หลังจากการไปเยี่ยมเยือนบ้านของแม่สามี เขมจิราก็ไม่ได้เอ่ยปากถามใครเลยเกี่ยวกับความสงสัยที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องห้องเก็บของที่เธอรู้สึกคุ้นเคย และการพูดคุยของณภัทรกับยลรดาเกี่ยวกับเรื่องคุณหมอของขวัญ
เธอยังคงขบคิดกับตัวเองอยู่หลายวันว่าจะถามณภัทรเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาดีไหม แต่ภายในใจมันกลับเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
กลัวว่าหากเธอรับรู้เรื่องบางอย่างขึ้นมาจริง ๆ ความสัมพันธ์ของเธอกับณภัทรอาจจะสั่นคลอนจากที่เป็นอยู่ก็เป็นได้
“ไม่สิ เราควรเชื่อใจกันไว้ไม่ใช่รึไง” เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง ก่อนคนที่เอาแต่ใจลอยจะได้สติเพราะเสียงที่ราวกับตกใจของคนเป็นสามี
“เขม! ขนมปังไหม้หมดแล้ว”
เขมจิรารีบหันมองตามการชี้ของณภัทร และก็ต้องตกใจเพราะตอนนี้เครื่องปิ้งขนมปังที่เธอใช้งานอยู่กำลังมีควันลอยโขมงออกมาจากตัวเครื่อง ไหนจะกลิ่นไหม้รุนแรงที่เธอเพิ่งจะได้กลิ่นนี่อีก
เป็นณภัทรที่รีบวิ่งเข้ามากดปิดการใช้งานของเจ้าเตาปิ้งขนมปัง แล้วโอบประคองคนเป็นภรรยาพาเดินออกห่างมาจากจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่
“ขอโทษค่ะ”
“เป็นอะไรรึเปล่า ไม่ได้เจ็บตรงไหนใช่ไหม”
คนถูกถามส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ ทำให้ณภัทรถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา
“พี่ภัทรนั่งรอแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวเขมจะรีบทำอย่างอื่นให้ค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก วันนี้พี่ไม่หิวพอดี”
“แต่เมื่อวานตอนเย็นพี่ภัทรก็ทานอะไรไม่เยอะนะคะ ไม่สิ หลายวันมานี้เขมสังเกตว่าพี่ภัทรไม่ค่อยกินอะไรเลย เป็นอะไรรึเปล่าคะ หรือว่าเครียดเรื่องงาน”
ไม่รู้เพราะเธอถามมากไปหรือเปล่า อยู่ ๆ คนเป็นสามีถึงได้ชักสีหน้าคล้ายรำคาญใจออกมา ไหนจะคำพูดที่ทำเอาเขมจิราถึงกับไปไม่เป็น
“มันไม่ใช่เรื่องของเขม”
เขมจิราตัวชาวาบกับคำตอบของคนเป็นสามี ตั้งแต่เธอฟื้นขึ้นมาหลังประสบอุบัติเหตุก็ไม่เคยเห็นท่าทีและน้ำเสียงแบบนี้จากอีกฝ่ายมาก่อน และดูเหมือนณภัทรจะรู้ตัวว่าการกระทำของเขาทำให้คนเป็นภรรยาตกใจไม่น้อย จึงต้องรีบแก้ไขสถานการณ์
“พี่หมายถึง ไม่ใช่เรื่องที่เขมต้องกังวลหรอก ปกติพี่ก็เป็นแบบนี้แหละ มักจะมีช่วงที่ไม่เจริญอาหารบ้าง แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” น้ำเสียงและสีหน้าของณภัทรกลับมาอ่อนโยนดังเช่นปกติ และดูเหมือนมันจะทำให้เขมจิราไม่ติดใจอะไรมากไปกว่านี้ได้ด้วยเช่นกัน
“เย็นนี้อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าคะ เขมจะได้ทำไว้รอ”
“ไม่ต้องหรอก พี่อาจจะกลับค่ำหรือไม่ก็ดึกเลย เขมทานข้าวแล้วก็เข้านอนก่อนได้เลยนะ พี่ไปทำงานก่อนนะครับ”
ณภัทรทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะก้าวเดินออกไปขึ้นรถที่ลุงสมหมายมาจอดรอรับอยู่ด้านหน้าบ้านทันที ทั้งที่ทุกวันก่อนหน้านี้เขามักจะเดินเข้ามาหอมแก้มเธอทุกเช้าก่อนที่จะออกไปทำงาน แต่สิ่งเหล่านี้มันหายไปตั้งแต่เธอและณภัทรกลับมาจากการไปเที่ยวทะเลด้วยกันเมื่อเดือนก่อน
