เสียงเบสหนักหน่วงจากลำโพงตัวยักษ์ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณรูฟท็อปบาร์สุดหรูบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร แสงไฟนีออนสีม่วงอมน้ำเงินสาดส่องตัดกับความมืดมิดของยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศลึกลับทว่าเย้ายวนใจ คืนนี้ไม่ใช่คืนวันศุกร์ธรรมดา แต่เป็นค่ำคืนของงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของ ‘V-Corp’ บริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์หรูระดับซูเปอร์คาร์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ
พนักงานกว่าร้อยชีวิตในชุดราตรีและสูทหรูหราตามธีมงาน 'Glamorous Night' ต่างพากันดื่มด่ำกับเสียงเพลง แชมเปญราคาแพง และบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายและแสงสีเหล่านั้น บริเวณโซนวีไอพีด้านในสุดกลับมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
โยษิตา อาภากุล หรือ ‘หยง’ หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปี เจ้าของตำแหน่ง Senior Marketing Specialist นั่งกอดอกไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท ชุดเดรสเกาะอกสีแดงเบอร์กันดีเข้ารูปเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน ขับเน้นผิวขาวจัดของเธอให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างประณีต โดยเฉพาะริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสด บ่งบอกถึงความมั่นใจและไม่ยอมคน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอเสมอมา
ทว่าคืนนี้ ดวงตาคู่สวยที่มักจะฉายแววมุ่งมั่นเวลาพรีเซนต์งานกลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
"มึงเบาได้เบาอีหยง แชมเปญแก้วนี้แก้วที่สี่แล้วนะ คืนนี้บริษัทเหมาจ่ายก็จริง แต่มึงไม่ต้องดื่มเอาคุ้มขนาดนั้นก็ได้"
เสียงแหลมๆ ของ ‘เพชร’ เพื่อนหนุ่มใจสาวจากแผนกเซลส์ดังขึ้นขัดจังหวะการยกแก้วคริสตัลขึ้นจิบของโยษิตา เพชรในชุดสูทสีชมพูบานเย็นสะดุดตาตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นเชิงปราม
"ปล่อยมันไปเถอะเพชร วันนี้ยัยหยงโดนเบื้องบนหักหน้ากลางที่ประชุมบอร์ดขนาดนั้น เป็นกูกูก็ซัดเหล้าเพียวแล้ว" ‘ข้าวฟ่าง’ สาวแว่นจากแผนก HR เพื่อนสนิทอีกคนของหยงเอ่ยสมทบพลางถอนหายใจ "แคมเปญเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่มึงอดหลับอดนอนทำมาเป็นเดือนๆ โดนสั่งรื้อโครงสร้างงบประมาณใหม่หมดเลยนี่นา... น่าเห็นใจจริงๆ"
คำพูดของข้าวฟ่างเหมือนไปสะกิดแผลในใจของโยษิตาเข้าอย่างจัง มือเรียววางแก้วแชมเปญลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าแรงกว่าปกติจนเกิดเสียงดังกริ๊ก
"จะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไงล่ะฟ่าง" โยษิตาพรูลมหายใจยาว พยายามระงับอารมณ์ "โปรเจกต์นั้นหยงคำนวณ ROI (Return on Investment) มาอย่างดี ทาร์เก็ตกรุ๊ปชัดเจน อินฟลูเอนเซอร์ที่จะดึงมาก็ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์สุดๆ แต่จู่ๆ ‘บอสคนใหม่’ ที่เพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ตีกลับแผนงานทั้งหมด เพียงเพราะบอกว่าใช้งบการตลาด ‘ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น’ และขาดความดุดัน... ดุดันบ้าบออะไร รถสปอร์ตหรูราคาสิบล้าน จะให้ทำการตลาดแบบตะโกนขายของหรือไง ตรรกะพังพินาศที่สุด!"
