บ้านในป่าลึก 3

1446 Words
“หน้าตางดงามน่าเอ็นดูยิ่งนัก เจ้ามีชื่อว่าอะไร” “ท่านป้า ข้ามีนามว่าเจี่ยซิน แซ่หม่าเจ้าค่ะ” หม่าเจี่ยซินแนะนำตนเองแล้วยิ้มให้กับหลิวซื่อ แม้หลิวซื่อจะป่วยและในห้องของนางจะมีกลิ่นอับกับกลิ่นยาผสมกันอยู่จนแทบแยกไม่ออก แต่หม่าเจี่ยซินกลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด กลับกันนางสามารถรู้ได้จากดวงตาที่อ่อนโยนของหลิวซื่อ ว่ามารดาของเหอชางผู้นี้เป็นสตรีที่มีจิตใจอารีย์มากผู้หนึ่ง “เจี่ยซิน นามช่างไพเราะยิ่งนัก เหมาะสมกับเจ้าจริงๆ แค่กๆ” พูดไม่หยุดมาหลายประโยค หลิวซื่อก็เริ่มไอและหอบ เหอชางจึงรีบหันไปรินน้ำอุ่นมายื่นให้มารดาจิบ จากนั้นก็ช่วยลูบแผ่นหลังที่ผอมบางของหลิวซื่อจนอีกฝ่ายกลับมาหายใจได้คล่องอีกครั้ง “ท่านแม่ ท่านพักผ่อนก่อนเถอะ” “แม่ไม่เป็นไร เพียงแค่ดีใจมากไปหน่อยเท่านั้น เจี่ยซินข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ได้หรือไม่” “ท่านป้าเรียกข้าว่าซินซินก็ได้เจ้าค่ะ” หม่าเจี่ยซินหันไปมองเหอชางเล็กน้อย แล้วยิ้มกว้างให้กับหลิวซื่อด้วยความยินดี “ดีดี เช่นนั้นซินซินก็เรียกข้าว่าท่านแม่เถอะ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา” “เจ้าค่ะ” แก้มใสแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ยังดีที่ในห้องอาศัยเพียงแสงเทียนให้ความสว่าง เหอชางกับหลิวซื่อจึงไม่สังเกตเห็นความขัดเขินของนาง “ท่านแม่ ท่านได้กินมื้อเที่ยงและดื่มยาหรือยังขอรับ” แม้จะเอ่ยถามเรื่องนี้จากท่านปู่ของเขามาแล้วรอบหนึ่ง แต่เหอชางก็ยังเอ่ยถามมารดาด้วยความใส่ใจอีกครั้ง ในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนักเมื่อได้เห็นร่างกายของหลิวซื่อผ่ายผอมลงไปมากกว่าเดิม “แม่กินแล้ว พวกเจ้าเล่าได้กินมื้อเที่ยงหรือยัง” “ยังเลยขอรับ” “เช่นนั้นเจ้าก็ออกไปทำอาหารให้เจ้ากับซินซินเถอะ เดี๋ยวแม่จะพูดคุยเป็นเพื่อนนางเอง” ได้ยินเช่นนั้นเหอชางก็หันมามองหม่าเจี่ยซิน หม่าเจี่ยซินจึงพยักหน้าเบาๆ ให้เขาวางใจ เหอชางจึงหันกลับไปตอบตกลงแล้วเดินออกจากห้องไป ในห้องพักจึงเหลือเพียงหม่าเจี่ยซินนั่งอยู่กับหลิวซื่อ “เดินทางมาหลายวัน เจ้าคงเหนื่อยแย่แล้ว” หลิวซื่อเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะให้นางไปพักผ่อน หม่าเจี่ยซินพยักหน้ายิ้มแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง เพราะยืนนานๆ ร่างกายของนางก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่นางกลับไม่มีความคิดที่จะบอกเรื่องนี้ให้หลิวซื่อได้รับรู้ “เหนื่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นก็ดี เฮ้อ ในที่สุดอาชางก็พาคนกลับมาเสียที” หลิวซื่อจับมือของหม่าเจี่ยซินไปลูบคลำ มือของหญิงสาวที่ทำไร่ทำนาย่อมไม่เนียนนุ่มแต่หลิวซื่อกลับลูบราวกับไม่รู้สึกถึงความหยาบกระด้าง เพราะมือของหลิวซื่อก็หยาบไม่แพ้กัน “ท่านแม่ต้องการพักสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะช่วยพยุงท่านนอน” “ไม่ล่ะ หลายวันมานี้ข้านอนจนเอียนแล้ว ตอนนี้อยากพูดคุยกับเจ้ามากกว่า เจ้าช่วยเล่าเรื่องพี่ชายของเจ้ากับอาชางให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่” “ได้เจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อก่อนข้าเคยเจอเขาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จึงไม่ได้รู้อะไรมากมาย” แล้วหม่าเจี่ยซินก็เล่าเรื่องราวของเหอชางกับหม่าเฉิงหนิงที่มีอยู่ในความทรงจำของร่างเดิมออกมาให้หลิวซื่อฟังคร่าวๆ ก่อนจะชื่นชมว่าเหอชางนั้นเป็นที่ชื่นชมของอาจารย์ในสำนักศึกษาของตำบลมากเพียงใด จากคำพูดที่หม่าเฉิงหนิงเคยเล่าให้หม่าเจี่ยซิน เจ้าของร่างเดิมฟัง “เด็กคนนี้เขาเหมือนท่านปู่สามของเขา ด้านการเรียนนั้นเก่งกาจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนตอนที่ปู่สามของเขายังมีชีวิต