“สวัสดีครับ เคเอ็นเอ็นเดลี่ ออกอากาศทางเฟซบุ๊กไลฟ์และยูทูปไลฟ์ เจอกันวันแรกของเดือนนะครับ”
น้ำเสียงห้าวทุ้มของผู้ประกาศข่าวที่ลอยมา ทำให้หญิงสาวในชุดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขาสั้นโชว์ท่อนขากลมกลึงวิ่งมาหยุดตรงหน้าจอสมาร์ตทีวี มือข้างซ้ายยังชุ่มด้วยน้ำเหลวๆ สีดำซึ่งทำท่าจะหยดลงพื้นเสียให้ได้ แต่เจ้าตัวดูจะไม่สนใจนัก เพราะจดจ่ออยู่กับภาพและเสียงจากทีวี
“วันนี้เราจะพูดถึงวิกฤตการณ์ของปาเมเชีย ประเทศที่เคยเป็นดาวรุ่งแห่งวงการนวัตกรรมใหม่ของเอเชียตะวันตก หลายคนที่ติดตามข่าวคงทราบว่าค่าเงินของปาเมเชียยังคงเฟ้อต่อเนื่องจนถึงหลักพันเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว”
เสียงนั้นสะกดหญิงสาวได้อย่างชะงัด จนคนที่เดินผ่านมาต้องชำเลืองมอง และอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกจังหวะขึ้นมา
“มือเราไปโดนอะไรมาล่ะ ทำไมถึงดำเลอะเทอะอย่างนี้”
“กริมขยำกาบมะพร้าวเผาค่ะ มีออร์เดอร์ขนมเปียกปูนดำจากลูกค้า”
เสียงตอบดังจากคนหน้านวล โดยที่สายตาของเจ้าหล่อนยังคงทอดมองตรงจุดเดิม จนคนที่ทักถามได้แต่บ่นตามหลังก่อนจะเดินผ่านออกไป
“ทำไมไม่ทำเสียให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวน้ำก็หยดลงมา พื้นก็สกปรกหรอก”
หญิงสาวยืนมองอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที กระทั่งภาพบนหน้าจอเปลี่ยนเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงที่มีชื่อเสียงในวงสังคม...อีกทั้งยังเคยได้ยินว่าเธอคนนี้เป็นคู่รักของผู้ประกาศข่าวชายที่รายงานข่าวเมื่อสักครู่ หญิงสาวจึงถอยกลับเข้าไปในครัวที่แบ่งไว้อย่างเป็นสัดส่วนในพื้นที่ที่ไม่กว้างนัก ก่อนจะลงมือทำขนมเปียกปูนดำที่ทำค้างไว้เพื่อให้ทันนัดลูกค้าในเวลาก่อนเที่ยงวัน
สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีตรงซึ่งเป็นเวลานัดหมาย ประตูร้านกาแฟที่ตั้งอยู่กลางซอยก็ถูกเปิดเข้ามา ตามด้วยหญิงสาวสองคนในชุดฟอร์มพนักงานวัยใกล้สามสิบปีเดินเข้ามาในร้าน พลันดวงหน้าของคนที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะด้านในก็แย้มเบิกขึ้นเมื่อเห็นว่าพวกเธอทั้งสองคนกวาดสายตามาหาและมองอย่างเห็นเป้าหมาย
ติรยาลุกขึ้นยืนรอรับผู้หญิงทั้งคู่ แล้วเปิดรอยยิ้มกว้าง
