หลายวันต่อมา ภายในรั้วโรงเรียนแห่งนี้เริ่มเกิดสิ่งผิดปกติที่แทบไม่มีใครทันสังเกต นักเรียนบางคนจากหลากหลายชั้นเรียนเริ่มหายตัวไปทีละคน ราวกับถูกกลืนหายไปจากโลก ไม่มีร่องรอย ไม่มีกระทั่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชั้นของเด็กเหล่านั้นต่างคิดว่าอาจจะลาป่วย หรือมีธุระกับครอบครัว ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน
…
เย็นวันหนึ่ง เด็กสาวมัธยมต้นผู้หนึ่งเดินมาตามทางเดินอันเงียบสงบของตึกผู้บริหาร ก่อนจะหยุดยืนอยู่หน้าห้องทำงานของเจ้าของโรงเรียนไทเลอร์ ประตูไม้หนาหรูหราตั้งตระหง่านเหมือนกำแพงกั้นระหว่างโลกของความจริงกับความลับดำมืดเบื้องหลัง เธอสูดลมหายใจลึกสองครั้ง ก่อนเคาะประตูเบา ๆ ด้วยความลังเล
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
ภายในห้องนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงจากโคมไฟทรงวินเทจบนโต๊ะทำงานที่สาดแสงส้มอ่อนราวกับเปลวไฟในเตาผิง ไทเลอร์นั่งอยู่ในเงามืดหลังโต๊ะหนังสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีแดงจางของเขาจับจ้องมาที่ประตู ดั่งสัตว์นักล่าที่รอเหยื่อเดินเข้ามาในถ้ำของมัน เขายิ้มมุมปาก น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นในความเงียบ
“เข้ามาได้” เสียงประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า เด็กสาวยกมือไหว้ด้วยความสุภาพและเดินเข้ามาอย่างไร้เดียงสา
“ขออนุญาตค่ะ หนูมีเรื่องอยากปรึกษา…” เธอไม่ทันสังเกตว่าอากาศภายในห้องเริ่มเย็นลงผิดธรรมชาติ กลิ่นอับของไม้เก่าผสมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกลีบกุหลาบแห้งเหมือนกำลังกลบกลิ่นคาวเลือดที่แทรกอยู่ภายใต้พื้นห้อง ไทเลอร์จ้องมองเธอด้วยแววตาที่ไม่ใช่ของมนุษย์อีกต่อไป
“นั่งลงก่อนสิ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพผิดจากรูปลักษณ์
“คือ… หนูจะมาขอเรื่องทุนการศึกษาค่ะ”
“ทุนการศึกษาอย่างนั้นหรือ…” ไทเลอร์ขยับตัวเล็กน้อย มือวางแนบไปกับโต๊ะราวกับพยายามฝืนสัญชาตญาณของตน
“บังเอิญเลย ฉันกำลังพิจารณาเพิ่มรายชื่อสำหรับปีนี้อยู่พอดี เธอชื่ออะไรล่ะ”
“ชื่อพิมพ์ค่ะ” เธอยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้ง แสงจากโคมไฟทำให้ลำคอของเธอเป็นเงาเด่นชัด รอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังเคลื่อนไหวเบา ๆ ใต้ผิวเนียน ไทเลอร์กลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือกำแน่นบนโต๊ะ
“คอของเธอสวยจัง…” พิมพ์ขมวดคิ้ว เธอจับต้นคอของตนเองด้วยความประหลาดใจ
“เอ่อ… คอหนูมีอะไรเหรอคะ?”
เด็กสาวมองจ้องไปที่อาจารย์ใหญ่อย่างไทเลอร์ เงามืดหนาทึบเกาะกินทุกมุมห้อง ผ้าม่านสีเลือดหมูถูกดึงปิดแน่น กลิ่นอับของความตายเจือจางในอากาศราวกับเป็นกลิ่นประจำห้อง เงาสะท้อนจากโคมไฟสีนวลสะท้อนบนโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน—บางรอยคล้ายเล็บที่ขูดอย่างบ้าคลั่ง บางรอยลึกจนเหมือนมีบางอย่างดิ้นรนสุดชีวิตอยู่บนนั้น พิมพ์ เด็กสาวผู้ใสซื่อ นั่งตัวตรงอยู่ตรงข้ามกับสัตว์ร้ายที่แฝงกายในคราบมนุษย์ เธอไม่รู้เลยว่าที่นั่งอยู่นั้นคือจุดจบของเธอ
“เลือดที่หวาน… ต้องมาจากความหวาดกลัวก่อนตายเท่านั้น…”
เสียงของไทเลอร์กระซิบเบา ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นจนพิมพ์ขนลุกซู่ เธอหันมองไปรอบห้อง ความรู้สึกอึดอัดจู่โจมราวกับมีมือมองไม่เห็นกำลังบีบคอเธอช้า ๆ
“เอ่อ... คุณพูดว่าอะไรนะคะ?”
แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยถาม หน้าของไทเลอร์ก็เปลี่ยนไปทันที ใบหน้านิ่งสงบแปรเปลี่ยนเป็นสีซีดไร้เลือด เส้นเลือดสีดำปูดขึ้นใต้ผิวหนัง ดวงตาสีแดงฉานสว่างวาบด้วยความหิวกระหาย เขากระโจนข้ามโต๊ะด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ร่างของพิมพ์แทบไม่ทันขยับ
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องในห้อง ทว่ามันขาดห้วงในพริบตา เมื่อไทเลอร์ใช้มือปิดปากเธอแน่น กรงเล็บสีดำของเขากรีดผ่านลำคอของเด็กสาวจนเลือดไหลเป็นทาง เขาจ้องเข้าไปในดวงตาเธอ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตระหนก ความกลัว และคำถามว่า
“อย่าทำอะไรหนูเลย หนูกลัว” เขายิ้มรอยยิ้มบิดเบี้ยวจนไม่หลงเหลือเค้าโครงของความเป็นมนุษย์
“ฉันอยากได้เลือด… ที่เปี่ยมไปด้วยรสชาติของความตื่นตระหนก ความสิ้นหวัง… และเสียงหัวใจแตกสลาย”
แล้วเขาก็กัดลงไปรุนแรง โหดร้าย ฟันแหลมคมฝังลึกเข้าไปในลำคอเล็ก ๆ ของเด็กสาว เสียงกระดูกหักเบา ๆ ดังขึ้นก่อนเลือดจะพุ่งออกมาเปรอะเปื้อนโต๊ะทำงาน พิมพ์ดิ้นพราด แขนขากระตุกอย่างไร้ทิศทาง ดวงตาค่อย ๆ หม่นลง ชีวิตค่อย ๆ หายไป เสียงดูดกลืนเลือดดังลั่นไปทั่วห้อง สะท้อนกับกำแพงหนาทึบเป็นจังหวะน่าขนลุกเหมือนเพลงสวดจากขุมนรก
เมื่อร่างของเด็กสาวแน่นิ่งลง ไทเลอร์ถอนฟันออกจากคอเธออย่างเชื่องช้า เลือดไหลย้อยจากมุมปากของเขา เปื้อนเสื้อสูทราคาแพงจนกลายเป็นลวดลายประหลาด เขามองศพเบื้องหน้าอย่างเย็นชา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำขึ้นมาเช็ดมุมปากด้วยท่าทางสุภาพผิดกับสิ่งที่เพิ่งทำ เขาลุกขึ้น เดินไปที่ผนังด้านหนึ่ง กดช่องลับที่ซ่อนอยู่—พื้นไม้เปิดออก เผยให้เห็นช่องลับที่เต็มไปด้วยกระดูก เสื้อผ้านักเรียน และเศษซากเนื้อเย็นชืด เขาผลักร่างของพิมพ์ลงไปโดยไม่แยแส ก่อนปิดช่องนั้นลงอย่างเรียบเฉย แสงไฟค่อย ๆ ดับลง ทีละดวง ทีละดวง จนเหลือเพียงความมืด… กับเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ก้องสะท้อนอยู่ในห้อง
…
เวลาพักเที่ยง – โรงอาหาร
โรงอาหารของโรงเรียนนยามเที่ยงคึกคักเป็นพิเศษ เสียงช้อนส้อมกระทบถาดอาหาร เสียงพูดคุยหัวเราะของนักเรียนผสานเข้ากับกลิ่นอาหารที่ลอยฟุ้งซุปครีมเห็ดร้อน ๆ สปาเก็ตตี้ไก่ซอสครีม และกลิ่นของกาแฟสดจากมุมขนมปังปิ้ง กลายเป็นภาพที่ดูเผิน ๆ ก็เหมือนโรงเรียนธรรมดาแห่งหนึ่ง
