บ้านในป่าลึก 2

1442 Words
“ไม่ต้องห่วง มารดาของข้าใจดีมาก นางจะต้องชอบเจ้า” เห็นนางเงียบไปเหอชางก็คิดว่าหม่าเจี่ยซินกำลังกังวลและตื่นเต้นที่จะได้พบคนในครอบครัวของเขา เขาจึงเอ่ยปลอบใจนางอย่างหาได้ยาก แม้ยืนอยู่บริเวณปากถ้ำจะสามารถมองเห็นหุบเขาแห่งนี้ได้จนทั่ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงบริเวณเล็กๆ เพราะในความเป็นจริงเหอชางใช้เวลาในการพานางเดินลงจากปากถ้ำไปยังบ้านของเขาที่ตั้งอยู่อีกด้านนานถึงสองเค่อ ตลอดทางนอกจากทุ่งนาที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของหุบเขาแล้ว หม่าเจี่ยซินยังได้พบเห็นดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ ตามสองข้างทางมากมาย เมื่อเดินผ่านสะพานที่สร้างจากก้อนหิน นางมองเห็นปลาตัวใหญ่เท่าแขนว่ายไปมาอยู่ในน้ำ เมื่อใกล้ถึงบ้านนางก็ได้พบแปลงผักสวนครัวอีกหลายแปลงกำลังเจริญเติบโตอย่างงดงาม บ้านสองหลังที่ตั้งอยู่บนเนิน ด้านหน้าล้อมด้วยกำแพงไม้ไผ่และมีประตูรั้วที่สานด้วยไม้ไผ่ สูงมากกว่าหม่าเจี่ยซินหลายช่วงศีรษะ ส่วนด้านหลังที่ติดกับป่าเป็นกำแพงบ้านที่ก่อขึ้นมาจากอิฐสูงเลยหัวของนางไปเช่นกันและมีประตูไม้บานหนึ่งปิดเอาไว้สนิท เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านเดินเข้าไป จะเจอบ้านสองหลังตั้งอยู่ตรงด้านซ้ายและขวา ด้านซ้ายเป็นเรือนอิฐมุงกระเบื้องชั้นเดียวที่มีทั้งหมดห้าห้อง แม้สภาพจะยังคงแข็งแรงแต่เห็นได้ชัดว่ามีอายุนานหลายสิบปีแล้ว ส่วนบ้านทางฝั่งขวาเป็นบ้านสูงสองชั้น ด้านล่างเป็นอิฐด้านบนเป็นไม้หลังคามุงด้วยกระเบื้อง สภาพใหม่เหมือนเพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน ด้านหน้าบ้านทั้งสองถูกเชื่อมด้วยลานกว้าง ด้านหน้าของลานกว้างมีแปลงปลูกพืชสมุนไพรมากมายเอาไว้ อีกด้านหนึ่งเป็นราวตากผ้าที่มีผ้าหลายสิบตัวตากแดดอยู่ เมื่อเห็นบ้านสองหลังที่มีสภาพไม่ต่างจากบ้านของเศรษฐีที่ดินในตัวตำบลมาตั้งอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินก็อดชื่นชมและสงสัยขึ้นมาว่า ครอบครัวของเหอชางสามารถสร้างบ้านที่ดีถึงเพียงนี้ในพื้นที่ที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ต้องรู้ว่าในหมู่สกุลหม่ายังไม่มีผู้ใดสามารถสร้างบ้านอิฐที่ใหญ่เช่นนี้ได้ด้วยซ้ำ เดินผ่านประตูเข้ามา หม่าเจี่ยซินยังไม่ทันมองสำรวจได้ทั่ว ประตูบ้านชั้นเดียวทางด้านซ้ายก็เปิดออกแล้วมีชายชราผมดำแซมขาวอายุประมาณหกสิบกว่าปีผู้หนึ่งเดินออกมา “ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว” “เป็นเหอชางรึ แล้วนั่นเจ้าแบกสิ่งใดมาด้วย” ชายชราขยับสายตาที่เริ่มพร่ามัวมองสิ่งที่เหอชางแบกเอาไว้ หม่าเจี่ยซินที่ได้เจอเหอเจาหยวนเป็นครั้งแรกก็มองชายชราด้วยความสงสัย แววตาของนางใสกระจ่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นี่คือ ภรรยาของข้า” เสียงของเหอชางเบาลงเล็กน้อย ดวงตาคมเหลือบมามองนางหนหนึ่งแล้วหันไปตอบและยิ้มให้ชายชรา จากนั้น เขาก็วางร่างของนางลงบนเก้าอี้ไม้หน้าบ้าน “อ้อ หญิงสาวคนนั้นที่เหออันพูดถึงสินะ” ชายชราพลันยิ้มออกมาด้วยความยินดี แล้วมามองดูหม่าเจี่ยซินใกล้ๆ จนนางต้องขยับหนีเพราะไม่คุ้นชินที่ถูกจ้องมองเช่นนี้ “ท่านปู่สายตาไม่ค่อยดี เจ้านั่งนิ่งๆ ให้เขามองดูหน่อย” ได้ยินเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินก็นิ่งให้ชายชราสำรวจใบหน้าของนางในระยะใกล้ เมื่อชายชราถอยออกไปแล้วนางถึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “หน้าตาอิ่มเอิบดูมีวาสนา เสียดายผอมแห้งไปหน่อย พวกเจ้าต้องเลี้ยงดูนางให้ดี” “ข้ารู้แล้วท่านปู่ แล้วท่านพ่อท่านแม่และบรรดาพี่ชายพวกเขาไปไหนหมดรึขอรับ” กลับมาถึงเหอชางยังไม่เห็นคนอื่น เขาจึงเอ่ยถามชายชราผู้เป็นปู่ “บิดาทั้งสองของเจ้ากับเหอตงออกไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้า เหออันกลับมาอีกทีคงเดือนหน้า ส่วนเหอหยวนเพิ่งขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ตอนนี้มารดาของเจ้ากำลังนอนหลับอยู่ข้างในห้อง ช่วงก่อนนางโดนพิษลมหนาว อาการป่วยเรื้อรังจึงกำเริบอีกครั้ง” “เช่นนั้นข้าพาซินซินไปหาท่านแม่ก่อน ท่านปู่ทานมื้อเที่ยงหรือยัง” เหอชางพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินว่ามารดาของเขาล้มป่วยอีกแล้ว “ก่อนขึ้นเขา เหอหยวนทำอาหารให้พวกเรากินกันเสร็จแล้ว” “อ้อ เช่นนั้นท่านปู่ไปพักเถอะขอรับ” เหอชางบอกชายชราแล้วก้มลงจะอุ้มหม่าเจี่ยซินขึ้น แต่นางกลับปฏิเสธการกระทำของเขาแล้วจับแขนของเขาเพื่อพยุงร่างกายตนเองเอาไว้ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนด้วยขาที่สั่นเล็กน้อย “ข้าเดินเองได้” หลังถูกเขาแบกมาตลอดสามวัน หม่าเจี่ยซินก็เข็ดขยาดกับการถูกอุ้มหรือแบก เวลานี้นางจึงอยากใช้เท้าตัวเองลองเดินดูเอง เหอชางไม่ได้ห้ามหม่าเจี่ยซิน เมื่อนางอยากเดินเองเขาก็ช่วยประคองแล้วพากันเดินเข้าไปในห้องที่มีหลิวซื่อนอนอยู่ “แค่กๆ เป็นอาชางรึ” เสียงไอดังขึ้นมาจากห้องที่ค่อนข้างสลัว กลิ่นยาที่อบอวลเต็มห้องทำให้หม่าเจี่ยซินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงเดินตามเหอชางไปจนถึงข้างเตียง “ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว” แสงเทียนข้างเตียงทำให้หลิวซื่อสามารถมองเห็นใบหน้าของบุตรชายคนเล็กได้ชัดเจน นางจึงพยายามขยับลุกขึ้นมานั่ง เหอชางก็รีบเข้าไปช่วยพยุงมารดา “เจ้ากลับมาแล้ว ดีจริงๆ” หลิวซื่อจับมือบุตรชายมาตบเบาๆ ด้วยความยินดี อาการป่วยราวกับบรรเทาลงหลายส่วนเมื่อได้เห็นหน้าบุตรชายคนเล็ก “ท่านแม่ เหตุใดอาการป่วยของท่านถึงได้กำเริบอีกแล้ว” หลิวซื่อเป็นโรคปอด หากไม่ระวังให้ดีนางมักจะถูกพิษความเย็นเล่นงานจนอาการกำเริบขึ้นมาอยู่เสมอ แม้ที่ผ่านมานางไม่ได้ป่วยหนักถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายของนางก็ทนต่อไปไม่ไหวอีก ยามนี้เมื่อได้จับมือที่ผอมแห้งของมารดา เหอชางถึงได้รู้ว่าหลิวซื่อผ่ายผอมลงไปมากเพียงใด “อากาศเปลี่ยนโรคเก่าก็กำเริบ เจ้าอย่าได้ห่วงเลย อีกไม่นานแม่ก็หายแล้ว” หลิวซื่อตบหลังมือของบุตรชายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นสายตาของนางก็เลื่อนไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เหอชางด้วยความสนใจใคร่รู้ น้ำเสียงที่เอ่ยถามสั่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “นั่นคือ...” “ท่านแม่ นางคือคนที่ท่านรอคอย” หม่าเจี่ยซินไม่อาจเข้าใจคำว่า คนที่ท่านรอคอย ของเหอชางได้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังยืนนิ่งไม่คิดจะเอ่ยแทรกพวกเขาสองแม่ลูกพูดคุยกัน “จริงรึ เจ้า.. เจ้าไปหามาจากที่ใด” หลิวซื่อเต็มไปด้วยความแปลกใจในคราแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดีจนริมฝีปากคลี่ออกยิ้มกว้าง “นางเป็นน้องสาวของสหายผู้หนึ่งของข้า ปีก่อนครอบครัวของนางเกิดเรื่องขึ้นเวลานี้จึงเหลือเพียงตัวคนเดียว” “อ้อ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก สาวน้อยเจ้าเข้ามาให้ข้ามองดูใกล้ๆ หน่อยได้หรือไม่” เมื่อหลิวซื่อกวักมือเรียก หม่าเจี่ยซินที่ถูกเรียกให้เข้าไปหาก็ทำอะไรไม่ถูกอีกครั้งนางถึงหันไปหาเหอชาง เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเบาๆ ร่างบางถึงได้เดินเข้าไปใกล้หลิวซื่อ แม้จะแปลกใจที่คนบ้านนี้เหมือนนึกอยากจะเห็นใบหน้าของนางเป็นอย่างยิ่ง แต่แปลกใจก็ส่วนแปลกใจ หม่าเจี่ยซินยังคงก้าวเข้าไปยืนข้างๆ ให้หลิวซื่อได้มองอย่างที่ต้องการ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD