เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสีทองของภาคเหนือทอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเก่าๆ ของตึกคณะเกษตรศาสตร์ แวนด้าก้าวเข้ามาในห้องแลบหมายเลข 4 ด้วยความรู้สึกที่ต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ชุดนักศึกษาที่เคยเนี๊ยบกริบถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อช็อปตัวโคร่งของทางคณะที่เธอไปขอยืมมาจากห้องเก็บของ มันดูหลวมโคร่งและไม่เข้ากับรูปร่างบอบบางของเธอเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นดินและสารเคมีที่คุ้นเคยก็ปะทะเข้ากับจมูกอีกครั้ง ชัฏไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงการมาของเธอจากเสียงรองเท้าผ้าใบที่เหยียบพื้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
"ช้าไป 5 นาที" เสียงเย็นชาของชัฏดังขึ้น เขาไม่ได้หันมามอง แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาใช้ปากคีบสแตนเลสเขี่ยเนื้อเยื่อกล้วยไม้ในขวดแก้วด้วยความบรรจง
แวนด้าหยุดชะงัก เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตอบกลับไป "ฉันต้องไปทำเรื่องขอยืมชุด... แล้วก็หลงทางนิดหน่อย"
"ข้อที่ 1" ชัฏวางเครื่องมือลง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงหัว ไหล่กว้างที่ดูแข็งแรงนั้นทำให้แวนด้ารู้สึกกดดันอย่างประหลาด เขาเดินเข้ามาใกล้จนแวนด้าต้องถอยหลังไปชนโต๊ะวางอุปกรณ์ "ที่นี่ไม่มีคำว่า 'หลงทาง' หรือ 'ไม่รู้' ถ้าจะทำงานกับกล้วยไม้ป่า ความแม่นยำคือหัวใจสำคัญ ถ้าเธอไม่สามารถรักษาเวลาได้ เธอก็ไม่มีทางรักษาชีวิตของต้นไม้ได้"
แวนด้ากัดริมฝีปากแน่น ความเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมในเมืองหลวงทำให้เธอไม่เคยถูกใครตำหนิด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน แต่เธอก็กลืนคำเถียงลงคอไปจนหมด เพราะลึกๆ ในใจ เธอก็อยากพิสูจน์ให้คนเย็นชาอย่างเขาเห็นว่าเธอไม่ได้มาเล่นๆ
"เข้าใจแล้วค่ะ..." เธอตอบเสียงเบา
"ข้อที่ 2" ชัฏชูนิ้วขึ้น "ความสะอาดที่นี่ไม่ใช่แค่การล้างมือด้วยสบู่ แต่มันคือการ 'ฆ่าเชื้อ' ทุกตารางนิ้ว หากเธอทำอุปกรณ์ปนเปื้อนเพียงครั้งเดียว งานวิจัยที่ฉันทุ่มเทมาเป็นปีจะพินาศทันที เธอพร้อมจะรับผิดชอบไหม?"
เขาหยิบขวดสเปรย์แอลกอฮอล์ส่งให้เธอ แวนด้ารับมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นน้อยๆ
"และข้อสุดท้าย" ชัฏกวาดสายตาคมดุมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า "ห้ามถามคำถามไร้สาระ ห้ามโวยวายเวลาโดนตำหนิ และที่สำคัญ... อย่าเอาความหรูหราจากโลกภายนอกเข้ามาที่นี่ ที่นี่ไม่มีแวนด้าคุณหนู มีแต่แวนด้าที่เป็นนักศึกษาฝึกงาน ถ้าทำไม่ได้ ก็ออกไปตั้งแต่วันนี้"
แวนด้าสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง เธอขยับแว่นสายตาที่เพิ่งไปหยิบยืมมาเพื่อใช้สำหรับกันละอองสารเคมี "ตกลง... ฉันจะทำตามกฎทุกข้อ"
ชัฏนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองใบหน้าที่มุ่งมั่นของเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะผายมือไปยังอ่างล้างอุปกรณ์ที่กองอยู่เต็ม
"เริ่มจากล้างบีกเกอร์และขวดเพาะเชื้อทั้งหมดนี่ ใช้แปรงขัดให้สะอาดที่สุด อย่าให้มีคราบฟิล์มหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว ถ้าฉันตรวจเจอคราบไขมันแม้แต่นิดเดียว เธอต้องล้างใหม่ทั้งหมด"
แวนด้าพยักหน้า เธอเริ่มงานทันที ความลำบากเริ่มถาโถมเข้ามาตั้งแต่ 10 นาทีแรก น้ำยาล้างจานสูตรเข้มข้นทำให้มือของเธอเริ่มแดง มือของเธอไม่เคยผ่านการทำงานหนักแบบนี้มาก่อน ผิวพรรณที่เคยนุ่มเนียนเริ่มสากเพราะความชื้นและสารเคมี
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แวนด้ายืนล้างขวดจนหลังเริ่มปวด เธอแอบหันไปมองชัฏที่ตอนนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการคัดแยกพันธุ์กล้วยไม้ป่าที่หายากที่สุด เขาดูเหมือนคนละคนเมื่ออยู่กับต้นไม้ แววตาที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ เขาใช้ปากคีบคีบรากอันบอบบางของกล้วยไม้ราวกับมันคืออัญมณีล้ำค่า
"เสร็จหรือยัง" ชัฏเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมา
แวนด้าวางขวดใบสุดท้ายลงบนตะแกรงอบแห้ง "เสร็จแล้วค่ะ"
ชัฏเดินมาตรวจสอบ เขาหยิบขวดแก้วขึ้นมาส่องกับแสงไฟอย่างพินิจพิเคราะห์ แวนด้าลุ้นจนแทบหยุดหายใจ เธอเห็นเขานิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะวางมันลง
"พอใช้ได้... แต่ยังไม่ผ่านในมาตรฐานของฉัน" เขาพูดเรียบๆ ก่อนจะหยิบถุงมือยางส่งให้เธออีกครั้ง "มานี่ มาดูวิธีเตรียมวุ้นอาหารสำหรับเลี้ยงเนื้อเยื่อ นี่คืองานสำคัญที่สุด"
