไปหาโยษิตา แจ้งว่ามีการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ หั่นดอกเบี้ยออกให้เหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ และขยายเวลาผ่อนชำระออกไปอีกสิบปี... ให้เธอผ่อนจ่ายเดือนละไม่กี่พันบาทพอเป็นพิธีก็พอ"
"แต่บอสครับ... ทำไมไม่ยกหนี้ให้เธอไปเลยล่ะครับ?" เคนถามด้วยความสงสัย
ชวิณยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและเข้าใจในตัวหญิงสาวอย่างถ่องแท้ "ถ้าจู่ๆ หนี้หายไปเลย หยงต้องระแวงแน่ๆ การให้เธอยังคง 'ผ่อนชำระ' ต่อไปในจำนวนเงินที่น้อยนิด มันคือการรักษา 'ศักดิ์ศรี' ของเธอเอาไว้ ให้เธอรู้สึกว่าเธอยังคงพึ่งพาตัวเองได้และไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใคร... ฉันไม่อยากทำลายความภูมิใจของเธอ เคน"
เคนพยักหน้าเข้าใจอย่างลึกซึ้ง บอสของเขาไม่ใช่แค่มาเฟียที่ใช้แต่อำนาจ แต่ยังเป็นนักจิตวิทยาที่อ่านใจคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ชื่อโยษิตา
"ผมจะรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเย็นนี้ครับบอส" เคนค้อมศีรษะเตรียมตัวจะเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อน..." ชวิณเรียกไว้ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง "ฝากบอกไอ้ชัชด้วยว่า... ถ้าลูกน้องของมันคนไหน บังอาจไปป้วนเปี้ยนแถวคอนโด หรือส่งข้อความข่มขู่โยษิตาอีกแม้แต่ครั้งเดียว... ฉันจะตัดมือคนที่กดพิมพ์ข้อความนั้นทิ้งซะ เข้าใจไหม?"
"เข้าใจครับบอส"
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ชวิณก็เอนหลังพิงเก้าอี้ ทอดสายตามองวิวมหานครด้านนอก
เขาเคยคิดมาตลอดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโยษิตา เป็นเพียงเกมการชิงไหวชิงพริบ เป็นการต่อสู้ระหว่างมาเฟียที่อยากเอาชนะ กับแม่สาวมาร์เก็ตติ้งจอมพยศ แต่เมื่อได้รับรู้ความลับและความเจ็บปวดที่เธอแบกรับไว้... ความรู้สึกอยากเอาชนะกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึก 'อยากปกป้อง' อย่างรุนแรง
คุณไม่จำเป็นต้องแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวอีกแล้วนะหยง... ชวิณพึมพำกับตัวเองในใจ เขาจะค่อยๆ ทลายกำแพงของเธอลงมา ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลังบังคับ แต่ด้วยการเป็นเบาะรองรับที่นุ่มนวลและแข็งแกร่งที่สุดในวันที่เธอเหนื่อยล้า... ต่อให้เธอจะสร้างกฎเหล็กขึ้นมากีดกันเขาอีกเป็นร้อยข้อ เขาก็จะใช้ 'ความรัก' ในแบบของมาเฟียสีเทาอย่างเขา แทรกซึมเข้าไปปกป้องเธอให้ได้!
12:30 น. แคนทีนผู้บริหาร (Executive Canteen)
ช่วงพักเที่ยง โยษิตาเลือกที่จะมาทานอาหารที่แคนทีนโซนผู้บริหารซึ่งค่อนข้างเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่าแคนทีนพนักงานทั่วไป หญิงสาวกำลังนั่งเขี่ยสลัดอกไก่ในจานอย่างเหม่อลอย สมองของเธอกำลังคำนวณตัวเลขดอกเบี้ยมหาโหดที่ถึงกำหนดชำระในสิ้นเดือนนี้
"สลัดจานนั้นมันทำอะไรผิดเหรอครับ คุณถึงได้เอาส้อมแทงมันซะพรุนขนาดนั้น"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นเหนือศีรษะ โยษิตาสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นก็พบชวิณถือถาดอาหารมาหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะของเธอ เขาส่งยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะถือวิสาสะเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วทรุดตัวลงนั่งโดยไม่ได้ขออนุญาต
"บอสวิน... มาทานอาหารที่นี่ด้วยเหรอคะ" โยษิตาปรับสีหน้าให้เป็นปกติ มองซ้ายมองขวาด้วยความระแวง โชคดีที่โต๊ะรอบๆ ไม่มีใครนั่งอยู่ใกล้เลย
"ผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งเหมือนกันนี่ครับ ต้องหิวเป็นธรรมดา" ชวิณตอบสบายๆ เขาวางแก้วน้ำผลไม้ปั่นลงตรงหน้าเธอ "สลัดไม่อยู่ท้องหรอกครับ ดื่มนี่เพิ่มวิตามินหน่อย จะได้มีแรง... 'เถียง' กับผมตอนบ่าย"
โยษิตาขมวดคิ้ว "หยงไม่ได้อยากเถียงกับบอสสักหน่อยค่ะ ถ้าบอสไม่เริ่มก่อน... แล้วนี่... บอสไม่มีนัดทานข้าวกับลูกค้าระดับบิ๊กๆ เหรอคะ วันนี้ถึงได้ลงมาแคนทีนได้"
"บังเอิญว่าลูกค้าที่สำคัญที่สุดของผม นั่งหน้ามุ่ยเขี่ยสลัดอยู่ตรงนี้ ผมก็เลยต้องมาเทกแคร์น่ะสิครับ" เขายิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาหลังกรอบแว่นฉายประกายเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
"หยงไม่ใช่ลูกค้าค่ะ หยงเป็นลูกน้อง... และเราก็มีกฎข้อที่สี่รัดคออยู่ บอสกรุณารักษาระยะห่างด้วยค่ะ" เธอหยิบยกกฎเหล็กขึ้นมาอ้างเป็นเกราะกำบังอีกครั้ง
แต่แทนที่ชวิณจะรุกเร้าหรือกวนประสาทเหมือนทุกที เขากลับทำเพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ รอยยิ้มของเขาดูอบอุ่นและลึกซึ้งขึ้นจนโยษิตาแปลกใจ
"ผมรู้ครับว่าคุณเก่ง คุณดูแลตัวเองได้..." ชวิณจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ น้ำเสียงของเขาไม่มีความเย่อหยิ่งเจือปนเลยแม้แต่น้อย "แต่โยษิตาครับ... บางครั้ง การที่เรายอมอนุญาตให้ใครสักคนเข้ามาช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยล้า หรือยอมพิงไหล่ใครสักคนเวลาที่รู้สึกหนักอึ้ง... มันก็ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอหรอกนะครับ"
คำพูดของเขาแทงทะลุเข้าไปในกำแพงหัวใจของโยษิตาอย่างจัง หญิงสาวชะงักงัน รู้สึกเหมือนถูกอ่านใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ลำคอของเธอตีบตันไปชั่วขณะ
ทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดเรื่องนี้? หรือว่าเขารู้เรื่องหนี้สินของเธอ?
ไม่... เป็นไปไม่ได้ เธอปิดบังเรื่องนี้มิดชิดมาก แม้แต่ข้าวฟ่างกับเพชรก็ยังไม่รู้รายละเอียดลึกซึ้งขนาดนั้น เขาคงแค่พูดเปรยๆ เรื่องงานเท่านั้นแหละ
"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะบอส..." โยษิตาหลบสายตา ก้มหน้าตักสลัดเข้าปากเพื่อซ่อนความสั่นไหวในดวงตา "แต่หยงชินกับการพึ่งพาตัวเองมากกว่าค่ะ มัน 'ปลอดภัย' และ 'แน่นอน' ที่สุดแล้ว"
ชวิณมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความสงสาร เขายื่นมือออกไป เลื่อนแก้วน้ำผลไม้ให้เข้าไปใกล้เธออีกนิด
"งั้นก็ดื่มน้ำผลไม้แก้วนี้ให้หมดนะครับ..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่ประธานบริหารอย่างเขาจะทำได้ "ถือซะว่า... เป็นการเริ่มต้นเล็กๆ ในการยอมรับ 'ความหวังดี' จากผม... ในฐานะเจ้านายที่อยากเห็นพนักงานของเขามีความสุข ก็แล้วกันนะครับ"
โยษิตานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปจับแก้วน้ำผลไม้นั้นขึ้นมาดูดผ่านหลอด ความหวานอมเปรี้ยวของผลไม้สดไหลลื่นลงคอ ชุ่มชื่นไปถึงหัวใจที่แห้งแล้งและเหนื่อยล้าของเธอ
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา... เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้มองเห็น 'มาเฟียสายดุ' หรือ 'บอสจอมเผด็จการ' แต่เธอมองเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ที่กำลังพยายามใช้ความอบอุ่นของเขา หลอมละลายโลกอันแสนเย็นเยียบและหนักอึ้งของเธออย่างแท้จริง
และบางที... กฎข้อที่สี่เรื่อง 'ห้ามผูกพัน' ที่เธอตั้งขึ้นมาอย่างดิบดี... อาจจะเป็นกฎที่ถูกทำลายลงด้วยความเต็มใจของเธอเอง ในเวลาอีกไม่นานนี้ก็เป็นได้!