เคยดำรงตำแหน่งขุนนางเป็นถึงราชครู เป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้ในราชกาลก่อน นี่คือความภาคภูมิใจของคนในรุ่นเขา ข้าจึงหวังว่าในอนาคตเหอชางจะสามารถดำเนินตามรอยของท่านปู่สามคนนั้นได้เช่นกัน” ‘เคยดำรงตำแหน่งขุนนางเป็นถึงราชครู เป็นอาจารย์ของฮ่องเต้ในราชกาลก่อน’ มิน่าครอบครัวของพวกเขาถึงสามารถสร้างบ้านอิฐในป่าลึกเช่นนี้ได้ ที่แท้ก็เคยมีคนที่มีความสามารถเพียงนี้อยู่ในตระกูล แล้วความสงสัยในใจส่วนหนึ่งของหม่าเจี่ยซินก็ดูเหมือนจะได้รับคำอธิบาย เพียงแต่... หากเคยมีคนที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นอยู่ในตระกูล เหตุใดครอบครัวเหอชางถึงมาใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ พวกเขามีความจำเป็นอะไรกัน “พี่เหอชางเป็นคนเก่ง อนาคตเขาย่อมทำได้แน่นอนเจ้าค่ะ” ไหนๆ นางก็ชื่นชมไปแล้ว หม่าเจี่ยซินจึงคิดว่าเพิ่มไปอีกสักประโยคย่อมไม่ต่างกัน นางจึงเอ่ยอีกประโยคเพื่อเพิ่มรอยยิ้มให้หลิวซื่อ หลิวซื่อจึงระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข นางยังกุมมือของหม่าเจี่ยซินเอาไว้ไม่ยอมปล่อย “เขาสอบเป็นขุนนางอย่างที่ต้องการได้ย่อมเป็นเรื่องดี เพียงแต่หลังจากนั้นคงไม่ได้กลับมาบ้านบ่อยๆ อีกแล้ว เฮ้อ แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป แม้อาชางจะไม่อยู่ แต่ยังมีอาหยวน อาอันและอาตง พวกเขาย่อมดีกับเจ้าเช่นกัน” หม่าเจี่ยซินพยักหน้าเบาๆ นางคาดเดาคนเหล่านั้นที่หลิวซื่อพูดถึงน่าจะเป็นพี่น้องของเหอชาง เพียงแต่ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินเหอชางพูดถึงเพียงคนเดียว นั่นคือ คนที่จ่ายเงินซื้อนาง หม่าเจี่ยซินจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเหอชางยังมีพี่น้องอีกกี่คน แต่คาดว่าไม่น่าจะเยอะนัก เพราะเขาบอกนางว่าภายในครอบครัวของเขามีสมาชิกเพียงแปดคนเท่านั้น ส่วนเรื่องที่หลิวซื่อบอกว่าพวกเขาย่อมดีกับนางเช่นกันนั้น หม่าเจี่ยซินไม่ได้นำมาใส่ใจ พูดคุยกับหลิวซื่ออีกหลายประโยค หม่าเจี่ยซินก็ช่วยพยุงหลิวซื่อลงไปนอนเพื่อพักผ่อน จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องด้วยอาการอ่อนเพลีย เพราะร่างกายของนางยังคงไม่หายดี ด้านนอก เหอชางเพิ่งทำอาหารและต้มยาให้หม่าเจี่ยซินเสร็จ เมื่อเห็นนางเดินออกมาจากห้องของมารดา เขาจึงเดินมาช่วยประคองนางไปยังด้านข้าง เพื่อทานมื้อเที่ยงในยามบ่ายด้วยกัน หลังกินข้าวต้มที่ใส่เพียงเกลือปรุงรสเสร็จ หม่าเจี่ยซินก็ดื่มยาตาม จากนั้นเหอชางก็อุ้มนางขึ้นมาแล้วเดินไปยังบ้านอีกหลัง แล้วเปิดประตูพานางเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน เขาเปิดประตูห้องหนึ่งที่ค่อนข้างโล่งและโปร่ง ด้านในไม่มีข้าวของใดๆ นอกจากเตียงนอนและชุดโต๊ะวางอยู่ เมื่อวางนางลงนั่งบนเก้าอี้ เหอชางก็หันเดินออกไปอีกครั้งก่อนจะกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับชุดเครื่องนอนที่ถูกเก็บเอาไว้อย่างดี เหอชางปูเตียงนอนให้หม่าเจี่ยซินอย่างคล่องแคล่ว หลังปูที่นอนเสร็จก็เดินมาอุ้มนางไปวางบนเตียง “เจ้านอนพักผ่อนเถอะ ตกเย็นข้าจะมาเรียกเจ้า” “อืม ได้” หม่าเจี่ยซินเอ่ยด้วยความเกรงใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขัดเขินอย่างอดไม่ได้ที่ต้องอาศัยบุรุษผู้นี้จัดการทุกเรื่องให้นาง แม้ไม่น่าเชื่อว่าเหอชางจะสามารถทำงานต่างๆ อย่างคล่องแคล่วได้มากมาย แต่หลายวันมานี้นางได้เห็นด้วยสายตาตัวเองและค่อยๆ ชินไปกับการกระทำของเขาหลายส่วนแล้ว ดังนั้นเมื่อเหอชางบอกให้นางนอนพัก หม่าเจี่ยซินที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางและฝืนพูดคุยกับหลิวซื่อก็ยอมหลับตานอนพักอย่างว่าง่ายทันที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD