ตอนที่ 1 มรดกหนี้
สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย ชวนให้บรรยากาศเช้าวันใหม่ดูทะมึนและหม่นหมองลงไปอีก ควีนเดินลงมาที่ห้องอาหารของบ้าน เธอสวมชุดสีดำทั้งตัว ผมรวบมวยตึงอย่างที่ไม่มีไรผมสักเส้นหลุดลุ่ยออกมา หล่อนนั่งลงรับประทานอาหารเช้าบนโต๊ะตัวยาวคนเดียว
“คุณควีนคะ วันนี้ให้ดิฉันเพิ่มบอดี้การ์ดให้ไหมคะ” เสียงของ พัท เลขาสาวคนสนิท ที่ทำงานเคียงข้างหญิงสาวมาได้3ปีแล้ว เธอถามเจ้านายขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้อง วันนี้ฉันจะขับรถไปเอง” ควีนตอบด้วยเสียงนิ่งเรียบ ส่งสายตาชำเลืองมองเลขาตัวเองเพียงเล็กน้อยและนั่งทานข้าวต่อคนเดียวโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
“รับทราบค่ะคุณควีน” พัทตอบรับอย่างชัดถ้อยชัดคำก่อนจะเดินออกไปรอนายหญิงของเธอด้านนอก
บ้านนันทพิวัฒน์
รถสปอร์ตคันหรูสีดำแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน รองเท้าส้นสูงปลายเข็มแตะลงที่ลานจอดรถตามด้วยร่างบางของควีนที่ก้าวลงมาจากประตูฝั่งคนขับช้าๆ นิ้วเรียวถอดแว่นกันแดดออกและพับเก็บใส่กระเป๋า
หญิงสาวเดินเข้าไปในตัวบ้าน ที่ตอนนี้ถูกจัดให้เป็นสถานที่ทำบุญวันครบรอบที่ คุณวินัย นันทพิวัฒน์ ผู้เป็นพ่อและ คุณขนิษฐา นันทพิวัฒน์ คุณแม่ของเธอที่จากไป ซึ่งเธอเองกลับมาบ้านหลังนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้น
ควีนหันมองบรรยากาศโดยรอบก็พบกับแขกเหรื่อที่คุ้นหน้าคร่าตาหลายคน ทว่าบุคคลที่ทำให้หญิงสาวถอนหายใจอย่างเอือมระอาทันทีที่เจอคือ คุณวิมล และ ธนัท แม่เลี้ยงและพี่ชายต่างแม่ของเธอนั่นเอง
“ไม่จำเป็นต้องมาก็ได้นะ เพราะคงไม่มีชื่อเธออยู่ในพินัยกรรมของคุณพ่ออยู่แล้ว” ประโยคต้อนรับที่พี่ชายตัวดีกล่าวทัก คงไม่บอกต้องบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องว่าชิงชังกันแค่ไหน
“มาแล้วเหรอลูกควีน” วิมลเดินเข้ามาโอบแขนและกล่าวทักลูกเลี้ยงอย่างเธอเสียงอ่อนหวาน ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับผู้ใหญ่ใจดีมีเมตตา ทว่านี่เป็นเพียงหน้ากากที่ซ่อนความร้ายกาจของหญิงสูงวัยคนนี้เอาไว้
วิมลทำดีกับลูกเลี้ยงลูกชังอย่างเธอเพียงเพราะต้องการแสดงละคร ว่าครอบครัวนันทพิวัฒน์ทั้งสามคนตรงนี้เป็นครอบครัวสุขสันต์ต่อหน้าแขกที่มาร่วมงานวันนี้
พรึบ!
