มาเฟียหนุ่มพาสาวน้อยไร้เดียงสามาอยู่ในดงเสือดงตะเข้ คืนแรกสาวน้อยถึงกับนอนเอามือก่ายหน้าผากเลยทีเดียว ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง จนคิดต่อไม่ไหวผล็อยหลับไปในที่สุด
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ทุกการเคลื่อนไหวในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ มีสายตาคู่หนึ่งมองอยู่
เจ้าของสายตาคู่นั้น ยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสุขได้ โดยการทำตัวเป็นพวก ‘ถ้ำมอง’ แบบนี้ และเขารู้สึกลุ้นที่จะได้เห็นสาวน้อยใช้ไหวพริบอยู่ในถิ่นราชสีห์
....มันต้องสนุกมากแน่ๆ
เช้าวันต่อมา
อาซาเอลผู้ที่น้อยครั้งจะตั้งคำถามสารทุกข์สุขดิบของคนอื่น วันนี้แตกต่าง ชายหนุ่มแสดงความเอาใจใส่ต่อสาวน้อย โดยการถามไถ่ หรืออีกนัยคือถามลองเชิง
“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม”
“ที่ซุกหัวนอนที่นายท่านมอบให้หนู มันสะดวกสบายมากค่ะ แต่หนูจะไม่โกหก หนูที่ความกังวลและนั่นทำให้หนูนอนได้ไม่เต็มที่”
‘ไม่โกหก’ การที่เธอไม่โกหก มันทำให้อาซาเอลรู้สึกเอ็นดู เขาเกือบลืมตัว วางแก้วกาแฟแล้วเอามือไปลูบศีรษะเธอแล้ว แต่ยังประคองสติเอาไว้ได้
ถึงแม้การที่เขาแสดงความเอ็นดูต่อสาวน้อยนางบำเรอ มันจะไม่ใช่เรื่องผิด เขาอยากทำอะไรย่อมทำได้ตามใจต้องการ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้อง เจ้านายผู้ที่ไม่เคยแสดงความอ่อนโยนต่อผู้ใด จู่ๆ มาแสดงกิริยาดังกล่าวกับสาวน้อยนางบำเรอ เขาคงหมดความน่ายำเกรงต่อลูกน้องใต้บัญชาเป็นแน่
ถูกใจยังไง เอ็นดูมากแค่ไหน ก็ต้องแสดงให้ถูกที่ถูกทาง
“วันนี้ก็นอนให้เต็มที่ เธอเป็นคนของฉัน ไม่มีใครกล้ารังแก”
นั่นไง...พอพูดแบบนี้ สาวน้อยก็คลี่ยิ้มกว้างขึ้นมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ความมืดดำมีแสงสวางส่องประกาย ภาพตรงหน้า เป็นภาพที่น่ามองนัก
ชายหนุ่มปิดบังรอยยิ้มเอาไว้ เมื่อเขายกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม
“ขอบคุณนะคะนายท่าน ใจดี มีเมตตาต่อมนุษย์ตัวน้อยมากค่ะ”
แม้เป็นคำพูดประจบ แต่พอมันหลุดออกมาจากปากสาวน้อย ฟังแล้วลื่นหูไม่น้อยทีเดียว มาเฟียหนุ่มพยักหน้า แสร้งตีหน้าขรึม ฟอร์มปล่อยตกไม่ได้เลยทีเดียว
“แค่นั้นอิ่มเหรอ”
“เมื่อคืนกินไปเยอะแล้วค่ะ”
“ตอนเช้าเลยอิ่ม?”