“สวัสดีค่ะ มารับขนมเปียกปูนใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ”
“กริมเตรียมไว้แล้วค่ะ มีขนมเปียกปูนดำยี่สิบชิ้นและขนมเปียกปูนเขียวสามสิบชิ้น”
ถุงพลาสติกใสซึ่งข้างในบรรจุกล่องกระดาษสีขาวสะอาดซ้อนกันสองกล่องถูกเลื่อนไปวางบนโต๊ะใกล้กับลูกค้า ก่อนเธอจะหยิบถุงที่มีกล่องกระดาษใบเล็กกว่าสมทบตามไปให้
“ส่วนถุงนี้เป็นของแถมค่ะ ขนมเปียกปูนดำและเปียกปูนเขียวอย่างละสามชิ้น”
“อุ๊ย! มีของแถมด้วยหรือคะ แม่ค้าน่ารักจังเลย”
“ขนมอร่อยด้วยนะคะ”
ติรยายิ้มรับคำชม ก่อนจะตบท้ายด้วยการประกาศสรรพคุณของขนมฝีมือตัวเอง
“ขอบคุณสำหรับขนมของแถมค่ะ ว่าแต่แม่ค้าชื่อกริม...หมายถึงขนมปลากริมหรือเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ แม่ของกริมชอบทำขนม เลยตั้งลูกสาวชื่อปลากริม กริมชอบนะคะ ชอบกว่าชื่อเปียกปูนด้วย”
แม่ค้าขนมหวานพูดอย่างอารมณ์ดี ซึ่งสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากลูกค้าทั้งสองคน
เมื่อลูกค้าหนึ่งในสองคนนั้นเปิดกระเป๋าแล้วหยิบธนบัตรสีเทายื่นให้ ติรยาจึงรับมา หากสีหน้าส่อแววลังเล
“ไม่มีแบงก์ย่อยหรือคะ ค่าขนมสี่ร้อยบาทค่ะ”
“พี่ไม่มีเลยค่ะ แล้วน้องไม่เตรียมเงินทอนมาด้วยหรือ”
ติรยายิ้มเก้อ ก่อนจะหันไปทางเคาน์เตอร์ของร้าน โชคดีเหลือเกินที่เห็นคนที่เธอต้องการเจออยู่ตรงนั้นพอดี หญิงสาวจึงรีบปรี่ไปหา
“พี่ป้อมขา รบกวนหน่อยค่ะ กริมขอแลกเงินหนึ่งพันบาท กริมต้องทอนให้ลูกค้าหกร้อยบาท แต่กริมเตรียมมาแค่ร้อยเดียว”
เจ้าของร้านกาแฟและขนมเบเกอรี่ซึ่งเป็นสาวประเภทสองถอนสายตาจากเครื่องคิดเงินระบบหน้าจอสัมผัสขึ้นมาปรายตามองแม่ค้าหน้าหวานที่มาใช้พื้นที่ร้านของตนเป็นสถานที่นัดพบลูกค้า เธอรับธนบัตรใบนั้นมา แล้วดึงธนบัตรใบละห้าร้อยบาทหนึ่งใบกับธนบัตรใบละร้อยบาทจำนวนห้าใบยื่นให้
“ขอบคุณมากค่ะ พี่ป้อมน่ารักจังเลย คราวหน้ากริมจะเตรียมมาให้พร้อมกว่านี้”
ติรยารับเงินมาถือไว้อย่างดีใจ พร้อมทั้งเปิดยิ้มกว้างจนเรียวตายิบหยี แล้วเดินกลับไปหาลูกค้าเพื่อนำเงินทอนไปให้ โดยไม่ลืมบอกขอบคุณและขอโทษสำหรับความไม่พร้อมของตัวเอง
หญิงสาวยืนส่งลูกค้าเจ้าของออร์เดอร์ในวันนี้ จนทั้งสองคนเดินผ่านประตูร้านไปแล้ว เธอจึงเดินย้อนไปหาเจ้าของร้านที่ยังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
