หยางจื่อหรง หรือ จิมมี่ หลายคนรู้จักเขาในฐานะเจ้าของคาสิโนสุดหรู ‘Anske Yang’ ในมาเก๊าเขตปกครองพิเศษแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนั้นเมื่อนึกถึงคาสิโนมันก็ย่อมหนีไม่พ้น ภาพจำของมาเฟียที่เลวร้ายอย่างในหนัง
หยางจื่อหรงเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า?
คำตอบ...ไม่เชิง
ทุกความดี ทุกความเลว ล้วนดำเนินไปตามสถานการณ์ หยางจื่อหรงใช้อำนาจและเงินตราอย่างมีสติ ยังคงมีสำนึกผิดชอบชั่วดี ทว่าหากใครตั้งตนเป็นศัตรูของเขา หยางจื่อหรงไม่ปล่อยเอาไว้ ตีงูต้องตีให้ตาย ซึ่งเขาก็ตีงูตายจริงๆ หากคิดเอาคืนคงต้องรอคอยชาติหน้า
“นายท่านครับ”
“อืม”
“ตลาดเนื้อสดคืนนี้ มีสาวบริสุทธิ์มาด้วยครับ”
“ของหายาก”
ชายหนุ่มรับไอแพดจากลูกน้อง หน้าจอปรากฏรูปภาพ ข้อมูลส่วนตัวของเนื้อสด สาวน้อยคนนี้ชีวิตมีสตอรี่ คงมีหลายคนที่อยากเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวประมูลเธอกลับไปเลี้ยงดูปูเสื่อ ชั่วขณะหนึ่งต่อมความดี(จอมปลอม)กำเริบ ชายหนุ่มยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
เขาเอ่ยกับลูกน้อง “ต้องเอามาให้ได้”
“ราคาคงสูงน่าดูเลยนะครับ”
“พูดเหมือนนายมีเจ้านายจนอย่างนั้นแหละหลัวซี”
“ไม่กล้าครับ นายท่านร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนแล้วครับ” ไม่ยึดตามโพลสำรวจ หลัวซีมั่นใจว่าเจ้านายของเขาคือมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งในประเทศจีน
หลังจากประจบเจ้านายเสร็จ หลัวซีก็วกกลับเข้าประเด็นที่คุยกันก่อนหน้านั้นอีกครั้ง
“นายท่านต้องการให้ผมส่งสาวน้อยคนนี้ไปที่ไหนครับ”
“คืนนี้เดินทางไปลาสเวกัส ฉันจะเอาของขวัญไปฝากอาซาเอลสักหน่อย”
“ผมจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จก่อนสี่ทุ่มครับ”
“งั้นนายก็ควรรีบไปได้แล้ว”
“ครับ”
ตามกำหนดการ....
ในที่สุดหลัวซีก็สามารถประมูลสาวน้อยมาให้เจ้านายได้ ไม่สิ...ต้องบอกว่า ประมูลมาให้เพื่อนสนิทของเจ้านายถึงจะถูกต้อง
จากนั้นการเดินทางระยะไกลก็ได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของสาวน้อยบอบบางคนหนึ่ง
ภาริตาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่กระนั้นเธอก็ยังมีความหวาดระแวง เพียงแต่ไม่ได้แสดงมันออกมา พยายามกดความรู้สึกเอาไว้ลึกที่สุด เธอจะพูดก็ต่อเมื่อมีคนถาม นอกจากนั้นก็นั่งนิ่ง ในบางครั้งก็ตัดบทสนทนาโดยการปิดเปลืองตาลงแสร้งนอนหลับ
มาถึงอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย
เข้าพักในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ที่นี่คือลาสเวกัส สวรรค์ของคนบาป มีอบายมุขล่อลวงคนมากมาย ภาริตาไม่มีความตื่นตาตื่นใจ มีคำสั่งให้เธออาบน้ำแต่งตัว เพื่อไปพบกับคนที่จะได้ครอบครองชีวิตน้อยๆ