อลิสเดินถือถาดอาหารมาพร้อมกับเอ็ดเวิร์ด ทั้งคู่เดินกลับมายังโต๊ะริมกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นลานกว้างด้านนอก ซึ่งเฮนรี่กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเขาซีดขาวเหมือนกระดาษ แสงแดดที่ส่องลอดผ่านม่านโปร่งบางทำให้เขาดูราวกับจะละลายลงไปในอากาศได้ทุกเมื่อ
“เฮนรี่ นายโอเคไหม?” เอ็ดเวิร์ดถามทันทีที่นั่งลง เขาวางถาดอาหารลงตรงหน้าพร้อมมองเพื่อนด้วยความกังวล
เฮนรี่พยักหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งผากเหมือนคนไข้เพิ่งฟื้นไข้ เขาหายใจลึก พยายามทรงตัวให้ดูปกติที่สุด
“แสงแดดแรงเกินไป… ยาก็พอช่วยได้ แต่ไม่มากพอ เดี๋ยวฉันขอหลบไปพักก่อนนะ ถ้ามีอะไร เรียกฉันได้” น้ำเสียงเขาแผ่วเบาเหมือนลมกระซิบ ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อย ๆ เลือนหายไปจางลงช้า ๆ ราวกับละอองหมอกกระทบแดด จากศีรษะถึงปลายเท้า เหลือเพียงรอยน้ำแข็งเล็ก ๆ ที่เกาะบนขอบถ้วยกาแฟของเขาแทนที่
“เฮ้ย!? เมื่อกี้เฮนรี่นั่งอยู่ตรงนี้จริง ๆ นะ!” บิลลี่ เพื่อนร่วมชั้นอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเห็นภาพนั้นพอดี เขาเบิกตากว้าง รีบขยี้ตาเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
เอ็ดเวิร์ดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนฝืนยิ้ม แสร้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน
“อืม… นายอาจจะตาฝาดก็ได้ ห้องอาหารนี่แสงมันสะท้อนแปลก ๆ น่ะ”
บิลลี่มองเขาอย่างไม่เชื่อเต็มตา
“แต่ฉันเห็นนะ… เห็นจริง ๆ ว่าเขานั่งอยู่…”
“ฉันไม่เห็นใครนะ นอกจากเอ็ดเวิร์ด” เพื่อนอีกคนของบิลลี่ที่เดินมาพร้อมกันพูดขึ้น พร้อมมองรอบโต๊ะด้วยความฉงน
เอ็ดเวิร์ดก้มหน้าลงเล็กน้อย มือกำแน่นราวกับพยายามกดความวิตกไว้ไม่ให้หลุดออกมา
ในขณะที่อลิสกับเอ็ดเวิร์ดกำลังทานอาหารท่ามกลางเสียงฮือฮาของนักเรียนรอบข้าง พวกเขาก็ได้ยินเสียงกระซิบของกลุ่มนักเรียนหญิงปีหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ ๆ ที่เพื่อนสนิทอย่างพิมพ์หายตัวไป
“เธอหายไปจริง ๆ เหรอ?”
“ใช่ ตั้งแต่หลังคาบสอง ยังติดต่อไม่ได้เลย…”
เอ็ดเวิร์ดชะงักช้อนในมือ อลิสวางแก้วนมลงบนถาด แล้วลุกขึ้นทันที เดินตรงไปหากลุ่มเด็กเหล่านั้น
“เพื่อนของเธอหายไปงั้นเหรอ?” อลิสถามตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนพวกเด็กสาวตกใจเล็กน้อย เด็กหญิงคนหนึ่งพยักหน้า น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ
“ค่ะพี่ เห็นบอกว่าจะไปขอทุนเรียน ก่อนเข้าเรียนคาบสอง แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย โทรศัพท์ก็ปิดเครื่องตลอด” อลิสขมวดคิ้วทันที
“แล้วไปขอกับใคร?”