เขาเริ่มอธิบายขั้นตอนต่างๆ เสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากน้ำเสียงที่ดุและเย็นชา กลายเป็นเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความรู้ลึกซึ้ง เขาอธิบายเรื่องสูตรอาหารที่ประกอบไปด้วยธาตุอาหารหลักรอง น้ำตาล วิตามิน และฮอร์โมนพืชที่พอเหมาะพอดี
"กล้วยไม้ป่าพวกนี้มันเปราะบาง พวกมันปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ยากมาก เราต้องจำลองสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดให้มันในขวดแก้วพวกนี้" ชัฏชี้ให้ดูต้นอ่อนในขวด "ถ้าเธอกดน้ำหนักมือแรงเกินไป เนื้อเยื่อพวกนี้จะช้ำและตาย"
ชัฏจับมือแวนด้าเบาๆ เพื่อสอนวิธีการจับปากคีบ แรงสัมผัสจากมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของเขาทำเอาแวนด้าใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่ต่างจากการจับมือกับเพื่อนๆ ในคณะ หรือชายหนุ่มคนไหนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากมือของเขามันดูจริงใจและหนักแน่น
"จำไว้... ความอดทนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว หรือการเพาะกล้วยไม้ป่า ถ้าไม่มีใจรักที่อยากจะฟูมฟักมันจริงๆ ก็อย่าคิดที่จะทำ"
แวนด้าพยักหน้า เธอเริ่มลงมือทำตามอย่างระมัดระวัง แม้จะทำพลาดบ้างจนชัฏต้องถอนหายใจและดุอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอเริ่มสนุกไปกับการเห็นเนื้อเยื่อสีเขียวอ่อนๆ เหล่านั้นวางอยู่บนวุ้นใสๆ อย่างเป็นระเบียบ
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจดจ่ออยู่กับงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงตะโกนของพรที่ดังทะลุเข้ามา
"แวนด้า! อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ? พี่เอาชานมไข่มุกมาฝากนะ!"
ชัฏขมวดคิ้วทันที เขาวางอุปกรณ์ลงแล้วทำท่าจะเดินไปที่ประตู แต่แวนด้าคว้าแขนเขาไว้
"อย่าไปสนใจเขาเลยค่ะ" แวนด้าพูดเสียงต่ำ "ถ้าเขาเห็นว่าฉันอยู่ที่นี่... เขาจะมารบกวนงานของคุณ"
ชัฏมองแขนที่แวนด้าจับเขาไว้ ก่อนจะมองหน้าเธออีกครั้ง ครั้งนี้แววตาของเขาดูอ่อนลงนิดหน่อยอย่างที่แวนด้าเองก็สังเกตเห็น "เธอไม่รำคาญเขาหรือไง?"
"รำคาญค่ะ... มากด้วย" แวนด้าตอบตามตรง "เพราะฉะนั้น ช่วยเงียบๆ หน่อยนะคะ"
ชัฏพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกลับไปทำงานต่อ ทั้งสองคนปล่อยให้เสียงเรียกของพรดังอยู่หน้าห้องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงนั้นเงียบหายไปเอง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบในห้องแลบที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางเบาๆ
หลายชั่วโมงผ่านไปจนเย็นย่ำ แวนด้าเพิ่งตระหนักว่าเธอไม่ได้แตะต้องโทรศัพท์มือถือเลยตลอดทั้งวัน ไม่ได้สนใจว่าจะสวยไหม หรือจะมีใครมารับไปทานข้าวหรือเปล่า สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวเธอตอนนี้คือทำอย่างไรให้กล้วยไม้ในขวดแก้วเหล่านี้เติบโตอย่างแข็งแรง
"วันนี้พอแค่นี้ก่อน" ชัฏเอ่ยขึ้นขณะที่เขากำลังเก็บอุปกรณ์เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
แวนด้ายืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจ ความปวดเมื่อยแล่นไปทั่วร่างแต่เธอกลับรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด "พรุ่งนี้ฉันมาช่วยใหม่นะคะ"
ชัฏชะงักไปเล็กน้อย เขาหันมามองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น "เธอเป็นคุณหนูที่ดื้อรั้นจริงๆ นะแวนด้า... คนอื่นหนีงานแบบนี้กันหมด แต่เธอ... กลับอยากจะทำมันต่อ"
แวนด้ายิ้มบางๆ "กล้วยไม้ป่าพวกนี้ไม่ได้มีค่าแค่ราคา แต่มันมีค่าเพราะมันคือธรรมชาติที่กำลังจะหายไป... ฉันอยากให้พวกมันรอดค่ะ"
ชัฏมองเธออยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เป็นการยอมรับ "พรุ่งนี้เจอกัน 8 โมงเช้า... ห้ามสาย"
แวนด้าเดินออกจากห้องแลบด้วยรอยยิ้ม เธอไม่รู้เลยว่าการก้าวเท้าออกมาครั้งนี้ จะเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพและความผูกพันที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ และเธอก็ไม่รู้เลยว่า ‘พร’ เพื่อนของชัฏ ที่กำลังซุ่มมองดูเธอเดินออกมาจากห้องแลบนั้น กำลังวางแผนบางอย่างที่จะทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเธอต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล
ความเงียบของห้องแลบยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นของความเพียรพยายาม... และหัวใจสองดวงที่เริ่มเต้นจังหวะเดียวกันโดยไม่รู้ตัว