ควีนสะบัดต้นแขนที่ถูกมือย่นของวิมลจับไว้ออก ใจขยะแขยงกับการละครฉากนี้เหลือเกิน รู้สึกสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ถูกแตะเนื้อต้องตัวจากแม่เลี้ยงใจร้าย
“แกอยากจะฉีกหน้าฉันต่อหน้าแขกในงานรึไง ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย” วิมลที่ถูกสะบัดแขนออก ปรี่เข้ามากระซิบกับควีนด้วยเสียงต่ำอย่างเก็บอารมณ์
“คุณนั่นแหละ ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย อย่ามาแตะต้องตัวฉันง่ายๆ แบบนี้” เธอกัดฟันตอบเสียงนิ่ง สายตาเย็นชาหลุบมองผู้เป็นแม่เลี้ยงก่อนจะเดินเข้าไปในงาน
ควีนเดินเข้าไปยืนนิ่ง ตรงหน้ารูปของคุณพ่อคุณแม่ของเธอ มือเล็กเอื้อมไปรับธูปที่จุดแล้วขึ้นมา พนมสองมือลงกราบเคารพท่านทั้งสอง หน้าสวยเงยขึ้นมาช้าๆ แววตาวูบไหวทอดมองไปยังรูปพ่อกับแม่ที่ระบายยิ้มอย่างมีความสุข
“สบายดีกันไหมคะ อยู่บนนั้นมีความสุขดีใช่ไหม” เธอพูดเสียงเบา ถามออกมาด้วยน้ำเสียงถวิลหา
10 ปีแล้วที่คุณพ่อกับคุณแม่ของเธอจากไปอย่างที่ควีนเองก็ไม่ทันตั้งตัว เหตุการณ์สะเทือนใจที่เหมือนฝันร้ายในครั้งอดีตฉายผุดขึ้นในหัว น้ำใสเริ่มคลอที่ขอบตาสวย
“ควีนคิดถึงพ่อกับแม่มากๆ เลยนะคะ”
หญิงสาวเอ่ยกับรูปภาพอย่างอาลัย ในชีวิตของควีนตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุดอย่างที่ผู้หญิงตัวคนเดียวคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าภาพความสำเร็จที่สวยหรูและภาพลักษณ์เข้มแข็งที่เธอสร้างขึ้นมา กลับซ่อนเบื้องหลังที่เจ็บปวดแสนสาหัสเอาไว้ ไม่ง่ายเลยที่เธอจะรับมือกับเรื่องเลวร้ายตอนอายุ 18 ปีได้ จนสามารถมายืนอย่างสง่างามได้ในตอนนี้
“คุณควีนครับ ถึงเวลาอ่านพินัยกรรมแล้วครับ”
เสียงคุณศักดิ์ชาย ทนายอาวุโสประจำครอบครัวเรียกหญิงสาว ทนายสูงวัยผู้นี้ทำงานรับใช้ครอบครัวเธอมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ เขาเรียกเธอให้หลุดจากภวังค์ความคิด ควีนจึงก้าวเดินไปนั่งที่โต๊ะกลมกลางบ้าน โดยมีวิมลและธนัทนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ถึงจะเกลียดและไม่อยากพบเจอแค่ไหน ทว่าทั้งสองคนก็ยังถือเป็นคนในครอบครัวที่เธอเหลืออยู่
หลังจากที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของเธอเสียชีวิตลง กำหนดพินัยกรรมที่คุณพ่อทิ้งไว้ ถูกกำหนดให้เปิดในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งก็คือวันนี้
ควีนเองไม่ได้ทะเยอทะยานอยากได้มรดกใดจากครอบครัวนี้สักนิด เพราะธุรกิจที่สร้างมากับมือตัวเองก็อยู่ได้อย่างดีไปตลอดชาติ ทว่าก็ต้องเข้ามาฟังตามคำขอของลุงทนาย ที่ต้องการให้ครอบครัวนันทพิวัฒน์ทุกคน เข้ามาฟังอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“เมื่อทุกคนในครอบครัวนันทพิวัฒน์อยู่ครบแล้ว ผมก็ขอเปิดพินัยกรรมที่คุณท่านวินัย นันทพิวัฒน์ ได้เขียนไว้ก่อนจะเสียชีวิตโดยในพินัยกรรม ระบุดังนี้ครับ
ข้าพเจ้า นายวินัย นันทพิวัฒน์ ขอแบ่งทรัพย์สินและมรดกให้บุคคลในครอบครัวหลังสิ้นชีวิต ดังนี้
1.หุ้นบริษัท วินัยแฟคทอรี่ จำกัด รวมถึงธุรกิจโกดังสินค้าและโรงงานให้เช่าทั้งหมด ขอยกให้แก่ คุณวิมล นันทพิวัฒน์ ผู้เป็นภรรยาในทะเบียนสมรส และคุณธนัท นันทพิวัฒน์ บุตรชายคนแรกของข้าพเจ้า
2.ที่ดินจำนวน 50 ไร่ในจังหวัดเชียงใหม่ และเงินสดมูลค่า 100 ล้านบาท ขอยกให้แก่ นางสาวเขมิกา นันทพิวัฒน์ บุตรสาวบุญธรรมของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าในขณะที่เขียนพินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน..."
