ตอนที่ 8 : กำลังใจ
“โอเค ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อาจารย์ซื้อของมาให้เธอเยอะแยะเลย”
พูดจบแล้วเขาก็ส่งถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เธอ
“ขอบคุณนะคะอาจารย์”
เด็กสาวยิ้มออกมาครั้งแรก หลังจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้าย ทำให้ภาคินตกตะลึงอยู่ไม่น้อย และคิดในใจว่าอะไรทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนี้สามารถเข้มแข็งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเพิ่งผ่านความอันตรายมา
“อื้อ ยังไม่ถึงบ้านอีกเหรอคะ”
และในระหว่างที่สองหนุ่มสาวกำลังคุยกัน เด็กน้อยที่นอนงีบกลางวันไปนานนับชั่วโมงก็รู้สึกตัวตื่น
“ยังค่ะเจ้าขา พอดีว่าน้าเพิ่งเติมน้ำมันเสร็จ เจ้าขาปวดฉี่ไหม น้าจะได้พาไปเข้าห้องน้ำ”
ภาคินเอ่ยกับหลานสาวด้วยตัวน้อยพร้อมรอยยิ้ม พลางคิดในใจว่าเด็กน้อยช่างไม่รู้อะไรเสียเลยว่าระหว่างที่แกนอนกลางวันอยู่มันเกิดเรื่องขึ้นเยอะแยะมากมายขนาดไหน
แพรวพิชญาที่รู้สึกสบายใจขึ้น เริ่มรักษาตัวเองตามอาการที่เป็นอยู่ เธอเปิดถุงร้านสะดวกซื้อและหยิบดูของที่ภาคินซื้อมาให้ทั้งรอยยิ้ม ในขณะที่ตอนนี้เจ้าตัวได้พาหลานสาวตัวน้อยไปเข้าห้องน้ำอยู่
‘แล้วแบบนี้จะให้หนูตัดใจจากอาจารย์ง่าย ๆ ได้ยังไงล่ะค่ะ’
นี่คือคำตอบที่อยู่ในหัวใจของเธอ เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กสาวอย่างเธอถึงเข้มแข็งขึ้นได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะความรักที่เธอมีต่อเขาและความช่วยเหลือที่ได้รับอย่างทันเวลา ความห่วงใยที่รอบคอบ มันเป็นดั่งภูมิคุ้มกันที่ทำให้เธอยังคงแข็งแรงอยู่ได้แม้เผชิญความเจ็บปวด
ทั้งสามกลับถึงบ้านในเวลา 6 โมงเย็น เพราะรอยแดงที่ลำคอบอบบางของแพรวพิชญามันชัดมากจึงไม่สามารถปกปิดสายตากับความสงสัยของป้าแก้วกับจันทร์เจ้าขาได้ เด็กสาวจึงเล่าให้ทั้งสองคนฟังว่าตัวเองเพิ่งไปประสบพบเจอกับอะไรมา
ทั้งเด็กน้อยหัวดำกับคุณป้าหัวหงอกจึงช่วยกันดูแลทายาให้เธอเป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังเอ่ยชื่นชมความฉลาด กล้าหาญของภาคินอีกด้วย นั่นจึงทำให้แพรวพิชญาได้ยิ้มอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะจันทร์เจ้าขา ป้าแก้วหรือภาคิน ความช่วยเหลือ ความห่วงใยที่ทั้งสามคนมีให้ ล้วนทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นราวกับว่าได้สัมผัสความรักจากคนในครอบครัว
1 สัปดาห์ต่อมา
เพราะดูแลตัวเองอย่างดีและได้รับความห่วงใยจากคนรอบข้าง รอยช้ำที่คอของแพรวพิชญาจึงค่อย ๆ จางหายไป แน่นอนว่าเด็กสาวได้เล่าเรื่องที่มาของบาดแผลของเธอให้เพื่อน ๆ ที่รู้สึกห่วงใยได้ฟัง แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องที่ตนได้ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ที่บ้านของภาคิน ร่วมถึงรายชื่อของผู้ที่ช่วยชีวิตเธอในตอนนั้นก็ยังคงถูกปกปิด
