หนึ่งเดือนต่อมา
ความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ดเวิร์ดกับเอลิเซียเริ่มพัฒนาอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทั้งคู่เปิดใจให้กันมากขึ้นในทุกวัน จนเพื่อน ๆ ในห้องเรียนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง หลายคนเอาใจช่วย บ้างก็แอบอิจฉาเธอที่สามารถชนะใจหนุ่มหล่อประจำโรงเรียนได้สำเร็จ และแน่นอนว่า ก็มีบางคนโดยเฉพาะสาว ๆ ที่เริ่มหมั่นไส้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน ทั้งสองนั่งคุยกันตามปกติ
“เราไปเที่ยวด้วยกันดีไหม อลิส? ฉันรู้สึกว่าเรายังไม่เคยใช้เวลาแบบนั้นด้วยกันเลย” เอ็ดเวิร์ดชวนขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
“ทะเลสาบดีไหม?” เขาเสนออีกทันที เอลิเซียชะงัก เธอส่ายหน้าอย่างรีบร้อน
“ไม่ได้ เทรย์...ที่นั่นอันตรายเกินไป เราอาจจะเจอพวกของไทเลอร์ ฉันไม่อยากเสี่ยง”
“พวกมันอยู่แถวนั้นเหรอ?” เขาถามย้ำ
“ใช่ และมันอันตรายเกินไป นายยังเป็นแค่มนุษย์ ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันหรอก…ฉันเองก็ไม่ใช่”
เอ็ดเวิร์ดยืนนิ่ง รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายเมื่อสบตากับเอลิเซีย เขาพยักหน้ารับคำเตือนของเธออย่างเข้าใจ แม้ในใจจะยังคงเต็มไปด้วยแรงผลักดันและความเจ็บปวดที่ยังไม่จาง เขารู้ว่าเธอพูดเพราะความเป็นห่วง และเขาเองก็ไม่อยากให้เธอเจ็บปวดเพราะเขาเช่นกัน
“เป็นห่วงผมขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาถามพลางแสร้งยิ้มให้ดูสบายใจ ทั้งที่ในอกยังปั่นป่วนไม่หยุด เอลิเซียสบตาเขานิ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวจาง ๆ
“ห่วงสิ…ฉันอยากให้นายรู้ไว้ ว่าฉันห่วงนายมาก... อย่าเข้าใกล้ไทเลอร์นะ เอ็ดเวิร์ด ได้โปรด เชื่อฉัน…” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา แต่จริงจัง มันสั่นเล็กน้อยเหมือนคนที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เอ็ดเวิร์ดมองเธอเงียบ ๆ ชั่วขณะ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ แล้วพูดด้วยเสียงมั่นคง
“ผมจะไม่ไป ผมสัญญา”
เขามอง ลึกเข้าไปในตาเธอ ดวงตาของเขาเปล่งประกายบางอย่างที่แตกต่างจากเดิม มันเต็มไปด้วยความตั้งใจและความจริงใจ
เอลิเซียพยักหน้ารับคำมั่นนั้น ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจ แล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“แล้ว...นายกับไทเลอร์ มีเรื่องอะไรกัน ทำไมนายถึงอยากเข้าไปหาเรื่องกับมันนัก?”
คำถามนั้นเหมือนกระแทกตรงกลางใจของเอ็ดเวิร์ด เขาเม้มริมฝีปากแน่น สายตาที่เคยมุ่งมั่นแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าลึก รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าค่อย ๆ หายไปอย่างช้า ๆ
“เมื่อแปดปีก่อน…มันบุกเข้ามาที่บ้าน ทำลายทุกอย่างที่ผมรัก พ่อกับแม่ของผม… พวกเขา…”
เขาหยุดพูด เสียงของเขาเครือจนเกือบกลั้นไม่อยู่ ดวงตานั้นรื้นด้วยน้ำใส ๆ
“พวกเขาสลายไปต่อหน้าผม เหลือไว้แค่...ความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ร่างให้ฝัง”