สาวน้อยมองดูตัวเองในกระจก ผมยาวที่หวงแหนถูกตัดสั้น นี่ไม่ใช่ความต้องการของเธอ แต่เป็นความต้องการของเสี่ยไพศาล ไม่ถามความสมัครใจสักคำ สั่งลูกน้องทำตามใจตัวเอง จึงได้ผมสั้นบ๊อบเหมือนเด็กนักเรียนมาครอบครอง
ใบหน้าที่มองมุมหนึ่งก็สวย มองอีกมุมก็น่ารัก ปราศจากเครื่องสำอาง แต่ไม่ซีดเซียว คงเพราะริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อ ผิวขาวอมชมพู โครงหน้าสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างจึงออกมาดีโดยไม่ต้องแต่งเติมอะไร
สาวน้อยทอดถอนหายใจออกมา สูดลมหายใจเข้าปอดใหม่เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ
“เราต้องสู้ เราต้องรอด”
เสียงสัญญาณกริ่งดัง ภาริตารู้ชะตาตัวเอง เวลาไม่อาจหยุดเพื่อรอใคร ตอนนี้เวลามันได้เดินมาถึงช่วงสำคัญแล้ว ภาริตาต้องรีบไป สาวน้อยสวมรองเท้าหุ้มส้น เดินไปเปิดประตู
บอดี้การ์ดไม่พูดอะไรมาก นอกจาก ‘เชิญทางนี้ครับ’ แล้วสาวน้อยก็เดินตามต้อยๆอย่างจำนน
หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกจุกอก สาวน้อยมีอาการมือเย็น สั่นสะท้าน เธอรู้สึกว่าใกล้เข้ามาแล้ว เรียกสติที่กำลังจะเตลิดให้กลับมา จนกระทั่งถึงห้องอาหารส่วนตัว
บอดี้การ์ดเคาะประตูห้องอาหารสามครั้ง ก่อนจะเปิดประตูให้สาวน้อยเดินเข้าไปข้างใน
“มานั่งตรงนี้ริต้า” หยางจื่อหรงคลี่ยิ้ม กวักมือเรียก อีกมือก็ชี้ไปยังเก้าอี้ข้างกาย เชิงบอกภาริตาให้นั่งลงตรงนี้
สาวน้อยไม่พูดไม่จา เดินไม่เร็วไม่ช้าไปเลื่อนเก้าอี้นั่ง
ตอนที่เข้ามาในห้องอาหารส่วนตัว หยางจื่อหรงคือคนเดียวที่ภาริตารู้จัก เขาทักทายเธอก่อน เธอจึงมองแค่เขาคนเดียว แต่พอเธอตั้งสติได้ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาหวานกลมโตสีน้ำตาลเข้ม สบเข้ากับดวงตาสีอำพันคมกริบราวกับอาวุธสังหาร
นัยน์ตาคู่นั้นทรงเสน่ห์ยิ่ง สาวน้อยรีบก้มหน้าลงฉับพลัน ขณะเดียวกันนั้นเอง เธอได้ยินเสียงหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“นี่แหละของขวัญที่ฉันเอามาสมนาคุณนาย”
“นายจะให้ฉันเลี้ยงลูก?”
ภาริตาขนลุกซู่ เกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวราวกับคนเป็นไข้ น้ำเสียงของเขาทุ้ม แต่แฝงด้วยอำนาจที่น่าเกรงขามและน่าหวาดกลัว มือเรียวกุมประสานกันบนตักนุ่ม บีบเบาๆให้กำลังใจตัวเอง
“ก็แล้วแต่นาย ฉันให้แล้วไม่เอาคืน ฉันไม่ชอบติดค้างบุญคุณใครด้วย”
“หาเรื่องให้ฉันปวดหัวมากกว่า”
หยางจื่อหรงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ พยักพเยิดหน้าเพื่อนสนิทมายังสาวน้อยที่เอาแต่นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา หยางจื่อหรงคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ รู้ว่าสาวน้อยประหม่าและหวาดกลัว แต่เขาก็ยังจะกลั่นแกล้ง
ช่างเป็นผู้ใหญ่ที่ใจร้ายมากจริงเชียว
“ริต้า”
“ค...คะ?”