“ป้าแก้วเก่งจัง เป็นได้ทั้งแม่บ้าน แม่ครัว แล้วก็เชฟขนมหวานด้วย หนูนี่น่ะ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างเลยค่ะ กินเป็นอย่างเดียว ฮ่า ๆ”
แพรวพิชญาถามขึ้น ในขณะป้าแก้วนำอุปกรณ์สำหรับทำรูปร่างขนมคุกกี้ออกมาแจกให้ทุกคน
ในวันหยุดสัปดาห์อาทิตย์นี้ภาคินไม่ได้พาหลานสาวไปเที่ยวที่ไหน ทุกคนตกลงกันว่าจะทำกิจกรรมของครอบครัวอย่างการอบขนมคุกกี้ด้วยกัน
“โอ้ ถ้าทำไมเป็นก็ต้องรีบฝึกไว้เลยจ้ะหนูแพรว ฝึกตอนนี้ยังไม่สายไปนะจ๊ะ อีกหน่อยพอหนูเรียนจบมัธยมต่อมหา’ ลัยก็จะมีเวลาทำงานอดิเรกน้อยลงแล้ว”
“น่าสนใจมากเลยค่ะป้า งั้นจากนี้ไปหนูขอฝึกทำอาหารกับป้าแก้วทุกวันเลยได้ไหมคะ จะได้มีเสน่ห์ปลายจวักเอาไว้มัดใจสามีในอนาคต”
ปากพูดกับป้าแก้ว แต่สายตาดันมองไปที่อาจารย์ของเธอซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แน่นอนว่าภาคินรู้ว่าเธอตั้งใจมองมาหาตัวเอง แต่ชายหนุ่มก็ทำทีเป็นไม่ได้ใส่ใจอะไร
เวลา 16.00 น.
แพรวพิชญาขอให้ภาคินช่วยเล่นกับจันทร์เจ้าขาแทนเธอ ส่วนเด็กสาวนั้นก็ได้รักษาคำพูดที่ให้กับป้าแก้วไว้ เธอได้แยกตัวออกมาจากสองน้าหลานเพื่อเรียนทำอาหารโดยเฉพาะ
“วันนี้เราจะทำเมนูอะไรกันบ้างเหรอคะป้าแก้ว”
หนึ่งในความสุขของแพรวพิชญาที่ได้ทำงานที่นี่ก็คือเรื่องอาหารการกิน นอกจากจะเป็นผู้ใหญ่ใจดีแล้ว ป้าแก้วนั้นก็มีฝีมือการทำอาหารที่ดีสู้เชฟของที่บ้านเธอได้เลย
“วันนี้ป้าจะทำของโปรดของคุณคินทั้งหมดเลยค่ะ มีสายบัวต้มกะทิ แกงส้มชะอมกุ้ง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ต้มจืดปลาหมึกยัดไส้ ส่วนของหวานแล้วก็ผลไม้ทานเล่นวันนี้คือเงาะลอยแก้ว”
แพรวพิชญาตื่นเต้นกับชื่อเมนูและเหล่าบรรดาวัตถุดิบที่ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะจนร้องว้าวออกมา ก่อนที่ป้าแก้วจะเริ่มสอนเธอ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบอย่างตั้งใจ ระหว่างชช่วยกันทำอาหารก้ได้ทำความรู้จักและพูดคุยกันมากขึ้น
ป้าแก้วเล่าว่านางเริ่มทำงานที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่ตอนที่ภาคินพาจันทร์เจ้าขามายู่ด้วย ส่วนเหตุผลที่เลือกทำงานที่นี่ก็เพราะว่าอยู่ไม่ไกลบ้าน แม้จะต้องนอนค้างคืนเธอก็ยังแวะกลับบ้านในวันหยุดได้ ส่วนเหตุผลที่ทำให้อยู่ต่อแถมยังควบสองหน้าที่ทั้งงานแม่บ้านและแม่ครัวก็เป็นเพราะว่ามีความสุขที่ได้อยู่บ้านหลังนี้
ภาคินเป็นเจ้านายที่ใจกว้าง แม้จะดูเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยยิ้มแย้ม แต่ก็ไม่ใช่คนเย็นชา จันทร์เจ้าขาก็เป็นเด็กน่ารัก อยู่ด้วยแล้วทำให้ท่านรู้สึกเหมือนได้เห็นลูกสาวตัวเองในวัยเด็ก นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หญิงวัย 50 ปีคนนี้ยังคงเลือกทำงานที่นี่ต่อไป แม่ลูกสาวเพียงคนเดียวที่มีจะขอให้ท่านหยุดอยู่บ้านก็ตาม