“กริมเสร็จงานแล้วค่ะ ขอบคุณพี่ป้อมสำหรับโต๊ะที่ยกให้กริมนั่งรอลูกค้า ไว้กริมมีเงินทุนเพิ่มอีกสักนิด กริมจะขอจ่ายค่าเช่าโต๊ะให้พี่ป้อม”
“ไม่ต้องหรอก โต๊ะนั้นฉันกันไว้ให้เพื่อนกับคนรู้จักอยู่แล้ว เธอก็ใช้มันได้เหมือนกัน ไม่ต้องมาจ่ายค่าโต๊ะกับฉัน เก็บเงินของเธอไว้เถอะ เพราะฉันดูโหงวเฮ้งแล้ว หน้าตาอย่างนี้มีแววอยู่ตัวคนเดียว เก็บเงินไว้เลี้ยงตัวเองก็แล้วกัน”
“ทำไมพี่ป้อมพูดอย่างนี้ กริมหน้าตาน่าเกลียดมากหรือ”
คนถูกทำนายว่าต้องไร้คู่อยู่อย่างโดดเดี่ยวทำหน้าเสีย
“ไม่เกี่ยวกับสวยหรือไม่สวยหรอก แต่หล่อนน่ะ มันใสๆ เหมือนเด็กยังไม่โต หน้าตาท่าทางอย่างนี้ใครจะเชื่อว่าจบมหาวิทยาลัยแล้ว บอกว่าเป็นเด็กม.ต้นก็ยังเชื่อได้”
“โหย! ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก อีกอย่างกริมเรียนจบมาเกือบสองปีแล้ว ห่างไกลจากเด็กม.ต้นอย่างที่พี่ป้อมว่าตั้งเยอะ”
“หัดแต่งหน้าให้ดูเป็นสาวไว้บ้าง”
“แต่งทำไม กริมทำขนมอยู่ที่บ้าน พอออกจากบ้าน อย่างมากก็มาส่งขนมให้ลูกค้าที่ร้านพี่ป้อม แถมเวลาซื้อของทำขนมก็ไม่ต้องไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนเมื่อก่อน เพราะกริมใช้บริการสั่งผ่านออนไลน์แล้วให้รถมาส่งของที่บ้าน”
“กะว่าชีวิตนี้หล่อนจะไม่ออกไปไหนและจะไม่พบใครแล้วใช่ไหม งั้นก็ขึ้นคานไปเถอะ”
สีหน้าของคนถูกทักว่าจะไม่มีคู่ยิ่งงอง้ำมากกว่าเดิม กระทั่งพนักงานในร้านถือออร์เดอร์เดินมาหา ติรยาจึงบอกขอตัวกลับ เพราะไม่อยากรบกวนเวลาทำงานของเจ้าของร้าน
“ทำหน้าจ๋อยไปได้ ถึงหล่อนไม่มีใครเข้ามาในชีวิตจริงๆ แต่จำไว้นะ หล่อนยังมีฉันอยู่ตรงนี้อีกคน”
ถ้อยคำของเจ้าของร้านเปลี่ยนสีหน้าของติรยาให้ประดับด้วยรอยยิ้มขึ้นมาจนได้
ประตูรั้วเล็กทางด้านหลังของรอบรั้วกำแพงสูงถูกเปิดแง้มออกแค่พอเดินผ่านเข้าไปได้ ติรยาเข้ามาด้านในด้วยความเคยชิน เที่ยงวันนี้แดดยังคงร้อนจัด หล่อนจึงรีบปิดประตูรั้ว หวังจะเร่งฝีเท้าเข้าบ้านพักที่อยู่ลึกเข้าไปเกือบห้าสิบเมตร
หากก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ล็อกประตู เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้น และเมื่อหันไปมองทางด้านหลัง รถยุโรปคันสีดำมันปราบก็ปะทะสู่สายตา พลันนั้นความชาวูบก็เกิดขึ้นทั้งตัว
“เปิดประตูสิ”
เสียงทุ้มคุ้นหูที่ติรยาได้ฟังผ่านทีวีและสมาร์ตโฟนเกือบทุกเช้าดังขึ้นจากคนที่ชะโงกหน้าออกจากหน้าต่างรถที่ถูกลดกระจกฝั่งคนขับลงมา หากน้ำเสียงต่างจากที่คุ้นเคย เพราะคราวนี้มันติดจะห้าวห้วน ไม่นุ่มทุ้มชวนฝันอย่างที่เธอชอบฟัง
“ยืนเฉยอยู่ทำไม เปิดประตูสิ ฉันจะเข้าบ้าน”
“อ๋อ…ค่ะ ได้ค่ะ”
เมื่อรู้สึกตัว ติรยาก็กระวีกระวาดเลื่อนประตูรั้วให้เปิดออกกว้าง และใช้แรงดันบานประตูได้ยังไม่ทันสุดทาง รถยนต์คันสีดำก็เคลื่อนผ่านเข้ามาข้างใน จนเธอต้องรีบเบี่ยงกายหลบให้พ้นทาง
รถคันนั้นแล่นเข้าไปข้างในแล้ว ติรยารู้ว่าจุดหมายของรถเป็นบ้านสองชั้นหลังกะทัดรัดที่ซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกเป็นทิวแถวเพื่อให้บดบังสายตาคนที่เดินผ่านไปมาในทิศทางฝั่งนี้
“ทำไมเขาเป็นคนอย่างนี้นะ จะรอให้เราเปิดประตูให้เรียบร้อยก่อนก็ไม่ได้ ดีนะที่เมื่อกี้หลบทัน ไม่อย่างนั้นคงโดนล้อรถทับเท้าไปแล้ว”
ผิดหวังชะมัด หลงเฝ้าหน้าจอเกือบทุกเช้า ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนนิสัยไม่ดีไปได้
ติรยาคิดพลางทำปากยู่ขณะออกแรงดึงประตูรั้วให้เคลื่อนมาปิดดังเดิมแล้วล็อกมันเสีย
ร่างงดงามกลมกลึงก้าวบนทางเดินที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนเลียบไปกับกำแพงรั้วเพื่อกลับไปยังบ้านพักคนงานที่เธอมาอาศัยอยู่เกือบห้าปีแล้ว
ติรยาย้ายออกจากหอพักมหาวิทยาลัยแล้วมาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ขึ้นชั้นปีที่สอง หลังจากแม่เสียชีวิตกะทันหันด้วยเส้นเลือดในสมองแตก เธอก็เคว้งและหมดสิ้นกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อ หากยังโชคดีเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาคอยแนะนำแนวทาง อีกทั้งยังอาสาจะช่วยหาทุนการศึกษาให้ แต่ยังไม่ทันได้จัดการอะไร หญิงสาวก็ได้รับการติดต่อจากน้าสาวว่าจะรับดูแลเธอเอง
ติรยาดีใจ มันไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่าต่อจากนี้จะมีผู้อุปการะและส่งเสียให้เรียนจนจบ แต่มันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังเหลือญาติผู้ใหญ่อยู่อีกทั้งคน...ญาติที่เธอไม่ได้พบเจอมากว่าสิบปี
ดวงตาหวานชำเลืองไปทางด้านหน้าของอาณาบริเวณกำแพงรั้วที่ล้อมรอบพื้นที่กว่าสิบไร่กลางเมือง แม้เห็นแค่หลังคาบ้านใหญ่อยู่ไกลๆ แต่เธอก็อุ่นใจว่าน้าสาวอยู่แค่ตรงนี้...
