ไม่ได้มีเพียงนาวินเท่านั้นที่คิดถึงคนในอดีต ฝ่ายสุขสิริเองก็คิดถึงเขาเหมือนกัน เพราะอะไรนะเหรอที่คิดถึง ก็เพราะเธอมีลูกกับเขาอย่างไรล่ะ แถมลูกสาวยังมีใบหน้าเหมือนพ่อราวกับถ่ายสำเนาเอกสาร ต่อให้เธออยากลืมเขามากแค่ไหนก็ไม่มีทางลืมได้ลง
หลังจากแยกทางกันประมาณหนึ่งเดือน เธอเพิ่งมารู้ตัวว่าตนเองตั้งท้อง แต่ด้วยความโกรธและโมโหจึงไม่ได้กลับไปบอกพ่อของลูก ถึงแม้การเลี้ยงลูกคนเดียวมันจะยากแต่เธอเชื่อว่าตนเองต้องทำได้อย่างแน่นอน ความคิดที่จะติดต่อพ่อของลูกจึงไม่มีอยู่ในหัว
สุขสิริหอบลูกในท้องกลับมาอาศัยอยู่กับย่าที่เกาะปันสุข ก่อนท่านจะจากไปหลังจากเธอคลอดลูกสาวออกมาได้เพียงหนึ่งปี ทำให้ตอนนี้เธออาศัยอยู่กับลูกสาวจอมแก่นตามลำพัง
เด็กหญิงอิ่มเอมสุข หรือ น้องเอม มีฉายาว่าลูกพี่เอมตัวตึง กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่ง นิสัยห้าวๆ ลุยๆ ไม่กลัวใครเหมือนแม่ไม่มีผิด เด็กน้อยได้ฉายานี้เพราะนิสัยล้วนๆ
“ยืนดีๆ ค่ะ ยืนนิ่งๆ ด้วยน้องเอม พี่ทอง พี่เงิน ไม่ต้องหันไปมองหน้ากัน”
มารดาเสียงเข้มใส่ลูกสาวที่มีเพื่อนสี่ขาเป็นลูกสมุน พี่ทองคือหมา พี่เงินคือแมว ตอนนี้ลูกสาวอยู่ในช่วงปิดเทอมจึงมีวีรกรรมให้แม่ปวดหัวแทบทุกวัน
“แม่ขาน้องเอมไม่ได้ซนเลย พี่ทองอะสิชวนน้องเอมกับพี่เงิน”
ยัยหนูตัวแสบโยนความผิดให้เจ้าหมาขนสีทอง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นไปมองใบหน้าของมารดา จากนั้นก็ใช้นิ้วป้อมๆ ของตนเองชี้ไปที่พี่ทองเพื่อนรักอีกครั้ง
“โฮ่งๆ โฮ่ง” เจ้าหมาขนสีทองเห่าเสียงดัง คงกำลังจะบอกประมาณว่า นุดแม่พี่ทองไม่ได้ทำนะ พี่ทองตามนุดเด็กไปเล่น พี่ทองไม่ได้เป็นหัวโจก แต่อิ่มเอมสุขกลับคิดว่าเจ้าหมาเพื่อนรักยอมรับผิดแทนตนเองจึงพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่พี่ทองไม่หยุด
“เห็นไหมคะแม่ขา พี่ทองยอมรับแล้วใช่ไหมพี่เงิน” นอกจากจะชี้ไปที่หมาตัวโตแล้ว เด็กน้อยยังหันไปหาพรรคพวกอีกตัวที่มีความฉลาดไม่เหมือนแมวตัวอื่น
“เหมียวๆ” พี่เงินส่งเสียงทันทีหลังจากน้องเอมพูดจบ ไม่ใช่ว่ายอมรับผิดแต่กำลังอธิบายต่างหากว่า นุดแม่พี่เงินตามเพื่อนจริงๆ นะ ไอ้ทองเพื่อนรักมันชวนพี่เงินกับลูกพี่เอมจริง ๆ
“เนอะพี่เงิน น้องเอมไม่ได้ซนเลยค่ะ ใช่ไหมคะพี่ทองขา”
เจ้าตัวแสบกะพริบตาปริบๆ เพื่อให้มารดาเห็นใจ
“โฮ่งๆ” พี่ทองของน้องเอมก็ยังเห่าไม่เลิก ตอนนี้ทั้งคนทั้งสัตว์สภาพเหมือนไปตกบ่อโคลน แทบจะมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไงเพราะเหมือนกันหมด
สุขสิริเห็นสภาพคน หมา รวมทั้งแมวแล้วอยากจะร้องไห้ คนกับหมาเธอพอเข้าใจแต่แมวก็เอากับเขาด้วย ช่างเป็นพี่น้องที่รักกันเหลือเกิน
อันที่จริงเธอไม่ได้โกรธที่ลูกออกไปเล่นจนเลอะแบบนี้ แต่โกรธที่ลูกออกไปเล่นโดยไม่บอกทั้งที่เคยสอนเอาไว้แล้ว
หญิงสาวโมโหมากแต่ไม่อยากใส่อารมณ์จึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พูดคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่าการดุด่า
“แล้วทำไมหนูถึงออกไปเล่นโดยไม่ขอแม่ก่อนล่ะคะ”
“ขอแล้วค่า น้องเอมให้พี่ทองไปขอ เนอะพี่ทองเนอะ”
เด็กหัวหมอยิ้มกว้างประจบ แต่คำตอบของลูกทำให้ไม้เรียวในมือแม่ถึงกับสั่น ลูกสาวได้นิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบนี้มาจากใคร
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้คิ้วทั้งสองข้างก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน เพราะลูกจะเอานิสัยเสียมาจากใครได้นอกจากผู้ชายใจร้ายไม่มีเหตุผลคนนั้น
“โฮ่งๆ” / “เหมียวๆ”
แก๊งตัวตึงเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เด็กหญิงที่มีดวงตาเป็นสระอิหันไปพยักหน้าให้เพื่อนสี่ขา ก่อนจะหันมาจ้องหน้ามารดาอย่างไม่นึกสลด
“วันนี้แม่จะยกโทษให้ แต่คราวหน้าห้ามทำอีกเข้าใจไหมคะ หนูจะออกไปไหนต้องบอกแม่ก่อน ถ้าเกิดถูกจับตัวไปจะทำยังไง”
“ค่ะ ต่อไปน้องเอมจะไม่ทำอีกแล้ว”
“สัญญานะคะลูก”
“น้องเอมสัญญาค่ะ พี่ทอง พี่เงินสัญญาด้วยสิ”
“เหมียว” / “โฮ่ง”
เจ้าสี่ขาแสนรู้รีบส่งเสียงตอบรับทำให้ลูกพี่เอมตัวตึงยิ้มพอใจ มารดาเห็นความน่ารักของลูกสาวกับเหล่าเพื่อนซี้แล้วได้แต่ถอนหายใจ
ครั้งนี้เธอจะไม่ลงโทษเพราะผิดครั้งแรกแต่ถ้ามีครั้งต่อไปโดนตีแน่ทั้งคนทั้งสัตว์ จากนั้นก็ชี้ไปทางหลังบ้าน แล้วออกคำสั่งให้ลูกสาวพาลูกสมุนไปล้างเนื้อล้างตัว
หลังจากเด็กน้อยตัวแสบและเจ้าสี่ขาทั้งสองตัวหายไป เพื่อนสนิทของสุขสิริที่มีชื่อว่าพราวนภา หรือมีชื่อเล่นว่าท้องฟ้า ก็โผล่เข้ามาพร้อมกับของฝากที่หอบหิ้วมาให้หลานสาวตัวป่วน
“เสียใจด้วยนะแก ในถุงนี้มีแต่ของฝากลูกพี่เอม” คุณน้าคนสวยของน้องเอมยิ้มชื่นใจหลังจากเปิดถุงของฝากให้เพื่อนสนิทดู เธอไปเที่ยวทางภาคเหนือ เห็นเสื้อชาวเขาแล้วอดคิดถึงหลานสาวไม่ได้จึงซื้อมาฝาก ไม่อยากจะคิดถ้าน้องเอมใส่แล้วจะน่ารักขนาดไหน คนหลงหลานยิ้มตาหยี เมื่อคิดถึงความแป้นแล้นของหลานสาว
“แกไม่เห็นต้องเปลืองเงินซื้อมาฝากเลย น้องเอมโตเร็วเสื้อผ้าใส่แป๊บๆ ก็แน่นไปหมด”
สุขสิริเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจขณะหยิบเสื้อออกมาดู ชีวิตของเธอถ้าไม่ได้พราวนภาคงลำบากมากกว่านี้แน่ เธอไม่อยากให้เพื่อนสิ้นเปลืองเพราะเพื่อนเองไม่ใช่คนมีฐานะ
“ก็ฉันเห็นว่ามันน่ารักดี อีกอย่างฉันจะได้ไปเที่ยวภาคเหนือตอนไหนอีกก็ไม่รู้ แล้วเจ้าตัวแสบหายไปไหน เอ๊ะ ทำไมบนพื้นมีแต่คราบโคลน”
คุณน้าเหลือบไปเห็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่คนและสัตว์ทิ้งเอาไว้ สุขสิริจึงชี้ไปยังหลังบ้านพร้อมกับส่ายหัว
“แล้วแกคิดว่าฝีมือใครล่ะ”
“ฮ่าๆๆๆ ไปเล่นโคลนมาอีกแล้วใช่ไหม”
“ใช่ แต่ไปไม่ขอเกือบจะโดนตีแล้วด้วย”
“วันก่อนก็ถูกลงโทษให้เข้ามุมแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ลงโทษด้วยการให้เข้ามุมแล้วแต่ไม่เข็ดนะสิแก ฉันว่าถ้าทำผิดอีกรอบนี้ต้องใช้วิธีแบบคนโบราณบ้าง รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี น้องเอมยิ่งโตยิ่งดื้อ ฉันเหนื่อยมากจริงๆ เฮ้อ”
“เอาน่าเลี้ยงเด็กก็แบบนี้แหละแก ปรับตัวกันไปตามยุคตามสมัย เดี๋ยวพอน้องเอมโตกว่านี้ก็ดีเอง อย่าไปซีเรียสกับลูกมากเลย เออจริงสิแกรู้เรื่องนี้ยัง” พราวนภายิ้มตาหยี เพราะเพิ่งรู้เรื่องสำคัญบางอย่างมา เชื่อเถอะสุขสิริต้องไม่รู้มาก่อนแน่
“ดูทำหน้าทำตาเข้า งานเมาท์มอยไม่เคยพลาด ว่าแต่เรื่องอะไร เด็ดไหม” ถึงไม่ชอบพูดเรื่องชาวบ้านแต่เราจำเป็นต้องมีข้อมูล รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เพราะคิดแบบนี้สุขสิริถึงไม่เคยพลาดข่าวสารของคนในที่ทำงาน
พราวนภานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะแสดงสีหน้าตื่นเต้น เมื่อวานตอนลงจากเรือเพื่อขึ้นเกาะ เธอได้เจอกับรองผู้จัดการของโรงแรมจึงยืนคุยกันอยู่สักพัก ทำให้ได้รู้เรื่องสำคัญบางอย่างก่อนคนอื่น
“เมื่อวานฉันบังเอิญไปเจอคุณคมสันตรงท่าเทียบเรือ แกบอกว่าอีกไม่นานโรงแรมของเราจะมีจีเอ็มคนใหม่มาทำงานแล้ว”
ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปว่างเว้นมาได้สักพักเพราะคนเก่าลาออกไปทำงานที่โรงแรมอื่น เห็นว่าได้เงินดีกว่าที่โรงแรมนี้ การดูแลงานทั้งหมดจึงตกไปอยู่ในมือของคมสัน
สุขสิริถึงกับตาโตอดรู้สึกตื่นเต้นด้วยไม่ได้ เพราะได้ข่าวแว่วๆ มาว่าทางบริษัทแม่จะส่งจีเอ็มมาหลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ข่าวลือ บอกตามตรงเธอไม่ชอบการทำงานของคมสัน
“จริงเหรอแก ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีเลยสิ แล้วเขาเป็นใคร ผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย”
“แกไม่ได้บอก เห็นว่าจะเดินทางมาถึงในอีกสองวันมั้ง ฉันว่ามาเร็วก็ดีนะเบื่อจะทำงานกับคุณคมสัน”
