- พลีส -
"อาพลีส นั่งทำอะไรอยู่? ทำไมยังไม่อาบน้ำ? " เสียงทุ้มต่ำแตกหนุ่มของหลานชายวัยสิบห้าที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนของเขาดึงสติฉันให้ละสายตาจากเอกสารสัญญาจ้างงานที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าพายพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ กลบเกลื่อนความคิดต่างๆ ของตัวเอง
"มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยแล้วทำไมเรายังไม่นอน? ดึกแล้วนะ"
"พายยังไม่ง่วงเลย" ฉันมองหน้าหลานชายเพียงคนเดียวของตัวเองที่กำลังเดินมานั่งทิ้งตัวบนโซฟาข้างๆ กัน ใบหน้าหล่อเหลาได้พ่อของเขาขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อเขาอ่านเอกสารสัญญาจ้างที่ฉันเอาแต่นั่งดูนั่งอ่านมันสักพักใหญ่ตั้งแต่กลับถึงบ้าน
จริงๆ เนื้อหาและข้อตกลงการทำสัญญาก็เหมือนทั่วๆ ไปแต่ที่ไม่เหมือนทั่วไปก็คือบุคคลที่ฉันต้องทำงานด้วยนี่สิ
ขุนพลเชียวนะ! เขาคือขุนพลแรปเปอร์อารมณ์ร้ายที่เปลี่ยนผู้จัดการเป็นว่าเล่นแล้วคนอย่างฉันที่เป็นคนไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาจะทำงานกับเขาได้จริงๆ เหรอ?
มันเป็นไปไม่ได้แน่นอน คนหัวแข็งก้าวร้าวอย่างขุนพลไม่มีทางฟังคนอย่างฉันแน่ๆ ขนาดฉันยังไม่ได้ตกลงทำงานเพียงแค่คิดจินตนาการถึงความร้ายกาจของเขาแล้วยังรู้สึกเหนื่อยเลย -_-
"อาจะทำงานเป็นผู้จัดการนักร้องคนนี้เหรอ? "
"ยัง อายังไม่ได้ตัดสินใจจะทำ" ฉันตอบพายกลับไปตรงๆ คนตรงหน้าพยักหน้ารับก่อนจะวางเอกสารลงบนโต๊ะ
เกิดความเงียบระหว่างเราสองคนอาหลาน พายมองสบตาฉันนิ่งก่อนเขาจะเป็นฝ่ายเปิดปากถามฉัน
"อาเหนื่อยรึเปล่า? พายเป็นตัวภาระที่ทำให้อาทำงานหนักเกินไปมั้ย? "
"ทำไมพายถึงถามอาแบบนี้" คำถามของพายทำให้ฉันตกใจมากเพราะน้องไม่เคยถามอะไรแบบนี้มาก่อน
พายเป็นเด็กอายุสิบห้าที่มีความคิดโตเกินวัยจนบางครั้งฉันก็แอบเป็นห่วงหลานชายตัวเองกลัวว่าเขาจะมีปัญหาอะไรในใจจนเก็บเอาไปคิดเองคนเดียวและฉันไม่อยากให้เขาเป็นเด็กเก็บกด ซึ่งมันไม่ดีแน่ๆ ฉันไม่อยากให้หลานชายตัวเองเป็นแบบนั้น
ฉันเลี้ยงพายแบบเปิดและให้เขาใช้ชีวิตรวมถึงเรื่องตัดสินใจคิดเรื่องต่างๆ เองก็จริงอยู่แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่คิดจะละเลยหลานเลยสักครั้ง
"..." ไม่มีคำตอบจากคนตรงหน้าที่เอาแต่เงียบ
"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะพาย? " ฉันถามกลับอีกครั้งอย่างใจเย็นตามนิสัยของตัวเองพร้อมกับมองหน้าพายที่กำลังเม้มปากแน่นและเอาแต่จ้องมองสัญญาบนโต๊ะด้วยสายตาวูบไหว
"พายเห็นอาทำงานหนักกลับบ้านดึกทุกวัน พายสงสารอา พายช่วยอะไรอาไม่ได้เลย"
"..." อยู่ดีๆ ก้อนสะอึกมันก็มาจุกอยู่ตรงลำคอ ไม่คิดเลยว่าฉันจะทำตัวให้หลานเป็นห่วงได้มากขนาดนี้และฉันก็เป็นอย่างที่พายพูดจริงๆ
ฉันไม่ได้ทำงานพาร์ทไทม์ที่เดียว เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองกับหลานทำให้ฉันต้องดิ้นรนหาเงินด้วยการทำงานพาร์ทไทม์หลายที่จนตัวบิดตัวงอและช่วงปิดเทอมแบบนี้คือช่วงที่ต้องรีบเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อเป็นเงินค่าเทอมของเราสองคนอาหลาน
ถามว่าเหนื่อยมั้ย? ยอมรับเลยว่าเหนื่อยนะแต่เพื่อหลานแล้วไม่ว่ายังไงมันก็ต้องเดินต่อไป ทำไงได้ชีวิตคนเราไม่เหมือนกันต้นทุนชีวิตมันก็ต่างกัน ทำได้เพียงก้มหน้าและยอมรับเท่านั้น
"พายฟังอานะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาไม่เคยคิดว่าพายเป็นภาระเลย เรามีกันอยู่แค่สองคนทำไมถึงคิดอะไรแบบนั้นล่ะ? "
"เพราะต้องเลี้ยงพายแทนพ่อแม่ที่ตายไปแล้วอาถึงต้องทำงานพาร์ทไทม์หนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ไหนจะต้องส่งพายเรียนอีกแล้วเทอมหน้าอาก็ขึ้นปีสี่แล้ว..."