“เงยหน้าขึ้น ทักทายลุงเขาหน่อยสิ ลุงเขาจะได้เอ็นดูเธอ”
จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มที่ถูกเปลี่ยนสถานะเป็น ‘ลุง’ กำลังยกไวน์ขึ้นจิบ เขาแทบสำลักไวน์ตาย อาซาเอลตวัดตาสีอำพันมองอย่างอำมหิต ซึ่งหยางจื่อหรงยังคงเอาตัวรอดแบบเดิม
แสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วให้อาซาเอลบ้าไปคนเดียว
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ...ริต้า”
“ต่อไปนี้เรียกฉัน ‘นายท่าน’ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจค่ะ” สาวน้อยตอบแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
หยางจื่อหรงมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาหยอกเย้าล้อเลียน สมกับเป็นมาเฟีย แม้แต่เด็กยังคิดวางอำนาจบาตรใหญ่ใส่ ดูสิ...เด็กกลัวจนหัวหดตัวสั่นเทิ้มไปหมดแล้ว
“เอาล่ะ หมดธุระของฉันแล้ว” ร่างสูงลุกขึ้นยืน ก่อนจากก็ได้พูดทิ้งท้ายกับภาริตาเอาไว้ “อยู่กับลุงเขาดีๆล่ะริต้า อย่าดื้อ อย่าซน เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย ลุงนี่มันเลือดร้อน อย่าขัดใจมันเชียว”
“จิมมี่!!” เค้นเสียงต่ำ มองตาคว่ำ
หยางจื่อหรงแสยะยิ้ม ก้มศีรษะทำความเคารพเพื่อนสนิทอย่างกวนประสาทแล้วเดินผิวปากจากไป
“ต่อไปนี้เธอคือนางบำเรอของฉัน มันอาจจะตรงเกินไป แต่นั่นคือสถานะของเธอ” อาซาเอลเริ่มพูด หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบเกิดขึ้นกว่าหนึ่งสองนาที มากพอที่จะทำให้เขาหงุดหงิด ขณะที่สาวน้อยหวาดกลัวและอึดอัดมาก
แค่มองก็รู้...
สาวน้อยไร้เดียงสานั้นอ่านง่าย
หากเป็นผู้หญิงคนอื่นอยู่กับเขาสองต่อสอง เสื้อผ้าบนตัวเขาคงอันตรธานหายไปแล้วล่ะ ห้องอาหารส่วนตัวคงได้กลายเป็นสังเวียนพิศวาสที่ร้อนแรง แต่มันไม่มีทางเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้น เมื่อตรงหน้าเขาคือ...ภาริตา
สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างเธอไม่รู้จักวิธีการยั่วยวนเขาเลยด้วยซ้ำ
อาซาเอลคิดแล้วก็ได้แต่ก่นด่าหยางจื่อหรงในใจ ‘ห่าเอ๊ย!! เอาเชี้ยไรมาให้กูเลี้ยงวะ!!’ เป็นครั้งแรกที่มาเฟียหนุ่มคิดไม่ตก เขาไม่เคยเลี้ยงดูนางบำเรอที่มีอายุ 17 ปี
“เข้าใจค่ะ”
“ฉันชอบคนซื่อสัตย์”
“หนูจะเป็นคนซื่อสัตย์เพื่อนายท่านค่ะ”
“ดี”
ไร้เดียงสาแถมยังอายุน้อย เขาเชื่อว่าสาวน้อยสามารถเป็นคนซื่อสัตย์ได้ คำตอบของภาริตาถูกใจเขา น้ำเสียงหวานแม้มีความหวาดกลัวเจือปนอยู่ก็ตาม นัยน์ตาเธอมีความแน่วแน่ อาซาเอลเจอคนมาเยอะ ภาริตาเป็นเพียงไม่กี่คน ที่เขารู้สึกอยู่ด้วยแล้วไม่มีความตะขิดตะขวงใจ
แต่ก็ต้องดูกันไประยะยาว เธออาจเปลี่ยนไปก็ได้
“ในฐานะที่เธอคือนางบำเรอของฉัน ฉันไม่เคยเลี้ยงดูนางบำเรอจริงจัง” ส่วนมากซื้อบริการชั่วครั้งชั่วคราว ใครทำให้เขาพอใจก็อยู่นานหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครอยู่นานถึงสองสัปดาห์
