“อ๊ะ! ขอโทษค่ะ!”
เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ ร่างเล็กก้มหัวโค้งทันทีโดยไม่กล้าเงยหน้ามองคนตรงหน้า ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินหนีไปด้วยส้นสูงสูงเกือบแปดนิ้วที่แทบคลอนเคลง
คนที่เพิ่งถูกชนเลื่อนสายตามองตามร่างนั้นช้า ๆ แผ่นหลังบอบบางในชุด เดรสสั้นสีดำเผยผิวขาวเนียนสะดุดตา เขาก้าวไปอีกก้าว ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับบัตรเล็ก ๆ ที่ร่วงอยู่บนพื้น
ชายหนุ่มโน้มตัวลงเก็บมันขึ้นมา พลันรอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นช้า ๆ
“...อายุสิบห้า?” เสียงทุ้มต่ำของเขาแผ่วเบา ราวพูดกับตัวเอง ดวงตาคมกริบที่เย็นชาเสมอไหววูบด้วยความสนใจของใบหน้าบนบัตรนั้นชั่วขณะ ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าแล้วก้าวยาว ๆ เดินตามร่างเล็กที่เพิ่งหายลับเข้าไปในบาร์อย่างไร้เสียง
เขาไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เพราะเจอมาบ่อยครั้งที่เด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดจะแอบปลอมบัตรเข้ามาเที่ยวที่บาร์ของเขา สุดท้ายคนผิดก็ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนที่ปลอมบัตรเข้ามาต่างหาก
เสียงดนตรีแจ๊สผสานกลิ่นอายเรโทรลอยคลอในอากาศ ไฟสลัวสีอำพันส่องสะท้อนกับแก้วเหล้าราคาแพงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะมุมลึกสุดของบาร์ “The Midnight Trap” บาร์หรูที่ตั้งตระหง่านใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สังสรรค์ธรรมดา แต่ยังเป็นสมรภูมิของคนที่มีอำนาจและเงิน
“Cheers!”
เสียงแก้วกระทบกันดังเบา ๆ ระหว่างชายหนุ่มสามคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน หากมองผิวเผิน พวกเขาดูดีเกินกว่าจะเป็นลูกค้าธรรมดา แต่แท้จริงแล้วนี่คือ สามพี่น้องตระกูลรัตนวรากุล ที่แต่ละคนล้วนมีโลกของตัวเองและหนึ่งในนั้นคือเจ้าของบาร์แห่งนี้
วรเมธ รัตนวรากุล หรือ “เวย์” นั่งพิงพนักโซฟาหนังสีเข้มอย่างสง่างาม สายตาเรียบนิ่งคุมอารมณ์ยากจะอ่านได้ เขาหมุนแก้วสก็อตช์ในมือพลางมองน้องชายทั้งสองที่กำลังเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระ
“ว่าแต่…พี่ไอซ์ควงสาวไม่ซ้ำหน้าแบบนี้ พี่ไม่กลัวท่านประธานดุบ้างเหรอ?”
คิรัช รัตนวรากุล หรือ “คิน” น้องชายคนเล็กของตระกูล ถามพลางยักคิ้วล้อเลียน ข่าวซุบซิบวันนี้เพิ่งลงหน้าหนังสือพิมพ์บันเทิง ว่าไอซ์พานางแบบคนใหม่เข้าโรงแรม
“มึงก็ว่าไปเถอะคิน พี่ไม่เคยควงใครสักหน่อย”
ธันวา รัตนวรากุล หรือที่คนทั้งวงการรู้จักในชื่อ “ไอซ์” พระเอกตัว
ท็อปของประเทศ ยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เวย์เพียงยกแก้วจิบเหล้า มองภาพน้องชายสองคนเถียงกันแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เลิกเจ้าชู้บ้างก็ดีนะ”
“ถ้าพี่เลิกก่อน ผมค่อยคิด” ไอซ์หันมายักคิ้วท้าทาย
“ไอ้น้องเวร” เวย์สบถในลำคอ
“แล้วมึงล่ะคิน” เวย์หันไปถามน้องเล็กบ้าง “ลูกเจ้าของห้างที่มึงตามจีบ ติดยัง?”
คินหัวเราะ “ยังว่ะ ใจแข็งฉิบหาย เขาบอกผมเด็กเกินไป”
“เด็กจริง ๆ นั่นแหละ” ไอซ์เสริมพร้อมหัวเราะเยาะ
คินโวย “เฮ้ย! ผมยี่สิบแล้วนะพี่!”