เสียงสุดท้ายนั้นเกือบกลายเป็นเสียงกระซิบที่บาดลึก เอลิเซียเบิกตากว้าง เธอก้าวเข้าไปใกล้ เอื้อมมือแตะแผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบา แล้วลูบเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“ฉันเสียใจนะ…ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นเหมือนกัน แม่ของฉัน... เธอก็ถูกฆ่าโดยปีศาจพวกนั้นต่อหน้าต่อตาฉันเหมือนกัน”
เธอพูดเบา ๆ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกไม่แพ้เขา เอ็ดเวิร์ดที่รู้สึกถึงความอบอุ่นนั้น เขาค่อย ๆ เอนหัวพิงแขนของเธออย่างเงียบงัน ราวกับอยากพักใจจากความหนักอึ้งที่แบกมานาน
“เอาใหญ่แล้วนะ นายเอนซบฉันเฉยเลย” เอลิเซียพูดกลั้วหัวเราะ เสียงขรึมแต่ไม่จริงจังนัก เอ็ดเวิร์ดยกยิ้มเล็กน้อย แม้ตายังแดงอยู่บ้าง
“ผมต้องการกำลังใจนี่ครับ ผมเศร้าอยู่นะ…” เขาทำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กเล็กที่เพิ่งถูกฝันร้ายปลุกขึ้นมา เอลิเซียยิ้มบาง ๆ แต่แล้วก็นิ่งไป สีหน้ากลับจริงจังขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนจะถามออกมาอย่างระมัดระวัง
“เมื่อไหร่นายจะ…เปลี่ยนไปเหมือนพวกนั้น?” เธอพูดพลางหลบสายตาเล็กน้อย เสียงของเธอสั่นระเรื่อ
“ฉันไม่อยากให้นายลงเอยแบบแม่ของฉัน…ฉันกลัวว่าวันหนึ่งจะต้องเห็นนายแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ฉันหยุดไม่ได้”
เอ็ดเวิร์ดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างเจ็บปวด
“เอลิเซีย…ผมขอโทษที่ทำให้เธอต้องนึกถึงเรื่องนั้นอีก” เขาพูดด้วยเสียงนุ่ม เศร้า และอ่อนโยนอย่างแท้จริง
เอลิเซียส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็นไร…ฉันแค่ไม่อยากเสียใครไปอีก ไม่ใช่แบบนั้นอีก…” เธอหลุบตาลง เหมือนพยายามกลั้นความรู้สึกที่ไหลทะลักอยู่ในใจ
เอ็ดเวิร์ดไม่พูดอะไรอีก เขาแค่ดึงเธอเข้ามากอดแน่น เป็นฝ่ายปลอบใจเธอบ้าง ราวกับจะใช้ความอบอุ่นของตัวเองขับไล่ความเจ็บปวดทั้งหมดออกไป
“ตัวนายอุ่นจัง…” เธอพูดพึมพำในอ้อมอกเขา
“ตัวเธอก็อุ่นนะ…อยากกอดแบบนี้นาน ๆ จัง” เขากระซิบ ไม่ยอมคลายอ้อมแขน
แต่ก่อนที่ช่วงเวลาเงียบสงบจะยืดยาวไปกว่านั้น
“อะแฮ่ม…นายน้อยครับ เข้าเรียนได้แล้วมั้งครับ?” เสียงของเฮนรี่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว เอลิเซียรีบผละตัวออกจากอ้อมกอดอย่างลนลาน เอ็ดเวิร์ดเองก็ยืดตัวหลังตรงอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ต้องเก็บอาการขนาดนั้นหรอกครับ ผมเห็นหมดแล้ว” เฮนรี่พูดยิ้ม ๆ เหมือนพี่ชายแกล้งน้อง
เอ็ดเวิร์ดทำหน้าเหมือนจะหายใจไม่ทัน ส่วนเอลิเซียหน้าขึ้นสีแดงเรื่อ
“ฉันขึ้นเรียนก่อนนะ นายตามมาล่ะ เดี๋ยวเข้าช้า” เธอรีบพูดแล้วหมุนตัวเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
เอ็ดเวิร์ดมองตามหลังเธอไป พลางยิ้มบาง ๆ ความเจ็บปวดในใจยังไม่จาง แต่ตอนนี้เขามีใครบางคนให้ยึดเหนี่ยว และนั่น...ก็เพียงพอแล้วในเวลานี้
ระหว่างทางที่กำลังจะขึ้นอาคารเรียน เอลิเซียกำลังหมุนตัวเลี้ยวผ่านมุมตึก แต่แล้ว
ปึ๊ก!
เธอเดินชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนเต็มแรง ความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้นทำให้เธอสะดุ้งเฮือก กลิ่นกายของเขา...ประหลาด เย็นเยียบและมีกลิ่นเหล็กจาง ๆ ปะปนอย่างไม่อาจอธิบายได้ เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ใจเต้นโครมคราม
“เป็นอะไรไหม สาวน้อย...” เสียงทุ้มลึกของชายตรงหน้าเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลเกินจริง ดวงตาคมสีเทาเงินจับจ้องมาที่เธอโดยไม่กระพริบ
เอลิเซียถอยหลังอย่างตกใจ ขาเธอเกือบจะล้มลงกับพื้น แต่ชายคนนั้นยื่นมือมาประคองแผ่นหลังของเธอไว้
“เอ่อ...ขอบคุณค่ะ” เธอรีบผละตัวออกจากอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเย็นจัดยังคงติดอยู่บนแผ่นหลัง ราวกับมีเงาน้ำแข็งเกาะอยู่
“เธอกลัวฉันเหรอ?” ไทเลอร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขายังคงไม่ละจากใบหน้าเธอ มันเย็นชาแต่ลึกเกินกว่าจะวัดได้ ราวกับกำลังแทะเล็มบางสิ่งอยู่ในใจ
“ไม่ค่ะ หนูขอตัวไปเรียนก่อน” เธอหลบตาอย่างระแวง ใจเต้นแรงจนหูอื้อ และรีบก้าวเท้าหนีจากเขาโดยไม่หันกลับมามอง ไทเลอร์ยืนนิ่ง มองตามแผ่นหลังเล็กนั้นหายลับไป ดวงตาเขาเริ่มเปล่งแสงสีแดงแวววาวเจือเรืองแสงจาง ๆ
“กลิ่นของเธอ...บริสุทธิ์และน่าลิ้มลองนัก…”
เสียงพึมพำนั้นมีเพียงลมเท่านั้นที่ได้ยิน แต่ความตั้งใจในคำพูดนั้นชัดเจนในหัวของเขา เขาไม่ได้มาที่นี่เพราะบังเอิญ แต่เพราะเขามีเป้าหมายใหม่ใน โรงเรียนแห่งนี้...จะกลายเป็น แหล่งล่าเหยื่อ เมื่อคืน เขาเพิ่งฆ่าเจ้าของโรงเรียนเก่าอย่างเลือดเย็น และในวันนี้ เขาก้าวเข้ามาในฐานะ "ผู้บริหารคนใหม่" ที่ไม่มีใครล่วงรู้เบื้องหลัง
ณ คฤหาสน์ฮอลเลอร์ – ห้องประชุมลับใต้ดิน
ไฟในห้องสลัวลง เหลือเพียงแสงจากโคมแก้วเก่าแก่กลางโต๊ะยาวไม้โอ๊ค อังเคิลอัลเฟรดนั่งอยู่หัวโต๊ะ มือกุมไม้เท้าคู่ใจ ข้างกายมีคุณพ่อฮิลล์ ผู้ดูแลประจำโบสถ์เก่าแก่ รอบโต๊ะยังมีอีธาน เฮนรี่ และโลนวูฟชายหนุ่มร่างสูงผู้มีแววตาเหมือนสัตว์ป่า
“มันกำลังหาแหล่งอาหารใหม่ และก็คือ...เด็ก ๆ ในโรงเรียนนี้” อัลเฟรดพูดขึ้น ดวงตาเปล่งแสงเหมือนคบเพลิงที่ถูกจุดกลางพายุ
“ผมห่วงน้องครับลุงฮิลล์” โลนวูฟพูดพลางกำหมัดแน่น เสียงเขาเต็มไปด้วยแรงอารมณ์
“เราจะทำยังไงดี?” อัลเฟรดถามอย่างเคร่งเครียด มองไปรอบวง
“เราต้องสังหารมัน” โลนวูฟกล่าวเสียงแข็ง
“ถ้ามันฆ่าง่ายแบบนั้นก็ดีไปสิ มันไหวตัวเร็วจะตาย ยังไม่รวมถึงพวกบริวารของมัน” อีธานแย้งทันควัน
“วันนี้มันเดินชนคุณอลิส แต่นายน้อยยังไม่รู้” เฮนรี่เสริมเสียงขรึม “แต่มันปล่อยเธอไป...เหมือนกำลังรอจังหวะที่เหมาะสมกว่า”
“มันอยู่ใกล้พวกเรามากเกินไปแล้ว” ฮิลล์พูดเสียงเคร่ง
“เด็ก ๆ ยังเป็นมนุษย์ ผมยังไม่อยากให้เอ็ดเวิร์ดกลายเป็นเหมือนผม...เขายังเด็กเกินไปที่จะรู้จักความสูญเสียอีกครั้ง” อัลเฟรดหรี่ตา
“ตอนนี้เขาฝึกควบคุมพลังได้แม่นยำแค่ไหน?”
“ดีขึ้นมากครับ เขาฝึกทุกวัน ผมคอยดูแลใกล้ชิด” เฮนรี่ตอบทันที
“งั้นให้พวกเด็ก ๆ พกของป้องกันติดตัว อย่างน้อยจะช่วยถ่วงเวลาได้หากต้องเผชิญหน้ากะทันหัน” ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เฮนรี่ กลับไปดูแลนายน้อย พาคนของเราแฝงตัวเข้าไปคุ้มกันหนูอลิสด้วย แต่อย่าทำให้พวกเขารู้ตัว อย่าให้พวกเด็ก ๆ หวาดกลัวจนขาดสมาธิ”
“ครับ นายท่าน” เฮนรี่รับคำ จากนั้นร่างของเขาก็เปล่งแสงเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอีกาดำ และหายวับไปกับสายลมที่พัดลอดช่องไม้ของห้องใต้ดิน