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ หรือว่าเราแค่คิดมากไปเอง” เขมจิราได้แต่พึมพำกับตัวเอง ดวงตาคู่สวยยังจ้องมองตามท้ายรถของคนเป็นสามีที่ขับเคลื่อนไปไกลเรื่อย ๆ
แม้ในระยะสายตาจะมองไม่เห็นรถของณภัทรอีกแล้ว แต่เขมจิราก็ยังยืนอยู่ที่เดิมนานหลายนาที และสุดท้ายเธอก็ได้ทางออกให้กับตัวเอง ค่ำวันนี้เธอจะถามณภัทรอย่างตรงไปตรงมา เรื่องทุกอย่างจะได้ไม่ค้างคาใจ และเธอจะได้ไม่ต้องมาคอยคิดไปไกลเพียงลำพังแบบนี้อีก
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขมจิราจึงตั้งใจว่าจะทำของโปรดคนเป็นสามีไว้รอ บางทีเขาอาจจะเสร็จงานเร็วก็ได้ใครจะรู้ หลังจบมื้อค่ำแล้วค่อยถามทุกสิ่งที่สงสัยออกไป
แค่นี้ทุกเรื่องก็น่าจะจบลงอย่างสบายใจ
เขมจิราออกมาเดินเลือกซื้อของใช้และของสดเข้าบ้านยังห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ บ้าน ทั้งที่ตั้งใจว่าซื้อของเสร็จจะรีบกลับไปทำของโปรดณภัทรเตรียมไว้รอ แต่ทว่าขณะขับรถออกมาจากห้างและจอดรอไฟแดง เขมจิรากลับเกิดความรู้สึกคุ้นเคยกับเส้นทางตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ขามาเธอยังต้องพึ่งแอปพลิเคชันแผนที่ให้ช่วยนำทางอยู่เลย เนื่องจากไม่คุ้นชินเส้นทางแถบนี้
'แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกล่ะ?'
และแทนที่จะขับตรงไปตามเส้นทางเดิมซึ่งเธอขับมาเพื่อตรงกลับบ้าน เขมจิรากลับเลือกจะเลี้ยวไปทางขวา มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
เขมจิรายังแปลกใจในตัวเองตลอดเวลาว่าทำไมเธอถึงได้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาในซอยเล็ก ๆ ที่ผ่านมาได้อย่างชำนาญ ราวกับขับมาเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ครั้งอย่างไรอย่างนั้น
จนถึงตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าตัวเองจะขับรถไปที่ไหนกันแน่ และแล้วสายตาก็พลันพบเจอเข้ากับร้านเค้กร้านหนึ่งที่มองครั้งเดียวก็รู้สึกชอบทุกองค์ประกอบของการตกแต่งขึ้นมา เขมจิราจึงตัดสินใจจอดรถยนต์ไว้ไม่ไกลแล้วเดินตรงไปยังร้านเค้กร้านนั้น
ประตูทางเข้าของร้านเป็นโทนสีขาวน้ำตาลดูน่ารักและสบายตา ด้านในมีโต๊ะสำหรับลูกค้าสามถึงสี่โต๊ะได้ แม้จะเป็นร้านขนาดเล็กแต่ตั้งแต่ที่เขมจิราเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าร้าน ก็มีลูกค้าเดินเข้าออกไม่หยุดทีเดียว
เขมจิรายังทำเพียงยืนมองอยู่ด้านหน้าก็เท่านั้น ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องทักจากพนักงานหญิงคนหนึ่งซึ่งเปิดประตูร้านออกมา
“พี่เขม! พี่เขมจริงด้วย”
ไม่นานนักก็มีพนักงานหญิงอีกคนวิ่งตามออกมา พร้อมกับเอ่ยทักเขมจิราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มด้วยเช่นกัน
“ไหน ๆ พี่เขมจริงด้วย”
“พี่หายดีแล้วใช่ไหม รู้ไหมว่าพวกเราเป็นห่วงพี่แทบแย่”
เขมจิรายังมองสองสาวที่เดินเข้ามาถามไถ่เธอราวกับว่ารู้จักกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
ทำไมทั้งสองคนนี้ถึงได้ทักเธอล่ะ? จะบอกว่าเป็นการทักผิดคนก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ เพราะทั้งคู่รู้จักชื่อของเธอ
“เอ่อ...คือ เรารู้จักกันด้วยเหรอคะ”
คำถามของเขมจิราถึงกับทำเอาพนักงานสองคนของร้านเค้กหันมองหน้ากัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้