เวย์ยกยิ้มบาง “ดูมึงสองคนตอนนี้สิ เถียงกันเหมือนเด็กอนุบาล ใครจะเชื่อว่าตระกูลนี้คุมครึ่งเมือง”
บทสนทนาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนคินมองเครื่องดื่มสีแดงสดตรงหน้าพร้อมเชอร์รี่ลูกโตด้วยความสงสัย “แล้วพี่สั่งเครื่องดื่มพวกนี้ให้เราทำไมวะ?”
เวย์ปรายตามองแก้วของน้องชายทั้งสองแล้วพูดเรียบ ๆ
“ก็เหมาะกับพวกมึงดีนี่”
“ของผมชื่อไร?” ไอซ์ถาม
“Burnt Velvet” เวย์ตอบ “นุ่มนวลหรูหรา แต่มีเปลวไฟซ่อนอยู่ข้างใน…เหมือนมึงแหละ ไอซ์ หน้ากล้องดูดี หลังกล้อง…จุด จุด จุด”
ไอซ์หัวเราะหึ “โห พี่นี่ชมผมใช่มั้ยเนี่ย”
“แล้วของผมล่ะ?” คินถามพลางจิ้มเชอร์รี่ในแก้ว
“Cherry Shot” เวย์ว่า “ดูหวาน ดื่มง่าย แต่แรงจนใครเผลอก็ล้ม”
คินหัวเราะ แต่เมื่อเห็นแววตาพี่ชายที่ลึกเกินกว่าจะอ่านได้ เขาก็เม้มปากอย่างรู้สึกว่า…พี่ชายคนนี้ไม่ได้พูดเล่น
“แล้วของพี่ล่ะ?” ไอซ์ถามบ้าง “Midnight Scotch?”
เวย์วางแก้วลงช้า ๆ สายตานิ่งสนิท “มันคือเหล้าที่ขมที่สุด…สำหรับเวลาหลังเที่ยงคืน เพราะชีวิตจริงของกูเริ่มต้นตอนนั้น”
ไอซ์กับคินมองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจยาว พวกเขารู้ดีว่า พี่ชายของเขาไม่ได้หมายถึงงานที่บาร์เท่านั้น
เวย์…มือขวาของอิทธิพล รัตนวรากุล และผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายมืดที่ใครก็ไม่กล้าท้าทาย
เพียงไม่นานหลังจากที่น้องชายคนกลางออกไปกับสาวสวย ส่วนน้องชายคนเล็กก็ดันเจอกับคนที่ชอบมาที่บาร์พอดี ทิ้งไว้เพียงพี่ชายคนโตในโซนวีไอพี
“ไอ้พวกน้องเวร เจอสาวแล้วทิ้งกูไปหมด” เขาพึมพำกับตัวเอง
แสงไฟในบาร์ค่อย ๆ ดับลงทีละจุด เหลือไว้เพียงแสงสีส้มสลัวจากโคมไฟเหนือโต๊ะมุมเดิมที่ซ่อนอยู่ในเงามืด เสียงเพลงแจ๊สเปลี่ยนจังหวะเป็นทำนองช้ากว่าเดิม คล้ายทุกคีย์เปียโนกลายเป็นเสียงสะท้อนของความเงียบที่คลี่คลายไปทั่วบรรยากาศ
เวย์ยังนั่งอยู่ที่เดิม มือใหญ่ข้างหนึ่งวางนิ่งข้างแก้วสก็อตช์ที่เหลือเพียงน้ำแข็งละลาย อีกมือเอื้อมไปหยิบแก้ว Burnt Velvet ของไอซ์ที่วางทิ้งไว้กลางโต๊ะ เนื้อแก้วยังคงเย็นเฉียบเล็กน้อย ของเหลวสีแดงอมม่วงข้นขึ้นจากน้ำแข็งที่ละลาย
เขามองมันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง... ก่อนยกขึ้นมาแนบปลายจมูก สูดลมหายใจช้า ลึก กลิ่นแรงของเหล้าหวานผสมเชอร์รี่แตะสติสัมผัส ปลายริมฝีปากขยับกระซิบแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน แต่ชัดเจนพอให้ความคิดตัวเองฟัง
“รสชาติของคนที่ไม่รู้เลย…ว่าตัวเองกำลังจะไหม้”
นัยน์ตาคมที่สะท้อนแสงไฟเพียงริบหรี่พลันวูบลึกลงในภวังค์ ความคิดที่เชื่อมโยงกับชีวิตที่เขาเห็นมานับไม่ถ้วน ทั้งคนที่หวานสดใสในตอนต้น แต่สุดท้ายก็ถูกโลกของเขาเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่เศษเถ้า
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น แหวกความเงียบในห้วงคำนึง
“นายครับ น้อง ๆ ที่มาสมัครงาน มาครบแล้วครับ”