“ที่ห้องเจ้าของโรงเรียนค่ะ” เธอตอบทันที
อลิสหันมามองเอ็ดเวิร์ด แววตาทั้งสองต่างเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด แสงในดวงตาของเอ็ดเวิร์ดแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่น อลิสเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านใน หยิบถุงผ้าขนาดเล็กออกมา แล้วยื่นให้กับเด็กหญิงคนเดิม พร้อมกับอีกสองสามถุงสำหรับเพื่อน ๆ ของเธอ
“พวกเธอเอานี่ไป พกติดตัวไว้ตลอดเวลา” เด็กสาวรับมาด้วยความงุนงง ก่อนจะเปิดดูข้างใน พบว่ามีกระเทียมแห้งและสมุนไพรบางอย่างที่มีกลิ่นฉุน
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น... ไม่ว่าจะได้กลิ่นผิดปกติ หรือรู้สึกเย็นวาบ ให้ขยี้ถุงนี้ให้แรงที่สุด แล้วรีบวิ่งไปหาครู หรือหนีออกจากอาคารทันที เข้าใจไหม?” เด็กสาวบางคนเริ่มหน้าซีด บางคนเบิกตากว้าง
“ไว้ป้องกันแวมไพร์ใช่ไหมพี่?” เด็กหญิงคนหนึ่งถามเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ
อลิสเพียงยิ้มมุมปากเป็นรอยยิ้มที่ไม่ใช่การปลอบ แต่เหมือนคำเตือนเงียบ ๆ ก่อนจะหันหลังกลับมาที่โต๊ะ เอ็ดเวิร์ดลุกตามเธอทันที
“พวกมันเริ่มลงมืออีกแล้ว…”
…
ตอนเย็น – บ้านตระกูลโลนด์แลน
หลังเลิกเรียน ทั้งสามคนเอ็ดเวิร์ด อลิส และเฮนรี่ปมาถึงคฤหาสน์โลนด์แลน บ้านเก่าแก่ของตระกูลสายเลือดแวมไพร์บริสุทธิ์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงล้อมด้วยป่าทึบ เมฆครึ้มปกคลุมท้องฟ้า บรรยากาศเย็นเยียบเหมือนลมหายใจของคนตาย เมื่อพวกเขาเปิดประตูบานใหญ่เข้าไปในห้องโถง เสียงไม้เก่าแก่ลั่นเอี๊ยดดังสะท้อนในความเงียบ ผนังหินและโคมระย้าแก้วเจียระไนสมัยวิกตอเรียนสาดแสงส้มอ่อน ๆ ลงมาจากเพดานสูง เงาของพวกเขายืดยาวไปตามพื้นหินเย็นเฉียบ อังเคิลอัลเฟรดนั่งอยู่ตรงเก้าอี้หนังข้างเตาผิง สวมเสื้อคลุมกำมะหยี่สีหม่น ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นจากความทุกข์ทรมานที่ไม่เคยเลือนหาย เส้นผมสีขาวของเขาถูกหวีเรียบ แม้จะแผ่วเบาแต่สายตายังคมกริบอย่างที่คนเคยล่าเลือดย่อมมี
“ในที่สุด... พวกเจ้าก็มาถึง” เขากล่าวโดยไม่หันมา
เฮนรี่เดินเข้าไปยื่นจดหมายที่มีตราประทับสีเลือดของอีธานให้ อัลเฟรดรับมา พลางอ่านอย่างเงียบงัน ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่อัดแน่นด้วยแค้น:
“ถึงเวลาแล้วจริง ๆ... ถึงเวลาที่เราต้องชำระความเจ็บปวด... ด้วยเลือดของมัน” เอ็ดเวิร์ดนิ่งไปชั่วครู่
“ท่านลุงเคยพบกับไทเลอร์... มาก่อนหรือครับ?” อัลเฟรดหันมา สายตาเขาเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นราวกับอาบน้ำแข็ง ดวงตาสีเทาขุ่นเต็มไปด้วยภาพอดีตที่หลอกหลอน
“เขาไม่ได้เป็นแค่ปีศาจ เขาเป็นอสูรกายที่เคยพรากทุกอย่างไปจากข้า…”
เขาหันไปมองรูปภาพใบหนึ่งเหนือเตาผิงภาพผู้หญิงคนหนึ่งในชุดผ้าไหมสีเงิน มีดวงตาอ่อนโยนเหมือนแสงจันทร์ และรอยยิ้มที่งดงามจนทำให้ห้องทั้งห้องดูสว่างขึ้นได้แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด
“เธอคือไอรีน ภรรยาของข้า...” เสียงของอัลเฟรดสั่นไหว เขาเอื้อมมือแตะกรอบรูปเบา ๆ
“เธอเป็นมนุษย์ แต่ฉลาด กล้าหาญ และมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่าพวกเราเสียอีก” อลิสยืนนิ่ง ริมฝีปากเม้มแน่นมองภาพมารดาของตนเอง