โยษิตาบ่นเหยียดยาวด้วยความอัดอั้น เธอเป็นคนทำงานที่ใช้เหตุผลและข้อมูลเป็นหลัก การถูกปฏิเสธงานโดยไม่มีข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผลจากผู้บริหารที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งอย่าง ‘ชวิณ ภูธนานนท์’ หรือบอสวิน เป็นสิ่งที่คนมีความมั่นใจและทะนงตัวในผลงานอย่างเธอยอมรับไม่ได้
"เอาน่า มึงก็รู้ว่าบอสวินแกเพิ่งเข้ามารับช่วงต่อจากคุณท่านที่วางมือไป แกคงอยากจะโชว์พาวเวอร์ จัดระเบียบองค์กรใหม่นั่นแหละ" เพชรพยายามไกล่เกลี่ย "แต่อีหยง... มึงยอมรับไหมล่ะ ว่าบอสคนนี้งานดีมาก! หล่อ เนี๊ยบ กริบไปทั้งตัว แถมยังพูดเพราะเว่อร์ ลงท้าย 'ครับ' ทุกคำ กูฟังแล้วใจสั่นไปถึงตาตุ่ม"
"พูดเพราะแต่เชือดนิ่มๆ น่ะสิไม่ว่า" โยษิตาแค่นหัวเราะ "คนแบบนั้นน่ะอันตรายที่สุด ภายนอกทำเป็นสุภาพบุรุษสวมแว่นตาดูเป็นนักธุรกิจแสนดี แต่สายตาที่มองทะลุเลนส์ออกมามันเหมือนพวกเผด็จการที่พร้อมจะควบคุมทุกอย่าง หยงเกลียดนักเชียวพวกบ้าอำนาจที่คิดว่าตัวเองคุมเกมได้ทุกเรื่องน่ะ"
"ชู่ววว... มึงเบาเสียงลงหน่อยอีหยง!" ข้าวฟ่างรีบเอามือปิดปากเพื่อนสนิท ดวงตาเบิกกว้างมองข้ามไหล่โยษิตาไปยังทางเข้าโซนวีไอพี "พูดถึงผี ผีก็มา... บอสวินเดินเข้ามาโน่นแล้ว"
โยษิตาปัดมือข้าวฟ่างออกแล้วหันขวับไปมองตามทิศทางที่เพื่อนบอก
ร่างสูงโปร่งในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บแบบวัดตัวพอดีเป๊ะ ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูทางเข้าโซนวีไอพี ‘วิน’ หรือ ชวิณ ภูธนานนท์ ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีผู้กุมบังเ**ยนทั้งหมดของ V-Corp กำลังเดินก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขาม ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติถูกประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ดูสุภาพทว่าอ่านยาก ดวงตาคมกริบซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นตาสีเงิน ทรงผมถูกเซ็ตปาดไปด้านหลังอย่างเรียบร้อยไม่มีที่ติ
เขาไม่ได้มาคนเดียว ด้านหลังของเขามีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าเรียบตึงไร้อารมณ์เดินตามมาติดๆ ในระยะประชิด นั่นคือ ‘เคน’ มือขวาและบอดี้การ์ดส่วนตัวที่คนในบริษัทต่างลือกันว่า ไม่ได้มีหน้าที่แค่ถือแฟ้มเอกสาร แต่ทำหน้าที่จัดการ ‘ปัญหา’ ทุกอย่างให้บอสวิน ทั้งปัญหาบนดินและใต้ดิน
ทันทีที่ชวิณก้าวเข้ามา บรรยากาศรอบข้างที่เคยเสียงดังโหวกเหวกก็ลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด พนักงานหลายคนรีบยืนขึ้นค้อมศีรษะทักทาย ชวิณพยักหน้ารับและกล่าวทักทายพนักงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวล
"สวัสดีปีใหม่ครับทุกคน ตามสบายเลยนะครับ คืนนี้ถือเป็นการขอบคุณที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งปี"
น้ำเสียงของเขาฟังสบายหู แต่กลับมีอำนาจแฝงอยู่จนทุกคนต้องเผลอทำตามคำสั่ง โยษิตามองภาพนั้นด้วยความหมั่นไส้ลึกๆ เธอเกลียดการใช้อำนาจแบบเงียบๆ แบบนี้ที่สุด ผู้ชายคนนี้ดูสมบูรณ์แบบเกินไปจนน่าระแวง
"เห็นไหม กูบอกแล้วว่าบอสงานดีมาก ออร่าผัวผู้บริหารแผ่กระจาย" เพชรกระซิบกระซาบด้วยดวงตาเป็นประกาย
"ออร่ามาเฟียสวมสูทมากกว่าล่ะสิไม่ว่า" โยษิตาพึมพำกับตัวเอง เธอหยิบแก้วแชมเปญแก้วที่ห้าขึ้นมากระดกจนหมดรวดเดียว ความร้อนผ่าวของแอลกอฮอล์ไหลลามลงไปในคอผสมกับความคุกรุ่นในใจ "หยงขอออกไปสูดอากาศข้างนอกตรงระเบียงหน่อยนะ นั่งตรงนี้แล้วรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก"
"เดี๋ยวก่อนอีหยง มึงเมาแล้วนะ เดินไหวไหมเนี่ย" ข้าวฟ่างร้องทักด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นเพื่อนลุกขึ้นยืนแล้วเซเล็กน้อย
"ไม่ได้เมา แค่ตึงๆ หยงดูแลตัวเองได้น่า พวกแกนั่งเหล่ผู้ชายแผนกอื่นไปเถอะ" โยษิตาโบกมือปฏิเสธ คว้ากระเป๋าคลัตช์ใบจิ๋วแล้วเดินเลี่ยงฝ่าฝูงชนออกไปยังระเบียงด้านนอกของรูฟท็อปบาร์
ลมหนาวในคืนปลายเดือนธันวาคมพัดมาปะทะใบหน้า ช่วยพัดพาความร้อนรุ่มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ให้ทุเลาลงได้บ้าง โยษิตาเดินไปเกาะราวระเบียงกระจก ทอดสายตามองแสงไฟจากตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครเบื้องล่าง มุมนี้เป็นมุมอับสายตาที่ค่อนข้างเงียบสงบ ไร้เสียงบีตหนักๆ ของดนตรี มีเพียงเสียงลมและเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ลอยแว่วมา
เธอหลับตาลง พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติและตรรกะของตัวเองกลับมา พรุ่งนี้เป็นวันหยุดปีใหม่ เธอควรจะปล่อยวางเรื่องงานแล้วสนุกให้เต็มที่ แต่ภาพตัวเลขงบประมาณที่ถูกขีดคร่อมด้วยปากกาสีแดงพร้อมลายเซ็นของชวิณยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
‘งบประมาณส่วนนี้ไม่สะท้อนถึงผลกำไรที่จับต้องได้ รบกวนคุณโยษิตาปรับแก้ด้วยครับ’
เสียงทุ้มๆ ที่เอ่ยในห้องประชุมเมื่อตอนบ่ายยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท โยษิตากัดริมฝีปากแน่น
"บริหารงานแบบพวกเถ้าแก่ยุคเก่า คิดแต่เรื่องกำไรขาดทุนจนมองข้ามแบรนดิ้งไปหมด ชิ... เก่งมาจากไหนกันเชียว" เธอพึมพำบ่นกับสายลมเบาๆ
"ผมก็ไม่ได้เก่งมาจากไหนหรอกครับ... แค่พอจะมองเห็นว่าการลงทุนไหนคุ้มค่า และการลงทุนไหนสูญเปล่า"
น้ำเสียงทุ้มเรียบ ทว่าทรงพลังและคุ้นหูจนน่าขนลุก ดังขึ้นจากด้านหลัง โยษิตาสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ เธอหันขวับกลับไปมองทันที
ในเงามืดครึ่งหนึ่งของแสงไฟที่สาดส่องมาไม่ถึง ชวิณ ภูธนานนท์ ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็กซ์ด้วยท่วงท่าสบายๆ แต่กลับดูคุกคามอยู่ในที เขาไม่ได้พาเคนมาด้วย ชายหนุ่มขยับก้าวเดินเข้ามาใกล้เธอช้าๆ แสงสว่างจางๆ กระทบเลนส์แว่นตาของเขาจนเกิดประกายวาบ
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพง กลิ่นเปลือกไม้หอม (Sandalwood) ผสมกับกลิ่นใบยาสูบจางๆ ลอยมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ดุดัน ลึกลับ และมีความเป็นผู้นำสูงมาก จนโยษิตาเผลอกลั้นหายใจ
"บอส..." โยษิตาเรียกสรรพนามนั้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น แม้จะตกใจที่ถูกจับได้ว่าแอบนินทาเจ้านาย แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครถ้าเธอคิดว่าตัวเองไม่ผิด หญิงสาวจึงเชิดหน้าขึ้น สบตากับคนตรงหน้าอย่างท้าทาย
"หลบมาสูดอากาศข้างนอกคนเดียวเหรอครับ คุณโยษิตา" ชวิณเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสุภาพตามแบบฉบับของเขา เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เธอ ห่างไปเพียงไม่ถึงคืบ ร่างสูงใหญ่ของเขาบังลมหนาวและบังแสงไฟจนมิด สร้างความรู้สึกเหมือนเธอกำลังถูกต้อนให้จนมุม
"ค่ะ ข้างในคนเยอะและอึดอัด... หยงไม่ค่อยชอบ" เธอตอบเสียงเรียบ พยายามเน้นคำว่าอึดอัดให้เขารู้สึกตัว
ชวิณแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเยือกเย็น "อึดอัดเพราะคนเยอะ... หรืออึดอัดเพราะเจอ ‘พวกบ้าอำนาจที่คิดว่าตัวเองคุมเกมได้ทุกเรื่อง’ กันแน่ครับ?"
โยษิตาตาโตเบิกกว้างเล็กน้อย เขาได้ยิน!
แต่แทนที่จะหน้าเสียและกล่าวขอโทษเหมือนพนักงานคนอื่น หยงกลับกระตุกยิ้มมุมปาก ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่สูบฉีดอยู่ในเส้นเลือดทำให้ความกล้าของเธอเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เธอหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบอสหนุ่มตรงๆ
"ถ้าบอสได้ยินที่หยงคุยกับเพื่อน ก็แปลว่าบอสน่าจะทราบเหตุผลที่หยงหงุดหงิดนะคะ" โยษิตาเชิดคางขึ้น ดวงตากลมโตสบประสานกับดวงตาคมกริบหลังเลนส์แว่นอย่างไม่มีหลบ "หยงขออนุญาตพูดตรงๆ ในฐานะพนักงานที่คลุกคลีกับโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ต้น แผนการตลาดที่หยงเสนอไป มันถูกคิดวิเคราะห์มาอย่างรอบคอบแล้ว การที่บอสตัดงบส่วนของการสร้าง Brand Awareness เพียงเพราะมองว่ามัน 'สูญเปล่า' หยงคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่... แคบไปหน่อยค่ะ"
ความเงียบโรยตัวลงระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงลมหายใจของโยษิตาที่หอบถี่ขึ้นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น เธอรู้ตัวว่ากำลังล้ำเส้น แต่ตรรกะและเหตุผลของเธอมันสั่งให้เธอต้องสู้
ชวิณนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นจ้องมองหญิงสาวตรงหน้านานกว่าปกติ เขาชินกับผู้คนที่มักจะพยักหน้ารับคำสั่งและหลบสายตาเขาด้วยความยำเกรง ทั้งในฐานะซีอีโอของบริษัท และในฐานะ ‘นายใหญ่’ ของธุรกิจสีเทาที่ครอบครัวเขากุมบังเ**ยนอยู่เบื้องหลัง ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำ หรือกล้าวิจารณ์การตัดสินใจของเขาซึ่งๆ หน้า... โดยเฉพาะผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่สวมเดรสสีแดงรัดรูป และกำลังเชิดหน้าใส่เขาอย่างเอาเรื่องคนนี้
น่าสนใจ... เป็นคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของชวิณ
"แคบไปหน่อยเหรอครับ?" ชวิณทวนคำพูดของเธอช้าๆ น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความอันตราย "คุณโยษิตาครับ... ธุรกิจของผมไม่ได้ขายภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว เราขายเครื่องยนต์สมรรถนะสูง เราขายความน่าเชื่อถือ รถซูเปอร์คาร์คันละยี่สิบล้าน ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพราะเห็นเน็ตไอดอลถ่ายรูปลงอินสตาแกรมหรอกนะครับ พวกเขาซื้อเพราะ 'อำนาจ' และ 'ความเหนือกว่า' ที่รถคันนั้นมอบให้ต่างหาก"
ชวิณก้าวเข้ามาใกล้เธออีกครึ่งก้าว จนปลายรองเท้าหนังขัดมันของเขาแทบจะชิดกับรองเท้าส้นสูงของเธอ โยษิตาถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณจนแผ่นหลังบางแนบชิดกับราวระเบียงกระจก
"การตลาดของคุณมันอ่อนโยนเกินไปครับ คุณหยง... โลกของธุรกิจที่แท้จริง มันดุดันและไร้ความปรานีมากกว่าที่คุณคิด" เขาเอ่ยพลางยกมือขึ้นข้างหนึ่ง นิ้วชี้เรียวยาวไล้ไปตามขอบราวระเบียงใกล้ๆ กับเอวคอดของเธอ เป็นท่าทางที่ดูเหมือนไม่ได้คุกคาม แต่กลับเป็นการปิดกั้นทางหนีของเธออย่างสมบูรณ์แบบ