เวย์กะพริบตาเล็กน้อย วางแก้ว Burnt Velvet กลับลงที่เดิม เสียงกระทบแก้วกับโต๊ะเบาแทบไม่ได้ยิน เขาเอนหลังพิงพนัก พลิกข้อมือเช็กเวลาบนเรือนนาฬิกาสายหนังราคาแพง ก่อนตอบเรียบ ๆ
“อืม… เดี๋ยวกูออกไป”
เขาลุกขึ้นเต็มความสูง สูทสีดำสนิทขยับตามแรงก้าวอย่างสมบูรณ์แบบ เงาร่างสูงโปร่งเคลื่อนไหวราวกับเสือที่เพิ่งตื่นจากการนอนกลางวัน สงบ เย็นชา แต่แฝงพลังอันตรายไว้เต็มเปี่ยม
ทุกสายตาของพนักงานที่เดินผ่านต่างกดต่ำลงโดยอัตโนมัติ เมื่อเจ้าของบาร์ The Midnight Trap ก้าวออกจากโซนวีไอพี มุ่งหน้าไปยังโถงด้านหน้า
ทันทีที่เวย์ก้าวเข้าสู่โถงด้านหน้า ภาพของหญิงสาวเกือบสิบคนที่ผ่านการทดลองงานในวันนี้ก็ปรากฏตรงหน้า บางคนยืนตัวตรง บางคนหลบตาอย่างตื่นเต้น แต่สายตาของเขาหยุดลงตรงจุดเดียวทันที
หญิงสาวในชุดเดรสสีดำสั้นที่เพิ่งเดินชนเขาหน้าบาร์
“คนนี้ไม่ผ่าน” เสียงทุ้มต่ำของเวย์เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย แต่ทรงอำนาจ
คำพูดนั้นทำเอาเสียงกระซิบกระซาบรอบตัวดังขึ้นทันที บางคนหันมอง บางคนอ้าปากค้าง ทุกสายตาจับจ้องไปยังเธอ... หญิงสาวหน้าหวาน ผิวขาวเนียน ชุดเดรสที่สวมใส่ก็เป็นไปตามแบบฉบับของเด็กนั่งดริ้งอย่างไม่มีที่ติ ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเธอจะเป็นคนที่โดนปฏิเสธ แต่กลับเป็นเธอที่โดนชี้นิ้วอย่างไร้ความลังเล
“นายครับ… คนนี้สวยสุดในรอบนี้เลยนะครับ” ลูกน้องคนหนึ่งกระซิบเสียงเบาหวิว ราวกับยังไม่อยากยอมรับการตัดสินนั้น
เวย์เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สบตากับดวงตาคู่นั้นตรง ๆ ขนตายาวงอนกะพริบช้า ๆ ราวกับกลั้นไม่ให้หยดน้ำตาหล่น เธอพยายามไม่หลบสายตาเขา แต่แววตานั้นกลับสั่นไหวชัดเจน
เขาชี้นิ้วตรงไปยังเธออีกครั้ง
“เธออายุไม่ถึงเกณฑ์” เสียงเย็นเฉียบและชัดเจนจนทั่วทั้งโถงเงียบกริบ
หญิงสาวเบิกตากว้าง ขณะที่รอบข้างเริ่มมีเสียงซุบซิบหนักขึ้นกว่าเดิม หลายคนเริ่มขยับตัวอย่างกระวนกระวาย
เวย์หันไปหาลูกน้องข้างตัวทันที เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นตวาดดังลั่น
“เรียกการ์ดหน้าประตูมาพบกูเดี๋ยวนี้!”
“เจอเด็กปลอมบัตรเข้าบาร์ยังไม่พอ นี่ยังมีเด็กปลอมบัตรมาสมัครงานอีก! พวกมึงทำงานกันยังไงวะ!!!”
เสียงดุดันกึกก้องไปทั่ว จนความเงียบเข้าปกคลุมทั้งโถงเหมือนมีคนกดปุ่มปิดเสียง ทุกคนต่างตัวแข็งทื่อ
ส่วนหญิงสาวในชุดเดรสสีดำนั้นยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิม ร่างบางสั่นเทาเล็กน้อย แววตาคู่สวยที่เคยฉายความมั่นใจ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและ…สิ้นหวัง
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนวิ่งมาตามโถงยาว ก่อนประตูไม้บานใหญ่ของห้องทำงานจะเปิดออกด้วยแรงผลัก
“นายครับ…” วิน มือขวาคนสนิทของเวย์หยุดหายใจเล็กน้อยเมื่อสบตากับเจ้านายที่กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ไฟในห้องสลัวเพียงพอให้เห็นเงาบุรุษในสูทดำกำลังคีบบุหรี่ขึ้นจุดไฟอย่างเยือกเย็น
“ว่าไง” เวย์ถามเสียงเรียบ
“น้องคนนั้น…คนที่นายสั่งปฏิเสธเมื่อกี้ครับ ยังไม่ยอมกลับเลยครับ”
“แล้วไง?”