“ป้าน่ะ เป็นพวกบ้างานมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นแล้วล่ะ ตั้งแต่อายุ 16 ก็ทำงานมาตลอด เพราะฉะนั้นนะจะให้ป้าอยู่เฉย ๆ และรอให้ลูกหลานหาเลี้ยงอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะแบบนี้ป้าก็เลยตั้งใจว่าจะทำงานอยู่ที่นี่จนกว่าคุณคินเขาจะไม่ต้องการป้านั่นแหละ ป้าถึงยอมเกษียณ”
ตอนนี้สองสาวต่างวัยกำลังช่วยกันแกะกุ้งแล้วก็ล้างผัก พลางพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวของกันและกันไปด้วย
“ตอนป้าเห็นหนูแพรวเดินเข้ามาสมัครงานในบ้านหลังนี้อย่างมั่นใจ ป้าน่ะรู้สึกเอ็นดูหนูมากเลยนะ มันทำให้ป้ารู้สึกนึกถึงตัวเองในวัยเด็กเลยล่ะจ้ะ…”
คำชมของป้าแก้วทำให้แพรวพิชญาต้องยิ้มแหย ๆ ออกมา เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่าจุดประสงค์ในการเข้าทำงานของตัวเองค่อนข้างจะแตกต่างจากป้า
“เพราะงานแรกที่ป้าเลือกทำตอนเป็นวัยรุ่นน่ะ ป้าไม่ได้เลือกจากความถนัดของตัวเองเป็นหลักหรือจำนวนเงินเดือนหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่าเจ้านายหล่อน่ะจ้ะ ฮ่า ๆ”
และความจริงจากใจของป้าก็ทำเอาเด็กสาวถึงกับยืนอึ้งไปเลย เพราะไม่คิดว่าป้าแก้วจะอ่านเจตนาของเธอออก
“ปะ ป้าแก้วดูออกเลยเหรอคะ”
เด็กสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“โอ๊ย ทำไมจะดูไม่ออกล่ะ ป้าก็เคยเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน แล้วก็นะ…”
จากนั้นป้าแก้วก็เริ่มเล่าให้แพรวพิชญาฟังตั้งแต่ต้นจนจบว่า เหตุผลที่ทำให้ท่านชำนาญเรื่องการทำอาหารก็เพราะงานแรกที่ตัวเองเลือกทำก็คืองานผู้ช่วยพ่อครัวในร้านอาหาร ซึ่งพ่อครัวที่ว่านั่นก็คือชายผู้เป็นรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของป้า หรือก็คือสามีและพ่อของลูกป้าในเวลาต่อมานั่นเอง
นั่นจึงทำให้แพรวพิชญารู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องราวความเป็นมาของชีวิตป้าแก้วมาก
“คอยยังชั่ว เพราะแบบนี้ป้าก็เลยไม่รู้สึกหมั่นไส้ความแก่แดดของหนูใช่ไหมคะ เพราะเราก็ตกหลุมรักคนที่หน้าตาเหมือนกัน ฮ่า ๆ”
เด็กสาวเอ่ยแล้วก็หัวเราะ
“ฮ่า ๆ ไม่ว่าหรอกจ้ะ เพราะป้าก็เป็นคนนึงที่ศรัทธาในความรักนะ ป้าว่าความรักมันมีพลังมาก โดยเฉพาะความรักดี ๆ จะสามารถขับเคลื่อนชีวิตของเราให้เติบโตขึ้นในทางทีดีได้ เพราะแบบนี้ป้าก็เลยอยากจะเป็นกำลังใจให้หนูแพรวนะ พิชิตรใจคุณคินแล้วก็กลายเป็นน้าสะใภ้ของหนูเจ้าขอให้ได้นะจ๊ะ”
กำลังใจของสาวรุ่นใหญ่ที่น่ารัก ทำให้แพรวพิชญารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอจึงละมือจากวัตถุดิบอาหารที่เตรียมอยู่แล้วเข้าไปกอดป้าแก้วแน่น ๆ หนึ่งที ทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีมาก ๆ ในห้องครัว จนภาคินที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเพราะตั้งใจจะมาเข้าห้องน้ำถึงกับมองภาพนั้นและอมยิ้มไปด้วย แม้เขาจะไม่ได้ยินว่าทั้งสองพูดคุยกันในเรื่องใดก็ตาม