“จริงด้วย พี่ภัทรบอกว่าพี่เขมความจำเสื่อมนี่นา”
คำพูดของคนตรงหน้ายิ่งทำให้เขมจิราสงสัยเข้าไปใหญ่
“รู้จักพี่ภัทรด้วยเหรอคะ”
“รู้จักค่ะ พี่ภัทรก็อะ..เอ่อ สามีพี่เขมไงคะ ส่วนร้านนี้ก็ร้านพี่เขมค่ะ” เด็กสาวคนหนึ่งว่าพร้อมผายมือไปทางร้านเค้กน่ารักด้านหลังของตัวเอง
“ตอนพี่เขมอยู่โรงพยาบาลช่วงที่ไม่ได้สติพวกเราก็ไปเยี่ยมอยู่หลายครั้งนะคะ แต่พอหมอบอกว่าพี่เขมความจำเสื่อม จำเรื่องราวช่วงหลายปีมานี้ไม่ได้ พี่ภัทรเลยขอให้พวกเราอย่าเพิ่งเข้าไปเจอพี่เขมค่ะ กลัวพี่เขมจะยิ่งสับสนและเครียด”
“ใช่ค่ะ หลังเกิดอุบัติเหตุพี่ภัทรก็เข้ามาช่วยดูแลร้านนี้ต่อจากพี่เขม แล้วนี่พี่เขมจำได้แล้วเหรอคะ ทำไมถึงมาที่นี่ถูกล่ะคะ”
เขมจิรายังไม่ได้ตอบคำถามเด็ก ๆ ตรงหน้าทันที เธอกวาดสายตามองหน้าร้านตรงหน้าอีกครั้ง ร้านที่พนักงานทั้งสองคนบอกว่าเป็นร้านของเธอ ก่อนจะเอ่ยตอบทั้งที่ยังไม่ละสายตาไปจากตัวร้านด้วยซ้ำ
“อาจจะเป็นความเคยชินรึเปล่าพี่ก็ไม่แน่ใจ แค่รู้สึกคุ้นกับถนนเส้นนี้เลยลองขับรถเข้ามาน่ะ ว่าแต่พี่ขอเข้าไปดูด้านในหน่อยได้ไหม”
“ได้สิคะ นี่มันร้านพี่นะ”
น้องพนักงานว่าแล้วก็รีบเปิดประตูร้านให้เขมจิราได้เดินเข้าไปสำรวจด้านใน แค่เพียงก้าวแรกที่ได้ย่างกรายเข้าไปเขมจิราก็รู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยที่มากขึ้น คุ้นทั้งกลิ่นเค้กที่หอมอบอวลอยู่เต็มร้าน คุ้นทั้งการตกแต่งในทุก ๆ มุมของร้านที่ดูเป็นสไตล์ที่เธอชอบทั้งนั้น ทั้งชุดโต๊ะเก้าอี้ ต้นไม้เล็ก ๆ ทั่วร้าน และมุมหนังสือ
“อันนั้นเป็นรูปพวกเรากับพี่เขมค่ะ ถ้าพี่เขมยังไม่เชื่อว่าที่นี่เป็นร้านของพี่”
เขมจิรามองตามที่พนักงานคนหนึ่งชี้ก็เห็นรูปซึ่งแขวนอยู่บนผนังด้านหนึ่งของร้าน เป็นรูปที่มีเธอยืนอยู่ตรงกลางและพนักงานอีกห้าคน ซึ่งตอนนั้นร้านยังดูคล้ายกับเปิดใหม่ ๆ ไม่ได้มีของและต้นไม้ตกแต่งมากเท่าตอนนี้
“ถ้าคนอื่น ๆ รู้ว่าพี่เขมมาร้านต้องดีใจแน่ ๆ เลยค่ะ อุ้ย! หนูขอไปรับลูกค้าก่อนนะคะ”
เขมจิราหันมาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มใจดีให้กับน้อง ๆ พนักงานทั้งสองคน และเพียงไม่นานรอยยิ้มนั้นก็หายไปเมื่ออยู่เพียงลำพัง เธอเริ่มเชื่อแล้วว่าที่นี่คือร้านของตัวเอง แต่การเชื่อแบบนั้นก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยมากมายขึ้นมาในใจด้วยเช่นกัน
ทำไมณภัทรต้องโกหกเธอเรื่องนี้ด้วย หลายครั้งที่เขมจิราถามสามีว่าเธอไม่มีงานประจำทำจริง ๆ น่ะเหรอ เพราะการอยู่บ้านเฉย ๆ มันดูไม่น่าจะใช่นิสัยของคนอย่างเธอเลย
แต่ณภัทรก็มักจะตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้เธอหลงเชื่อในทุกสิ่งที่เขาพูดเสมอว่า
“ไม่มีครับ หลังแต่งงานได้สองปีพี่ก็ขอให้เขมออกมาเป็นแม่บ้านอยู่บ้านก็พอ ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย และเขมก็ยอมตกลง”
ดูเหมือนว่าคืนนี้เธอคงมีเรื่องให้ต้องพูดคุยกับณภัทรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่องแล้ว
เขมจิราไม่ได้พูดคุยกับน้องพนักงานของร้านต่อเพราะดูจากจำนวนลูกค้าแล้วเด็ก ๆ คงกำลังยุ่ง วันนี้เธอจึงเลือกจะเดินออกจากร้านมาเงียบ ๆ
หรือบางทีอาจเพราะตอนนี้เธอยังไม่พร้อมจะพูดคุยกับใครล่ะมั้ง คุยไปก็กลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่ได้ฟังจะเป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่