“เธอขอเข้าพบนายครับ”
เวย์พ่นควันออกช้า ๆ ดวงตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
“…มึงก็ไล่ไปสิ”
“แต่…” วินลังเลเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจพูดออกไป “นายครับ…แม้แต่หมาข้างขอข้าวกินนายยังไม่เคยละเลยสักครั้งเลยนะครับ ผมคิดว่า…น้องเขาอาจจะลำบากจริง ๆ ก็ได้”
...เงียบ
ภายในห้องเงียบกริบเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง เวย์วางบุหรี่ลงบนที่เขี่ย ก่อนลุกขึ้นช้า ๆ พร้อมปรายตามองลูกน้อง
“ไอ้วิน…อย่าเสือกเรื่องของกู”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่แข็งเฉียบจนวินเผลอก้มหน้าทันที ความเย็นจากคำพูดนั้นคล้ายคมมีดเฉือนผ่านอากาศ เวย์ถอนหายใจยาว มองฝ่ามือของตัวเองที่เคยชุ่มเลือดนับไม่ถ้วน แต่วันนี้กลับรู้สึกร้อนวูบเพราะเด็กคนหนึ่งที่เอาแต่ยืนรอหน้าห้อง
“บ้าเอ๊ย…”
เขาสบถในใจ รู้ดีว่าความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นไม่ควรมีในชีวิตแบบเขา แต่ก็ห้ามมันไม่ได้
“ให้เข้ามา” เสียงเย็นเอ่ยขึ้น
วินพยักหน้ารับคำ รีบถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรู้หน้าที่
ประตูห้องเปิดออกอีกครั้งอย่างช้า ๆ ร่างบอบบางของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ส้นสูงที่เคยทำให้เธอดูมั่นใจ บัดนี้แทบพาร่างไม่ไหว เธอยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขา ชายแปลกหน้าผู้ทรงอำนาจที่เธอไม่ควรเอ่ยปากร้องขออะไรทั้งนั้น
แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก กลั้นน้ำตาไว้เต็มที่ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
“ขอร้องล่ะค่ะ…อย่าไล่หนูเลย หนูแค่…ขอโอกาส”
เวย์เลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาเย็นจัดมองตรงมาอย่างไม่แสดงอารมณ์
“หนูมีน้องอีกสองคนค่ะ คนเล็กป่วย ต้องใช้เงินรักษาทุกเดือน…หนูแค่อยากทำงาน เพื่อให้พวกเขาได้กินอิ่มนอนหลับ ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่น…”
เวย์ยังคงเงียบ ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย แต่หญิงสาวยังไม่ยอมแพ้
“หนูยอมทำอะไรก็ได้ จะกวาดบ้าน ถูบ้าน ขัดส้วม ทำอาหาร ทำสวน ซักผ้า ล้างรถ หนูทำได้หมดเลยค่ะ ขอแค่งาน…แค่งานเท่านั้นค่ะ”
ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาไหลเงียบ ๆ ขณะที่เธอโค้งตัวลงต่ำจนหน้าผากเกือบแตะพื้น
เวย์นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะ ใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว แต่ในอกกลับปั่นป่วนโดยไม่ตั้งใจ เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่มีคนมาขอร้องเขา…ด้วยน้ำเสียงที่เหมือน คนกำลังจะตายจริง ๆ คือเมื่อไหร่
ภาพของตัวเขาในวัยเจ็ดขวบ วูบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว…วันที่เขาเคยร้องขอให้ใครสักคนเมตตา
แต่เขาไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่คนดี
เขาเพียงแต่… คนที่เคยได้รับโอกาสก็เท่านั้น และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาให้โอกาสใครสักคน
“ชื่ออะไร”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้า ๆ ในความเงียบ
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองตาเขาทั้งน้ำตา
“…มะปริงค่ะ”
เวย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนโน้มตัวลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเกี่ยวเส้นผมที่ปรกหน้าหล่อนออกช้า ๆ
“ต่อไปนี้…เธอจะชื่อว่า ปิ๊ง” เสียงเขาเบา แต่หนักแน่นราวกับคำประกาศ
“เธอจะเป็นน้องสาวของฉัน” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “และชีวิตของเธอจะสดใสกว่าที่เคยเป็น”
ปิ๊งมองเขาด้วยแววตาไม่เชื่อสายตา น้ำตาไหลเงียบอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความโล่งใจจนแทบยืนไม่อยู่
เวย์เอ่ยประโยคสุดท้ายช้า ๆ
“...และเรียกฉันว่าเฮียเวย์”