“ค่ะ”
“เธออยู่ในวัยกำลังโต จำเป็นต้องกินให้มาก”
อาซาเอลพูดกับสาวน้อย พร้อมตวัดตามองไปยังสาวใช้ พวกเธอก็รีบกุลีกุจอไปทำอาหารมีประโยชน์เพิ่มให้ภาริตา แม่บ้านเดินไปควบคุมดูแลห้องครัว ก่อนจะเดินออกมาแจ้ง
“นายท่าน คุณริต้า รอสักครู่นะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ภาริตากล่าวขอบคุณด้วยท่าทีนอบน้อม ทุกคนที่นี่อายุมากกว่าเธอทั้งนั้น สาวน้อยเติบโตมาในครอบครัวร่ำรวย มีสาวใช้ก็จริง แต่เธอก็ไม่เคยวางมาดเป็นคุณหนู รู้จักเกรงอกเกรงใจคน พูดจาด้วยอย่างมีมารยาทตามอายุ
“ด้วยความยินดีค่ะ คุณริต้ามีอะไรก็แจ้งดิฉันได้เลยนะคะ”
“ค่ะ” ภาริตาคลี่ยิ้มกว้าง แต่ก็ยังไม่ไว้ใจใครง่ายๆ
ต่อหน้าเจ้านาย ลับหลังเจ้านาย เป็นอย่างไรต้องดูอีกที ประสบการณ์จากแม่เลี้ยงผู้แสนดี(จอมปลอม) ได้สอนบทเรียนราคาแพงให้ภาริตาจำได้ขึ้นใจ
ธาตุแท้ของคนมักเปิดเผยออกมาตอนที่ไม่มีอำนาจอยู่ตรงนั้น
...ซึ่งมันก็ใช่จริงๆ
สถานะนางบำเรอ ก็โสเภณีดีๆ นี่เอง แถมเธอยังอายุน้อย ไหนจะเรื่องของเชื้อชาติ อยู่ที่นี่เธอไม่ใช่คุณหนูจากครอบครัวร่ำรวย คนที่นี่มองเธอราวกับเศษดิน
“ไม่ได้ นั่นห้ามกิน”
กำลังเอาเค้กออกจากตู้เย็น น้ำลายแทบไหลออกจากปาก เค้กชิ้นนี้เป็นของเธอ ภาริตาจำได้ อาซาเอลเป็นคนสั่งให้สาวใช้ฝ่ายห้องครัวเป็นคนทำเค้กให้เธอ
“นี่คือของฉัน”
“ของเธอที่ไหนกัน มีแต่ตัวเธอนั่นแหละที่เป็นของเธอ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เป็นของนายท่าน เธอจะกิน เดิน แตะต้องอะไรไม่ได้ทั้งนั้น หากไม่ได้รับอนุญาตจากนายท่าน”
“เอาเบอร์นายท่านมาสิคะ ฉันจะโทรไปขออนุญาต”
“ไร้มารยาท นี่มันเวลาทำงานของนายท่าน”
“งั้นฉันไม่กินเค้กก็ได้ ฉันจะทำอาหารกินเอง”
“ไม่ได้”
เคท...แพรี่...นิโคล...แจร่า สี่สาวใช้เยี่ยงย่างเข้ามาหาสาวน้อยพร้อมความน่ากลัว ภาพเหตุการณ์บัดนี้ ราวกับลูกแมวน้อยกำลังถูกหมาจรจัดตีวงล้อมเตรียมขย้ำ
และทันใดนั้นเอง แม่บ้านก็ปรากฏตัว
“มีปัญหาอะไรกัน”
“นางบำเรอคนนี้น่ะสิคะคุณแม่บ้าน มาไม่ทันไรก็วางมากใหญ่มาดโต” เคทเป็นคนฟ้อง
“ไม่จริงนะคะ” ภาริตารีบปฏิเสธ และอธิบายให้แม่บ้านเข้าใจ “นายท่านให้ดูแลฉันไม่ใช่เหรอคะ ฉันแค่ต้องการกินข้าวและของว่าง แต่พวกเธอไม่ยอมให้ฉันแตะต้องอะไรเลย”
“ก็ถูกต้องแล้ว ของที่นี่ไม่ใช่ของที่เธอจะจับสุ่มสี่สุ่มห้าได้”
‘หน้าไหว้หลังหลอก’ ตัวจริงเสียงจริง ดูจากน้ำเสียง ปากที่เบะออก ตาที่มองกดต่ำ สาวน้อยรู้ได้ในทันที อธิบายจนปากคอแห้งก็ไม่มีประโยชน์ คนพวกนี้ดีแต่ตอนอยู่ต่อหน้าเจ้านายเท่านั้น
คงเห็นว่าเธอเป็นเด็ก เลยคิดจะรังแกอย่างไรก็ได้
และพวกเธอคงคิดว่าเด็กอย่างเธอ ไม่กล้าฟ้อง
แต่เดี๋ยวก่อน....