“ในคืนนั้น... ไทเลอร์มาหาข้าในฐานะมิตร เขาเสนอให้รวมพันธมิตร เพื่อต่อต้านพวกนักล่า… ข้าโง่เกินไป เชื่อใจมัน... เชิญมันเข้าบ้าน ข้าเปิดประตูต้อนรับปีศาจด้วยมือของตัวเอง” เสียงของอัลเฟรดหนักขึ้นทุกถ้อยคำ
“ข้าคุยกับมันอยู่เพียงไม่กี่นาทีปีศาจร้ายขอกลับพอกลับขึ้นไปบนห้อง ไอรีนก็หายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นเลือด และเสียงกระซิบสุดท้ายของเธอในสายลม…”
“…ช่วยด้วย…” เขาก้มหน้า กัดฟันจนแน่น
“ร่างของเธอไม่เคยถูกพบอีกเลย บางคนบอกว่ามันดูดเธอจนแห้ง บางคนว่ามันสาปเธอให้เป็นเงาที่ติดอยู่ใต้เท้ามันไปตลอดกาล”
อัลเฟรดเงยหน้ามองเอ็ดเวิร์ด ดวงตาของเขาแดงก่ำ
“ข้าสาบานต่อดวงวิญญาณของเธอ… ข้าจะไม่ให้มันพรากใครไปอีกแม้แต่คนเดียว”
ความเงียบปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง ราวกับบ้านทั้งหลังฟังคำสาบานนั้นไปพร้อมกัน ไฟจากเตาผิงสะท้อนบนมีดเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ มันคือมีดเล่มเดียวกับที่เขาเคยตั้งใจจะใช้ป้องกันตัวเองในคืนนั้น
“เราจะล้างแค้นให้เธอ…รวมถึงพ่อกับแม่ของผม ” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยออกมา
“ถ้าผมต้องสละความเป็นมนุษย์… เพื่อปกป้องทุกคน ผมยอม” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่หนักแน่นจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
อลิสหันมามองเขา แววตาสั่นไหว ริมฝีปากเม้มแน่น แต่เธอก็ไม่อาจห้ามหยดน้ำตาที่เริ่มเอ่อขึ้นมาได้ ดวงตาเธอแดงวาวไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความหวาดหวั่นในสิ่งที่เขากำลังจะสูญเสีย
“แต่นายอาจไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกนะ…” เธอพยายามจะยืดตัวตรง แต่หัวใจกลับหนักอึ้งเหมือนถูกตรึงด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น
เอ็ดเวิร์ดเดินเข้ามาใกล้เธอ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปากของเขา แม้ในดวงตาจะมีแต่ความเศร้า
“ถ้าคุณยังอยู่… ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผมจะรอคุณ”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำสัญญา แต่เป็นพันธะที่ลึกซึ้งกว่าคำสาบานใด ๆ พันธะระหว่างชีวิตกับวิญญาณ อลิสหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา สะอื้นระคนกับรอยยิ้ม
“อย่าหวังว่าฉันจะกลับมาเกิดใหม่สิบรอบนะ…”
เฮนรี่ยืนอยู่ไม่ไกล หัวเราะเบา ๆ พลางวางจดหมายลงบนโต๊ะไม้โอ๊คที่เต็มไปด้วยแผนที่และสมุดบันทึก เขารู้ดีว่าแสงหัวเราะเหล่านี้จะอยู่ได้ไม่นาน เมื่อคืนมืดมิดกำลังคืบคลาน เสียงหัวเราะของทั้งสามคนก้องสะท้อนอยู่ในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ โลนด์แลนก้องไกลไปถึงเพดานสูงและเสาทรงโรมันที่ตั้งตระหง่าน แต่ในหัวใจของเอ็ดเวิร์ด กลับเต็มไปด้วยเงามืดแห่งความลังเล เสียงหัวเราะของตนเองคล้ายกลายเป็นภาพสะท้อนของอดีตที่ไม่มีวันกลับมา เขารู้ดีว่าหนทางข้างหน้าจะเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล และไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า สิ่งที่เขาจะกลายเป็น…จะยังคงเป็น เขา อยู่หรือไม่ เขาหลับตา สูดลมหายใจลึก หยิบมีดเล่มหนึ่งขึ้นจากโต๊ะ รอยยิ้มสุดท้ายก่อนพายุจะมาเยือน
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… ผมจะทำลายมันให้ดับสลาย"