เพราะแม้แต่คนที่เป็นสามียังโกหกเธอได้ลงคอ แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ จะไม่คิดใช้ประโยชน์จากการสูญเสียความทรงจำของเธองั้นเหรอ
ตอนนี้มากกว่าความกลัวและกังวลใจว่าจะถูกหลอก คงเป็นความเสียใจที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาสวยร้อนผ่าว เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเพราะอะไรณภัทรถึงต้องโกหกกันด้วย ทั้งที่เธอเชื่อใจเขามากที่สุดแท้ ๆ
สองเท้าที่กำลังก้าวเดินไปยังรถยนต์ของตนต้องหยุดชะงักลง เขมจิราไม่รู้เลยว่าวันนี้มันวันอะไร ทำไมเรื่องต่าง ๆ มากมายถึงได้พร้อมใจพากันรุมเร้าเข้ามาในวันนี้ด้วย
นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองไปยังอีกฝั่งของถนน เพราะณภัทรกำลังยืนอยู่ตรงนั้น มันคงจะไม่มีอะไรให้ยิ่งคิดมาก หากไม่ใช่สามีของเธอกำลังยืนสวมกอดกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
และเมื่อหญิงสาวคนนั้นผละตัวออกห่าง เขมจิราถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายก็คือคุณหมอของขวัญ อดีตว่าที่คู่หมั้นของณภัทร
ทั้งคู่นัดเจอกันจริง และอาจจะเป็นแม่สามีของเธอเองที่นัดให้ทั้งคู่มาเจอกัน
ความอัดอั้นตันใจมากมายถูกกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นอาบสองแก้ม อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่ณภัทรที่ทำลายความไว้ใจของเธอ แต่แม่สามีอย่างยลรดา ผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเขมจิรามาตั้งแต่เด็กเองก็อาจจะกำลังทำบางอย่างลับหลังเธออยู่
ใจหนึ่งก็สั่งให้ตัวเองอย่าเพิ่งคิดมากจนเกินไป ณภัทร และแม่สามีไม่ใช่คนแบบนั้น ทั้งสองคนไม่ใช่คนที่จะหลอกลวงเธอได้เลย
เขมจิราหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเพื่อกดโทรหาคนที่อยู่อีกฝั่งของถนน และก็ได้เห็นกับตาว่าณภัทรเมินสายเรียกเข้าของเธอ เขาเก็บสมาร์ตโฟนของตัวเองใส่กระเป๋าเสื้อหลังจากนำออกมาดูว่าใครโทรมา ก่อนจะหันไปพูดคุยกับคุณหมอของขวัญต่อโดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำที่แสนใจร้ายของเขานั้นอยู่ในสายตาของเธอทั้งหมด
ความสับสนและเริ่มขุ่นเคืองใจทำให้เขมจิราตั้งใจจะเดินข้ามถนนไปถามณภัทรต่อหน้า ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แต่ทว่าอยู่ ๆ ศีรษะก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นกุมไว้ เขมจิราหลับตาแน่นเมื่อความเจ็บยังแล่นริ้วขึ้นมาถึงก้านสมองอีกครั้ง
อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมาพร้อมกับภาพความทรงจำบางอย่างที่ค่อย ๆ ไหลย้อนเข้ามาให้เขมจิราจดจำได้
ภาพปลายปากกาที่กำลังจรดลายเซ็นของตัวเองลงบนเอกสารบางอย่าง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตรงหน้าจะยื่นเอกสารอีกหนึ่งฉบับกลับมาให้เธอถือไว้ จากสายตาที่ทอดมองแผ่นสี่เหลี่ยมตรงหน้า เขมจิราพบว่าด้านบนของแผ่นกระดาษนั้น
เขียนคำว่า...'ใบสำคัญการหย่า'
ดวงตาคู่สวยเปิดปรือขึ้นอีกครั้ง และในตอนนี้เขมจิราจำได้แล้วว่า...'เธอกับณภัทร เราทั้งสองคนได้หย่าขาดกันไปนานแล้ว'
'เราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอีกแล้ว'