โยษิตาใจเต้นแรง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่เธออธิบายไม่ถูก รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากผู้ชายคนนี้มันรุนแรงมาก เขากำลังใช้ความเป็น ‘ผู้นำ’ ข่มเธอให้ยอมแพ้ แต่คนอย่างโยษิตา ไม่เคยมีคำว่ายอมแพ้อยู่ในพจนานุกรม
"บอสอาจจะถนัดการใช้ ‘อำนาจ’ คุมเกมในโลกของบอสนะคะ" โยษิตาเถียงกลับ น้ำเสียงเจือความท้าทาย แววตาของเธอวาวโรจน์ไม่แพ้กัน "แต่ในโลกของการตลาดยุคใหม่ การสร้างอารมณ์ร่วมและความรู้สึกเข้าถึงได้ คือกุญแจสำคัญค่ะ ต่อให้สินค้าจะทรงพลังแค่ไหน ถ้าไม่มีใครพูดถึงในวงกว้าง มันก็เป็นแค่เศษเหล็กราคาแพงที่รอวันตกรุ่น... ถ้าบอสให้โอกาสหยงพรูฟ (Prove) เรื่องนี้ บอสจะได้เห็นว่าสิ่งที่หยงคิด มันไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งต่างหาก"
ชวิณเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยวาดเป็นรอยยิ้มการค้า ค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่แท้จริง... รอยยิ้มของพรานป่าที่เจอเหยื่อที่พยศและท้าทายที่สุด
ดวงตาของเขากวาดมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เชิดรั้น ริมฝีปากสีแดงสดที่เพิ่งจะพ่นคำพูดฉะฉานใส่เขาเมื่อครู่ และดวงตากลมโตที่สบตากับเขาอย่างไม่มีความเกรงกลัว
"เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจดีครับ" ชวิณเอ่ยเสียงพร่าลงเล็กน้อย มือที่เคยวางอยู่บนราวระเบียงขยับเข้ามาใกล้จนปลายนิ้วเฉียดกับเอวบางของหญิงสาว "คุณมั่นใจในตัวเองมาก... ผมชอบนะ คนที่กล้ายืนยันความคิดของตัวเองด้วยเหตุผล"
โยษิตารู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้วของเขาที่เฉียดผ่านชุดเดรสของเธอ ร่างกายของเธอเกร็งขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดเรื่องงาน กลายเป็นความอึดอัดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
"หยงมั่นใจในงานของหยงเสมอค่ะ" เธอตอบพยายามคุมเสียงให้ปกติที่สุด แม้จะรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันน้อยเกินไปแล้ว
"ถ้าอย่างนั้น..." ชวิณโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนโยษิตาได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากลมหายใจของเขา ผสมกับกลิ่นไม้หอมประจำตัว ลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ที่ข้างแก้มของเธอ "หลังจบงานคืนนี้... ช่วยอธิบาย 'กลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง' ของคุณให้ผมฟังแบบส่วนตัวหน่อยได้ไหมครับ คุณหยง?"
คำชวนนั้นฟังดูเรียบง่าย สุภาพ และลงท้ายด้วย 'ครับ' อย่างที่เขาชอบใช้ แต่น้ำเสียง สายตา และภาษากายของชวิณบ่งบอกชัดเจนว่า มันไม่ใช่การชวนคุยเรื่องงานธรรมดาอย่างแน่นอน
มันคือคำท้าทาย... และเป็นจุดเริ่มต้นของกฎข้อใหม่ที่เจ้านายสายดุคนนี้เตรียมจะยัดเยียดให้เธอ
ในคืนที่แอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะพร่ามัว และความหมั่นไส้กลายเป็นแรงผลักดัน โยษิตาไม่รู้เลยว่า การรับคำท้าและต่อปากต่อคำกับผู้ชายที่คุมเกมเก่งที่สุดอย่าง ชวิณ ภูธนานนท์ ในคืนนี้... จะนำพาชีวิตการทำงานที่แสนเพอร์เฟกต์ของเธอ ให้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิรักที่เร่าร้อน อันตราย และไม่มีทางหันหลังกลับได้อีกเลยตลอดกาล.