พวกเธอประเมินภาริตาเวอร์ชั่นใหม่ผิดไปแล้ว
สาวน้อยไม่สาวความยืด หมุนตัวเธอกลับไปในห้องนอน ล็อคประตูขังตัวเองเอาไว้ แค้นนี้ต้องชำระ ไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้หรือชาติหน้า
ภาริตาไม่ได้มีอำนาจหรอก แต่อาซาเอลมี และการที่ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเขาไม่ดูแลเธอให้ดี นั่นก็เท่ากับการไม่ทำตามคำสั่งเจ้านาย อย่างไรก็มีความผิดที่ต้องถูกลงโทษอยู่แล้ว
ยิ่งกว่านั้นคือ....สาวใช้ทั้งหลายกำลังทำให้มาเฟียหนุ่มผิดคำพูดกับภาริตา
ในเมื่อคนเหล่านี้เก่งแต่ลับหลังเจ้านาย ดังนั้นภาริตาก็จะเล่นงานพวกเธอต่อหน้าเจ้านาย ความฉลาด ความเจ้าเล่ห์อาจมีไม่มาก แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า...มันใช้ไม่ได้ผล
สองชั่วโมง การรอคอยได้สิ้นสุดลง
ห้องนอนของภาริตาอยู่ตรงข้ามกับห้องนอนของอาซาเอล เธอแต่งชุดนอนกระโปรงสีชมพู ความยาวถึงเข่า ช่วงแขนเป็นสายเดี๋ยว น่ารักบ๊องแบ๋ว
“รอฉันอยู่เหรอ”
ถามได้ตรงประเด็น สาวน้อยพยักหน้าหงึกหงักแล้วตอบ “ค...ค่ะ”
“เป็นอะไร ทำไมเสียงอิดโรย”
“หนูหิว”
“ไม่อิ่ม?”
ได้เวลาของเธอแล้วล่ะ
สาวน้อยผันตัวเป็นนักเล่าเรื่องชั่วคราว ไม่เสริม ไม่เติม ไม่แต่ง ใช้ความจริงบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา จังหวะเดียวกันกับที่เสียงร้องโครกครากของกระเพาะอาหารดัง สาวน้อยเอามือกุมท้อง งอตัวลงเพราะแสบกระเพาะ
เธอบีบน้ำตา “ฮึก!!...น้ำในห้องหนูหมด หนูต้องเอาแก้วไปเปิดน้ำในห้องน้ำดื่ม”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีคนมาบีบน้ำตาร้องไห้สะอึกสะอื้น อาซาเอลคิดว่ามันน่าสมเพชสิ้นดี แต่สาวน้อยตรงหน้าเป็นข้อยกเว้น เธอน่าสงสารที่ร้องไห้ อาซาเอลกลับรู้สึกรื่นรมย์ อดที่จะเอ็นดูเธอไม่ได้
ชายหนุ่มยืนกับภาริตาสองคน เขาเดินเข้าไปหาแล้วเอามือวางบนศีรษะ ก่อนจะลูบเบาๆ ราวกับกำลังปลอบใจเธออยู่ ก่อนจะเดินโอบเอวพาสาวน้อยที่แต่งตัวไม่ยั่วอารมณ์ทางไปไปยังโถง
โทรตามสาวใช้ทั้งหมดที่โดนสาวน้อยฟ้องรายนามเอาไว้
ไม่มีตกหล่นแม้แต่คนเดียว
น๊อกซ์และบรูโน่....บอดี้การ์ดคนสนิทของมาเฟียหนุ่มก็มาด้วย
“ขังใต้ดิน เฆี่ยนด้วยแส่ ช็อตด้วยคลื่นไฟฟ้า เลือกเอาว่าจะลงโทษแบบไหน”