อาซาเอลเป็นคนขี้เบื่อ จึงไม่อยากจำเจอยู่กับสิ่งเดิม
“ในเมื่อเธอคือคนแรก ส่วนฉันก็ไม่ใช่คนใจคับแคบ อย่างไรฉันก็ได้เธอมาฟรี ดังนั้นเพื่อตอบแทนที่เธอจะต้องปรนเปรอและรองรับอารมณ์จากฉัน ฉันจะให้เธอขออะไรก็ได้สามอย่าง”
สาวน้อยสบตาเขาอีกครั้ง มาเฟียหนุ่มมองเห็นนัยน์ตาของเธอที่มองเขาเป็นประกาย ไม่ใช่ประกายความโลภ แต่เป็นประกายจากความตื้นตัน
“นายท่านพูดจริงเหรอคะ”
“อืม”
“นายท่านใจดี”
“เลิกประจบแล้วบอกมาซะ”
สาวน้อยคลี่ยิ้มออกมา แม้เป็นเพียงรอยยิ้มบางเบา แต่อิทธิพลของมันทำให้ความมืดดำสว่างไสว นับเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ในชีวิตของมาเฟียหนุ่ม
ภาริตาจดจำคำพูดของเสี่ยไพศาลได้ขึ้นใจ เธอใช้สมองอันน้อยนิดของตัวเอง หาวิธีการดิ้นรนเอาตัวรอดไปพร้อมกับการอยู่ให้เป็น เธอมีความแตกต่างติดตัว ดังนั้นต้องใช้ความแตกต่างของตัวให้เป็นประโยชน์
“1.หนูขอข้าวครบ 3 มื้อ
2. หนูขอที่ซุกหัวนอนที่สบาย
3.หนูขอให้คุณมองหนูเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจไม่ใช่สัตว์หรือสิ่งของ”
“พอเหรอ?”
ไม่พอหรอก...เธออยากได้หลายสิ่งหลายอย่างมากมายนับไม่ถ้วน แต่ความโลภจะทำให้เธอมีจุดเริ่มต้นและจุดจบไม่สวย สาวน้อยกำลังใช้ความเจ้าเล่ห์พื้นฐาน
มหาเศรษฐีล้วนแต่เป็นคนใจกว้าง การที่เธอขอน้อย นั่นเป็นการเหยียดหยามความร่ำรวยของเขา ไม่ใช่วันนี้ แต่ในอนาคตเขาจะมอบให้เธอมากกว่าสามอย่างที่เธอขอไป
มาเฟียหนุ่มกระตุกยิ้ม รู้เท่าทันสาวน้อย ซึ่งเขารู้สึกชอบใจอยู่ไม่น้อย จึงใจกว้างเพิ่มให้สิทธิพิเศษให้สาวน้อยอีกสองข้อ
“สิ่งที่เธอขอมันน้อยเกินไป ฉันเพิ่มให้เธออีก 2 ข้อพิเศษ”
“นายท่านให้ได้ทุกอย่างใช่ไหมคะ”
“มีแต่สิ่งที่อยู่นอกโลกที่ฉันให้เธอไม่ได้”
สาวน้อยเงียบไปครู่หนึ่ง หน้านิ่วคิ้วขมวดทำหน้าครุ่นคิด ก่อนตอบ “หนูยังคิดไม่ออกค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูให้นายท่านติดหนี้หนูเอาไว้ก่อน ถ้าวันไหนหนูคิดได้และต้องการมัน หนูจะทวงหนี้จะนายท่านนะคะ”
มาเฟียหนุ่มผู้ร่ำรวย ไม่เคยเป็นหนี้ใครมาก่อน
บัดนี้เขาได้การเป็นลูกหนี้ของสาวน้อยไปเรียบร้อยแล้ว
อาซาเอลไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่คำพูดมันจุกที่ลำคอ เมื่อเขาเห็นสาวน้อยผ่อนคลาย ไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวเขาเหมือนเดิม เธอยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เหมือนเด็กที่ถูกผู้ปกครองตามใจ
เอาเถอะ...แม้จะมีคำถามว่าเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร
เด็กก็คือเด็ก ไม่รู้ประสีประสา ผู้ใหญ่อย่างเขารังแกเด็ก คงต้องหากระโปรงมาใส่แล้วล่ะ ดังนั้นอาซาเอลไม่ถือสา ปล่อยผ่านแล้วพา ‘สาวน้อยนางบำเรอ’ กลับเพนต์เฮ้าส์ด้วยกัน