“จริง ช่างมันจะชายหรือหญิงก็ขอให้จีเอ็มใจดีกับลูกน้องด้วยเถอะ อย่ามีนิสัยเหมือนคุณคมสันเลยชอบเบ่ง ชอบอวด”
คุณแม่ลูกหนึ่งกลอกตามองบนให้กับนิสัยของรองผู้จัดการ คมสันทำงานเก่งแต่นิสัยไม่ค่อยดีทำให้ลูกน้องหลายคนไม่ชอบแต่พูดอะไรไม่ได้
“ฉันก็ขอแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าได้จีเอ็มนิสัยไม่ดีชอบกดหัวลูกน้องละก็คงทำงานกันลำบาก”
“สาธุขอให้คนที่มาใหม่เป็นคนดี” สุขสิริเห็นด้วยกับเพื่อนสนิท เธอในฐานะเชฟถึงแม้จะทำงานอยู่ในครัวเป็นหลัก ก็ใช่ว่าไม่ต้องพบปะกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นโดยเฉพาะกับพวกผู้บริหาร เธอได้แต่หวังว่าจีเอ็มคนใหม่จะเป็นคนดีมีความเมตตาต่อคนในปกครอง
สองสาวนั่งคุยกันอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงเห่าของเจ้าหมาขนสีทองจึงรีบเดินไปดู
ภาพที่เห็นเกือบทำให้มารดาของเด็กน้อยความดันขึ้น ส่วนพราวนภาก็ยืนหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งให้กับความแสบซ่าของหลานสาว
“สะอาดยังคะพี่ทองขา เอาแชมพูอีกไหมคะ”
“โฮ่งๆ โฮ่ง”
“ได้สิ เอาอีกนะ เอาหอมๆ เลยเนอะ”
เด็กน้อยหันไปคว้าแชมพูแล้วบีบใส่มือ ก่อนจะตะปบลงบนตัวของพี่ทองที่กำลังทำหน้าหมาฟิน
“เหมียวๆ” แต่ดูเหมือนเจ้าแมวที่มีชื่อว่าพี่เงินจะไม่ค่อยชอบใจนักที่ไอ้ทองเพื่อนรักถูกสระขนอยู่ฝ่ายเดียว จึงรีบวิ่งเข้าไปนัวเนียอยู่ตรงขาอวบของลูกพี่เอมพร้อมกับส่งเสียงร้อง
“แกดูไอ้เงินมัน ช่างเป็นแมวที่หลุดคิวซีจริงๆ เพราะแมวบ้านอื่นไม่ชอบอาบน้ำแต่แมวบ้านนี้ชอบมาก ฉันต้องซื้อแชมพูใหม่อีกแล้วใช่ไหม เฮ้อ เดือนนี้หมดไปกี่ขวดแล้วเนี่ย”
“ทำใจนะแก เลี้ยงเด็กยังไม่พอยังต้องมาเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวอีก ฉันกลับก่อนพรุ่งนี้เจอกันที่โรงแรม อ้อ แต่ถ้าแกอยากหาพ่อให้ลูกพี่เอมหลานรัก ฉันพร้อมสนับสนุน”
พราวนภาขยิบตาให้ด้วยความขี้เล่น
“ดูท่าแกอยากให้ฉันมีผัวจนตัวสั่นเหลือเกินนะ”
“เชฟอากิเหมาะกับแกนะ เขาชอบแก ฉันรู้ ฉันเห็น”
“ฉันก็รู้ ฉันก็เห็น แกเองก็ชอบเชฟอากิเหมือนกัน”
“ฉันไม่ได้ชอบ แกคิดไปเอง”
“เหรอ แต่ฉันว่าแกชอบ”
หญิงสาวยิ้มอย่างคนรู้ทันทำให้เพื่อนสนิทหน้าแดงซ่าน ก่อนจะส่งค้อนวงโตแล้วเดินหนีกลับบ้านของตนเองที่อยู่ไม่ไกลกันมาก
สุขสิริส่ายหน้าน้อยๆ พลางคิดถึงเรื่องของหัวใจ หรือว่าเธอต้องลองเปิดใจให้คนที่เข้ามาจีบจะได้มีความรักอีกครั้ง หลังจากปิดกั้นตัวเองมาหลายปี แต่หารู้ไม่ความคิดนี้จะเป็นโมฆะทันทีเมื่อจีเอ็มคนใหม่มาถึง