"พอเลย" ฉันยกมือเบรกพายไว้ก่อนน้องจะพรั่งพรูคำพูดชวนน้ำตาแตกออกมาแล้วไอ้คนอย่างฉันก็เซนซิทีฟกับคำพูดของหลานมากด้วยนะ U.U
"ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแยะแทนอา พายมีหน้าที่เรียนก็เรียนไปเถอะ เรื่องเงินพายไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นเข้าใจมั้ย? "
"..." พายไม่พูดอะไรแต่ก็พยักหน้ารับแต่โดยดี เห็นหน้าของเขาแล้วทำให้ฉันนึกถึงพี่ชายตัวเองที่เสียไปเมื่อสามปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับภรรยาของเขาซึ่งก็คือแม่ของพาย...
ตอนนั้นฉันในวัยสิบแปดปีและหลานชายที่อายุเพียงสิบสองขวบเคว้งคว้างมาก เราไม่มีญาติที่ไหนให้พึ่งพาได้เลย เพราะฉันเองก็เสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็กและคนที่เลี้ยงดูฉันก็คือพี่ชายฉันเอง...พี่พาส
เราอายุห่างกันถึงสิบสี่ปี ในวันที่พ่อแม่ของเราเสียพี่พาสในตอนนั้นก็ทำงานแล้วและด้วยความที่พี่พาสเป็นคนหัวดี คนเก่งเขาจึงเป็นเสาหลักที่หาเงินเข้าบ้านเพียงคนเดียวขณะที่ภรรยาของพี่พาสคอยดูแลฉันและพายอย่างดี
แต่แล้ววันหนึ่งเสาหลักทั้งสองต้นที่เป็นคนทำงานและคนดูแลต้องตายจากไปอย่างกะทันหันทำให้เราสองคนอาหลานถึงกับไปไม่เป็น ทุกอย่างมันมืดแปดด้านไปหมดลำพังแค่ตัวฉันคนเดียวถ้าจะเอาตัวรอดก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกเพราะฉันอายุสิบแปดปีแล้วบรรลุนิติภาวะแล้วแต่หลานชายฉันนี่สิเขาเพิ่งสิบสองแต่ก็ต้องมาขาดพ่อแม่ผู้ซึ่งเป็นทุกอย่างของเด็กในวัยนั้น...
หลังจากจัดการงานศพของพี่พาสและภรรยาของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้วเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์เด็กก็เข้ามาคุยกับฉันเรื่องที่จะรับพายไปดูแลต่อเพราะพายยังอายุไม่ถึงสิบแปดและควรอยู่ในสถานที่ที่มีคนดูแลแต่พายเองกลับไม่ยอม นอกจากฉันแล้วพายก็ไม่เหลือใครเหมือนกันเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นจนฉันทนเห็นหลานร้องไห้ไม่ไหว
ในใจลึกๆ ฉันก็ไม่อยากให้พายห่างจากตัวฉันด้วยเพราะฉันไม่อยากรู้สึกตัวคนเดียวในโลกใบนี้ ต่อให้ต้องหอบหลานชายหนีไปที่ไหนสักแห่งแต่ถ้ามันทำให้ฉันกับพายได้อยู่ด้วยกันฉันก็จะทำ
เพราะฉะนั้น...การหนีมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันกับพายไม่ต้องแยกจากกัน...