รถคันสีดำจอดนิ่งสนิทอยู่ในโรงจอดรถนานเป็นครู่ ชายหนุ่มร่างสูงถึงเปิดประตูรถก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลาหันไปทางบ้านพักคนงานที่สร้างเป็นเรือนคอนกรีตชั้นเดียวซึ่งอยู่ใกล้กำแพงสูงทางด้านหลัง แล้วเรียวคิ้วเข้มก็นิ่วขมวดมุ่นเมื่อความสงสัยจุดขึ้นมา
“ผู้หญิงคนเมื่อกี้ไม่ใช่เด็กในบ้าน”
ธามพึมพำกับตัวเอง แรกทีเดียวเขาเห็นเพียงด้านหลังของเธอ เสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงยีนไร้รูปทรงที่อยู่บนเรือนร่างกะทัดรัดนั้นทำให้เขาไม่สงสัยว่าเจ้าหล่อนจะเป็นใครอื่นไปได้ นอกจากคนงานที่อยู่ในเขตบ้าน แต่เมื่อเธอหันมา ดวงหน้านวลผุดผ่องกับเครื่องหน้าที่ไม่มีชิ้นใดโดดเด่น หากพอมองรวมกันกลับดึงดูดสายตาชะมัด...มันทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด
“นี่มันหลานสาวคุณพิงก์นี่นา”
เขาจำเธอได้ เมื่อก่อนเขาเห็นผู้หญิงคนนี้แต่งชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสถาบันดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ หล่อนเดินออกจากบ้านเกือบทุกเช้า ซึ่งเป็นเวลาไล่เลี่ยกับเขาที่ขับรถออกไปทำงาน
หลานสาวของคุณพิงก์ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เขารู้จากพี่ชายเพียงว่าเธอเป็นญาติที่คุณพิงก์นำมาอุปการะเพราะพ่อแม่ตายหมดแล้ว เหตุผลเพียงเท่านี้ทำให้ธามสามารถยอมรับเธอที่จะเข้ามาอยู่ร่วมในอาณาเขตบ้านแห่งนี้ได้ แต่เป็นไปแบบต่างคนต่างอยู่
เมื่อมองห่างๆ เขาก็เห็นเธอเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง หน้าใสๆ ไม่เคยมีสีสันแต่งแต้ม มันจึงไม่มีสิ่งใดดึงดูด ดังนั้นไม่ว่าพบเจอกันคราใด เขาจึงมองผ่านเธอเหมือนวัตถุโปร่งใสไปเสียทุกที
หากธามรู้ว่าดวงตาเรียวรีคู่นั้นลอบมองเขาอยู่เสมอ แต่เขาชินแล้วแหละ ปฏิกิริยาที่หลานสาวคุณพิงก์มีต่อเขา มันก็คล้ายกับผู้หญิงอีกหลายคนที่มักลอบมอง บางคนก็ทอดมองตรงๆ สายตาของพวกเธอมักมีทั้งความอยากรู้ ชื่นชม และตื่นเต้น ระคนกัน
ธามไม่ได้หลงตัวเอง เขารู้ตัวดีว่ารูปร่างและหน้าตาของตนค่อนข้างโดดเด่น จึงทำให้ตกอยู่ในสายตาของผู้คนตั้งแต่เล็กจนโต ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจ...เมื่อต้องนับรวมถึงสายตาของผู้หญิงเมื่อกี้ไปด้วย
“เออ! พักหลังๆ ไม่เห็นออกไปเรียนหนังสือแล้วนี่หว่า หรือว่าเธอเปลี่ยนเวลาเรียน เราเลยไม่เจอตอนเช้าๆ เหมือนเมื่อก่อน”
เมื่อนึกไป ความสงสัยในตัวของหญิงสาวก็เพิ่มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดวงตาคมหรี่ลงอย่างครุ่นคิด
เธออยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ววะ...ย้ายมาอยู่ตอนเราเริ่มก่อตั้งสำนักข่าว งั้นตอนนี้ก็ห้าปีแล้วสิ ถ้านานขนาดนี้ก็คงเรียนจบแล้วมั้ง
ธามจมอยู่กับความคิดนานหลายนาที ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับหลานสาวของ ‘คนดูแลพ่อ’
หากพอรู้ตัว ชายหนุ่มก็ไหวไหล่ เขาเกือบหัวเราะให้ความเพี้ยนที่ตัวเองได้ทำลงไป ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านพักส่วนตัว