สาวใช้และแม่บ้านไม่เหลือคาบนางมารร้าย บัดนี้นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น พวกเธอกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ถูกใส่ร้าย’ อาซาเอลจึงให้คนนำเครื่องจับเท็จมา ขู่ว่าถ้าโกหกไม่เจ็บแต่ตาย สาวใช้และแม่บ้านจึงสารภาพความผิด บัดนี้มองภาริตาราวกับเห็นนางฟ้านางสวรรค์
เหอะ...คนดี ไม่ใช่คนโง่
ถ้าไม่เชือดไก่ให้ลิงดู อนาคตข้างหน้าเหตุการณ์แบบนี้มันก็ต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน เช่นนั้นเธอก็เป็นคนดีที่โง่น่ะสิ หากคนสำนึกผิดจริงๆ ไม่ต้องให้ใครเตือนความผิด ไม่ต้องให้ใครขู่เอาชีวิต คงมาขอโทษนานแล้ว
“คุณริต้าช่วยพวกเราด้วย พวกเราจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว”
ภาริตาหันไปพูดกับมาเฟียหนุ่ม ไม่สนใจไยดีต่อคำวิงวอน ราวกับได้ยินเสียงลมที่ไร้ประโยชน์พัดผ่านหูซ้ายทะลุไปหูขวา แล้วก็ไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้
“ประเทศของหนู ไม่ใช้ความรุนแรง ถ้าเราทำผิดต้องโกนผมเพื่อขอโทษค่ะ” คิดขึ้นมาเองทั้งนั้น
มาเฟียหนุ่มพยักหน้าให้บอดี้การ์ดทั้งสอง จากนั้นก็จัดการโกนผมให้สาวใช้และแม่บ้านจนหัวโล้น พวกเธอร้องไห้จะเป็นจะตาย แต่ก็ไม่สามารถเรียกร้องความเห็นใจจากใครได้
สาวน้อยทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จนมาเฟียหนุ่มต้องถาม
“มีอะไรอีก”
“หนูลืมบอกไปค่ะ”
“ว่ามาสิ”
“ถึงแม้จะโกนผมหมดหัวแล้ว ก็อยู่ที่คนโดนกระทำด้วยว่าจะให้อภัยหรือเปล่า” สาวน้อยเดินกุมท้องน้อยไปหยิบแส้มา ก่อนจะเดินตรงไปที่น๊อกซ์ “หนูอดข้าวมา 12 ชั่วโมง หนูไม่มีเรี่ยวแรงค่ะ”
ต่อให้มีแรง...แรงอันน้อยนิดมันจะมีประโยชน์อะไร
ไม่สู้ มอบแส้ให้กับคนที่รู้จักใช้มันเป็นอย่างดี ไม่ดีกว่าเหรอ
“พอใจแล้วใช่ไหม ถ้าไม่พอใจ เธออาจต้องกินข้าวช้านะ”
“หนูหิวจนจะกินแมมมอธได้ทั้งตัวแล้วค่ะ”
“มีคนบอกหรือเปล่า เธอโมโหหิวได้น่ากลัว”
“ไม่เคยมีใครปล่อยให้หนูหิวเลยค่ะ”
“ฉันผิดคำพูดกับเธอ อยากให้ชดใช้ด้วยอะไรก็บอก”
“หนูชอบอาหารไทยมากกว่า หนูต้องการวัตถุดิบทำอาหาร ต้องการใช้พื้นที่ครัวค่ะ”
“พรุ่งนี้เช้า ตื่นขึ้นมาเธอจะได้ทุกอย่าง”
“นายท่านใจดีจังเลยค่ะ”
แล้วเธอก็เกาะแขนเขา ออเซาะเอาแก้มพิงต้นแขนล่ำ มาเฟียหนุ่มมีรอยยิ้มพึงพอใจที่มุมปากอีกแล้ว ซึ่งเขายังคงรักษามาดขรึมให้คนตัวเล็กยำเกรง
แต่เด็กมันออเซาะเก่ง เออ...หอมหัวมันสักทีจะเป็นไร!
“จุ๊บ!!”