สิ้นเสียงคำอ่านพินัยกรรมของทนาย สองแม่ลูกที่ได้รับมรดกในส่วนของหุ้นบริษัททั้งหมด ยิ้มร่าออกมาอย่างดีใจสุดชีวิต พลางชายตามองควีนด้วยหางตาอย่างหยามเหยียด มุมปากยิ้มเยาะเย้ยสะใจ
หึ! สุดท้ายพ่อที่รักของแก เขาก็ไม่ยกบริษัทที่สร้างมากับมือให้เพราะแกมันลูกเมียน้อยยังไงล่ะ
วิมลคิดในใจพลางส่งแววตาประกายร้ายกาจออกมา
แม้ทรัพย์สินที่ควีนได้รับยังไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำกับสิ่งที่สองแม่ลูกนั้นได้ไป ทว่าเธอเองก็ไม่สะทกสะท้านหรือแสดงท่าทีเสียใจออกมาสักนิด ทำเพียงหยิบน้ำชาตรงหน้าขึ้นมาจิบด้วยท่าทีนิ่งสงบ
สิ่งที่คุณพ่อเขียนไว้ไม่ได้เกินความคาดหมายของเธอเลย เพราะด้วยสถานะของหญิงสาวคือลูกบุญธรรม และแม่เลี้ยงคนนี้คือภรรยามีทะเบียนสมรส ย่อมมีสิทธิได้มากกว่าเป็นธรรมดา
“จบแล้วใช่ไหมคะ ควีนจะได้ขอตัวกลับไปทำงาน” เธอหยิบกระเป๋าถือใบเล็ก ยืนขึ้นหลังจิบชาเสร็จ ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปที่จะนั่งมองหน้าสองแม่ลูกคู่นี้
“ยังครับคุณควีน ยังมีรายละเอียดเพิ่มอีก”
“หมายความว่ายังไง รายละเอียดอะไรอีก” วิมลที่ได้ยิน แผดเสียงขึ้นใส่ทนายศักดิ์ชายทันที เพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอที่เธอกับลูกชายจะได้ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดจากสามี
“ถึงแม้ว่าทรัพย์สินจะจำนวนมหาศาล ทว่าตอนนี้สถานะของบริษัท วินัยแฟคทอรี่ฯ รวมถึงธุรกิจโกดังสินค้าและโรงงานให้เช่าทั้งหมด กำลังจะล้มละลายครับ”
“ว่ายังไงนะ!” ธนัทตะโกนถามอย่างตกใจ ลุกขึ้นยืนพรวด มือทุบโต๊ะเสียงดัง
“ตั้งแต่คุณท่านกับคุณขนิษฐา แม่คุณควีนเสียไป บริษัทก็ขาดคนมีฝีมือเข้ามาบริหาร จนตอนนี้เราต้องขอแจ้งให้ทุกคนทราบครับ ว่าบริษัทกำลังเผชิญสภาวะหนี้สินล้นตัว หุ้นบริษัททั้งหมดที่คุณวิมลและคุณธนัทได้รับไป ต้องขายเพื่อนำมาชำระหนี้ทั้งหมดครับ”
“กรี๊ด! เป็นไปไม่ได้! บริษัทตั้งใหญ่โต เงินตั้งมากมายมหาศาล ทำไมพวกแกถึงทำให้ล้มละลายได้ ฮะ!” วิมลยืนขึ้นกรีดร้องเสียงดังอย่างไม่พอใจสุดขีด ที่ได้ยินคำพูดทนายบอกแบบนั้น
“ทางทีมทนายเราเคยแจ้งพวกคุณไปหลายครั้งแล้วนะครับ คุณเองก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ”
ความจริงก็เป็นอย่างที่ทนายศักดิ์ชายพูด เพราะตั้งแต่คุณพ่อเสียชีวิตไป คุณวิมลก็ได้สิทธิรักษาการดูแลทรัพย์สินและบริษัททั้งหมดในระหว่างรอเปิดพินัยกรรม
ทว่าด้วยนิสัยไม่เอาไหน วิมลเธอติดการพนันอย่างหนัก เข้าออกบ่อนใหญ่บ่อยเสียจนเป็นแขกระดับVIPของที่นั่น เธอมักใช้ฐานะและความร่ำรวยที่สามีสร้างมาอวดอ้างผู้คน ทั้งที่ตัวเองไม่เคยสนใจงานบริหารเลยสักนิด เงินที่ได้มาจากธุรกิจล้วนลงที่บ่อนหมดทั้งสิ้น
เช่นเดียวกันกับ ธนัท ลูกชายที่ใช้ชีวิตเสเพล คั่วผู้หญิงซื้อกินเป็นว่าเล่น เงินที่ได้มาลงที่อ่างอบนวด จ่ายเลี้ยงเด็กเดือนละหลายแสน ซ้ำยังโดนนักลงทุนหลอกจนเป็นคดีความเสียหายไปไม่น้อย เมื่อไม่กี่ปีก่อน ทั้งหมดเป็นเหตุให้บริษัทติดลบ นำไปสู่การล้มละลายในที่สุด
“พวกมึงมันโง่จริงๆ กูจ้างเดือนละเป็นล้านให้จัดการ สุดท้ายทำล้มละลายได้ยังไง!” ธนัทยืนด่ากราดทีมทนายความทั้งหมด คนอย่างเขาไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิด
ควีนที่นั่งฟังทั้งหมดอย่างสงบเสงี่ยม เธอลุกยืนขึ้นอีกครั้ง
“จบเรื่องจริงๆ แล้วใช่ไหมคะ ควีนจะได้กลับ” หญิงสาวหยิบแว่นตากันแดดขึ้นมาสวม พร้อมกับเดินออกจากบ้านด้วยสีหน้านิ่งเรียบ สองแม่ลูกนั่นจะได้หรือไม่ได้มรดกแล้วมันสำคัญกับเธอที่ไหน
เพราะเธอเลือกจะออกมาสร้างเนื้อสร้างตัวเองตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตแล้ว ธุรกิจของที่บ้านนันทพิวัฒน์ทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับเธออีกต่อไป
“กรี๊ด! อีลูกเมียน้อย! แกจะไปไหน แกกลับมาเดี๋ยวนี้ กลับมาเซ็นไม่ยินยอมรับมรดกเดี๋ยวนี้นะ” คุณวิมลตะโกนด่าไล่หลังเธออย่างสุดโกรธ สีหน้าแดงถมึงทึงขึงขัง แววตาวาวโรจน์ ดีใจที่รู้ว่าได้มรดกไม่นานแต่กลับต้องมารับรู้ว่ามรดกที่ได้คือมรดกหนี้ เธอและลูกชายตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัวของแท้
“พวกมึงออกไป ออกไปให้หมด! และอย่ามาให้กูเห็นหน้า” ธนัทชี้หน้าไล่ทีมทนายออกไปจากบ้านทั้งหมด ไม่สนว่าทนายจะเป็นผู้อาวุโสของบริษัทหรือใครหน้าไหนทั้งนั้น ก่อนจะเข้าไปประคองแม่ตัวเองที่ยืนโซเซจวนจะเป็นลม
“แม่ แม่ ทำไมแม่ต้องให้อีลูกเมียน้อยนั่นมาเซ็นไม่ยินยอมรับมรดกด้วย”
“ตานัท มรดกเรามันคือมรดกหนี้ ลูกเข้าใจไหม ตอนนี้ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ก็มีแค่ของอีนั่น เราต้องเอามาลูก เราต้องเอามาเป็นของเราให้ได้” วิมลพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ปักใจเอาทรัพย์สินของควีนมาเป็นของตัวเอง
“มันไม่เซ็นยินยอมหรอกแม่ แล้วดูท่าทางหยิ่งยโสนั่น มันสนใจมรดกที่ไหน บริษัทมันเองตั้งกี่ร้อยล้าน”
“เดี๋ยวนะ นัทลูก แม่คิดออกแล้ว บริษัทไงล่ะ บริษัทของมัน”
“ทำไมครับแม่” นัทถามอย่างสงสัยในสิ่งที่วิมลพูดออกมาด้วยสายตาวาวเป็นมัน
“เราคือสองคนสุดท้ายในครอบครัวที่มันเหลืออยู่ ถ้าเกิดมันตายห่าไป ยังไงบริษัทที่มันสร้างมาทุกอย่างก็ต้องตกเป็นของเราไง” วิมลพูดมาด้วยสีหน้าแววตาเป็นประกายริษยา เธอคิดแผนร้ายออกทันทีที่ลูกชายพูดถึงบริษัทของควีน
“อีลูกเมียน้อย ขวางหน้าขวางตาฉันตั้งแต่เด็กจนโต เดี๋ยวแกได้ตามแม่แกไปแน่” วิมลพูดกับตัวเอง ดวงตาจ้องเขม็ง กำมือแน่นอย่างโกรธจัด