ด้วยเงินประกันชีวิตของพี่พาสและแม่ของพายทำให้ฉันกับพายอยู่รอดกันมาได้นานพอสมควรแต่เงินที่ต้องกินต้องใช้ ค่าใช้จ่ายและค่าเทอมมันก็ย่อมมีวันหมดและก่อนที่เงินก้อนสุดท้ายจะหมดฉันก็ต้องเป็นฝ่ายออกไปทำงานหาเงินเพื่อชีวิตของฉันและพาย
เราสองคนอาหลานตกลงกันไว้แล้วว่าเงินก้อนสุดท้ายจะเป็นเงินฉุกเฉินที่เราจะไม่แตะต้องเด็ดขาดเผื่อเกิดอะไรขึ้นกับฉันอย่างน้อยพายก็ยังมีเงินก้อนนี้ไว้สำรองใช้ชีวิตต่อไปจนกว่าเขาจะบรรลุนิติภาวะเพราะฉะนั้นหลังจากนี้หน้าที่หาเงินก็คือฉันเพียงคนเดียวส่วนพายมีหน้าที่เรียนหนังสือเท่านั้นและเราสองคนก็ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบมาโดยตลอด
โชคดีที่พายไม่ใช่เด็กเกเรที่ทำให้ฉันหนักใจไปวันๆ แต่เขาสามารถช่วยเหลืองานบ้านได้และบางครั้งก็ช่วยรับจ็อบทำงานเสริมเล็กๆ น้อยๆ ตามความถนัดของเขาไปแต่มาตอนนี้พายกำลังจะขึ้น ม.สี่ ค่าใช้จ่ายมันก็เยอะเป็นเรื่องปกติของการศึกษาที่สูงมากขึ้นทำให้ฉันต้องดิ้นรนมากกว่าเดิม...
จนเมื่อปีที่แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งโผล่มาแล้วบอกกับฉันและพายว่าเขาคือลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของฉันชื่อว่ากรณ์ ตอนนั้นฉันตกใจมากเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีญาติหลงเหลืออยู่แต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์จนเขาไล่เรียงญาติโกโหติกาและควักรูปถ่ายตอนสมัยที่ฉันยังคลานเตาะแตะออกมาให้ดู ข้างๆ กันเป็นพี่พาสและถัดไปคือพี่กรณ์ ในภาพเราสามคนก็เล่นกันตามประสาเด็กๆ ดูมีความสุขดีเหมือนเด็กทั่วไปแต่ใครจะไปคิดว่าวันดีคืนดีจะมีญาติโผล่หัวมา
ช่วงแรกๆ ฉันกับพายก็พยายามตีตัวออกห่างแต่เพราะพี่กรณ์คอยเข้าหาและดูแลอยู่ห่างๆ เสมอทำให้ฉันกับพายค่อยๆ สนิทใจกันไปเองและหลังจากนั้นพี่กรณ์ก็ถือเป็นบุคคลที่คอยช่วยเหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ฉันกับพายมาโดยตลอด
พอคิดมาถึงจุดนี้...สีหน้าหนักอกหนักใจของพี่กรณ์ในวันนี้ก็ทำให้ฉันอยากช่วยเหลือเขาเหมือนกันนะแต่ติดอย่างเดียวคือฉันไม่มั่นใจในตัวเองเลยว่าจะรับมือกับผู้ชายที่ชื่อขุนพลได้ยังไง
"พายไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ไปนอนได้แล้ว นอนดึกเดี๋ยวก็ไม่สูงหรอก" ฉันสลัดความติดต่างๆ นานๆ และพูดตัดบทจบการสนทนาเรื่องนี้เอาไว้ คนถูกไล่ให้ไปนอนกลอกตามองบนใส่ฉันพร้อมกับหยัดตัวลุงขึ้นเต็มความสูง
"ขนาดนอนดึกพายยังสูงเกือบร้อยแปดสิบ แต่อานี่สิ...ทำไมถึงสูงแค่นี้? "
"บูลลี่อาเหรอ? " แทนที่พายจะกลัวกับน้ำเสียงนิ่งๆ ของฉันแต่เขากลับหัวเราะร่าชอบใจส่งท้ายก่อนจะเดินเข้าห้องนอนตัวเองไปขณะที่ฉันได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอาที่ถูกหลานตัวเองแซว
แต่ไม่เป็นไร...อย่างน้อยได้เห็นรอยยิ้มของหลานแล้วฉันก็สบายใจขึ้นมาก ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ปีพายก็ยังเป็นบ่อน้ำให้กำลังใจฉันเสมอ...
หลานคนเดียว...ไม่ว่ายังไงฉันก็จะส่งเขาไปให้ไกลที่สุดเท่าที่คนอย่างฉันจะทำได้ เมื่อคิดได้อย่างนั้นฉันก็ถอนหายใจหนักๆ ระบายความหนักใจก่อนจะเลื่อนสายตานิ่งๆ กลับมามองเอกสารสัญญาที่นอนแอ้งแม้งบนโต๊ะอีกครั้ง
"เอาหน่า ยังมีเวลาอีกตั้งสองวัน...ไว้ค่อยคิดก็ได้"