กำแพงที่หวังดี

1119 Words
สายฝนต้นฤดูยังคงโปรยปรายอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องครืนครางดังสนั่นไปทั่วหุบเขาภาคเหนือ บรรยากาศภายในห้องแลบหมายเลข 4 ดูอึมครึมและวังเวง ผิดกับความอบอุ่นที่แวนด้าพยายามสร้างขึ้นเมื่อครู่ ชัฏยืนนิ่งอยู่หน้าตู้เพาะเชื้อ มือหนาที่เปื้อนคราบดินกำแน่นจนขึ้นข้อ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของแวนด้าที่มองมาด้วยความห่วงใย แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุด ยิ่งเธอดีกับเขาเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังดึงเธอลงมาในหลุมดำที่เขาไม่มีวันตะเกียกตะกายขึ้นไปได้ ตัดใจซะ... ชัฏ เขาบอกตัวเองในใจ อย่าให้ความเห็นแก่ตัวของมึงทำลายอนาคตของคนอื่น "เธอไม่ต้องมาทำเป็นสงสารฉันหรอกแวนด้า" ชัฏเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนแวนด้าต้องสะดุ้ง เขาสะบัดมือที่เธอกุมไว้ทิ้งอย่างไม่ไยดี "พี่ชัฏ? พูดเรื่องอะไรคะ?" แวนด้าหน้าเสีย ความตกใจระคนน้อยใจฉายชัดบนใบหน้าสวย ชัฏหมุนตัวกลับมามองเธอ ดวงตาที่เคยสั่นไหวตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความแข็งกร้าวและเย็นชาอย่างตั้งใจ "ฉันพูดความจริง... เธอก็แค่คุณหนูที่นึกสนุก อยากลองมาเล่นบทเป็นนักเกษตรในโลกของคนจน พอเบื่อแล้วเธอก็คงจะกลับไปใช้ชีวิตหรูหราเหมือนเดิม โดยทิ้งให้คนอย่างฉันต้องจมปลักอยู่กับกองดินเหมือนเก่า" "แวนด้าไม่เคยคิดแบบนั้นนะ! แวนด้าตั้งใจมาที่นี่จริงๆ!" แวนด้าโต้กลับ เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความโกรธ "งั้นเหรอ?" ชัฏแค่นยิ้ม "งั้นลองฟังความจริงที่น่าสมเพชของฉันดูไหมล่ะ เธอจะได้เลิกมาตอแยฉันเสียที" ชัฏก้าวเข้ามาใกล้เธอจนแวนด้าต้องถอยไปชิดโต๊ะทำงาน "ครอบครัวของฉันไม่ได้แค่จน... เราติดหนี้สินล้นพ้นตัวจากการทำไร่ที่ล้มเหลว พ่อฉันทำงานหนักจนแทบจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แม่ป่วยหนักจนแทบจะไม่มีเงินซื้อยาแม้แต่เม็ดเดียว ฉันเรียนที่นี่ได้ด้วยเงินกู้ยืมและทุนที่แทบจะแลกด้วยเลือด ทุกนาทีที่ฉันอยู่ที่นี่ ฉันไม่ได้ทำเพื่อความฝันหรูหราแบบเธอ แต่ฉันทำเพื่อหาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยรายวันให้เจ้าหนี้" น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ แต่แววตาที่จ้องมองเธอกลับดูไร้หัวใจ "เห็นหรือยัง? ชีวิตของฉันมันไม่ได้สวยหรูเหมือนนิยายที่เธอเคยอ่าน ชีวิตฉันมันมีแต่กลิ่นดิน กลิ่นเหงื่อ และความสิ้นหวัง เธออยากมาคลุกอยู่กับคนแบบนี้จริงๆ น่ะเหรอ? อยากโดนคนในคณะนินทาว่าไปคบกับเด็กจนๆ ที่ไม่มีแม้แต่เงินจะเลี้ยงข้าวเธอสักมื้อไหม?" แวนด้าอึ้งไป คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในอก เธอไม่เคยเห็นความมืดมนในใจเขามาก่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอถอยห่าง ตรงกันข้าม... มันทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดแทนเขามากขึ้น "ถ้า...แวนด้าไม่ได้กลัวเรื่องพวกนั้นล่ะ?" แวนด้าเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ทว่าหนักแน่น "ถ้าแวนด้าบอกว่าไม่สนใจว่าพี่ชัฏจะจนหรือมีหนี้สินแค่ไหน... มันไม่ได้เปลี่ยนความรู้สึกที่แวนด้ามีต่อพี่ชัฏเลยนะ" "แต่ฉันสนใจ!" ชัฏตะคอกกลับอย่างทนไม่ไหว "ฉันมีศักดิ์ศรีนะแวนด้า! ฉันไม่อยากเป็นแค่ไอ้เด็กจนๆ ที่ให้คุณหนูอย่างเธอมาเวทนา การที่เธอมาอยู่ที่นี่ มาทำเป็นเข้าใจ มาให้กำลังใจ... มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเลย แต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมันไร้น้ำยาและต่ำต้อยกว่าเดิม!" ห้องแลบเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะที่น่าหดหู่ แวนด้ามองชายหนุ่มที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้า เธอเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกร้าวของเขา เขาไม่ได้ไล่เธอเพราะเขาเกลียดเธอ แต่เขาไล่เธอเพราะเขากลัว... กลัวว่าเธอจะได้รับผลกระทบจากชีวิตที่แสนรันทดของเขา "พี่ชัฏไล่แวนด้า... เพราะรักแวนด้าเหรอคะ?" แวนด้าถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คำถามนั้นทำให้ชัฏชะงักไป เขานิ่งงันเหมือนถูกแช่แข็ง ใบหน้าคมเข้มก้มต่ำลงอย่างหลบเลี่ยง "ความรักมันเป็นเรื่องของคนที่มีอนาคต... ส่วนฉันมีแค่อดีตที่พังทลาย ฉันไม่มีสิทธิ์จะรักใคร และเธอเองก็ไม่ควรจะเอาหัวใจมาทิ้งไว้กับคนอย่างฉัน" ชัฏหันหลังกลับไปที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืดที่มีเพียงแสงฟ้าแลบ "พรุ่งนี้เธอไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว... กลับไปใช้ชีวิตของคุณในที่ที่ควรอยู่เสียเถอะ งานวิจัยนี้ฉันจะทำของฉันเอง ต่อให้ต้องตายไปพร้อมกับมัน ฉันก็จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกศักดิ์ศรีของฉันได้อีก" แวนด้ายืนนิ่ง น้ำตาแห่งความน้อยใจและสงสารไหลรินอาบแก้ม เธอรู้ดีว่าเธอไม่ควรอยู่ต่อ แต่หัวใจของเธอกลับตะโกนบอกว่าเธอไม่อาจทิ้งเขาไปได้ "พี่ชัฏอาจจะมีศักดิ์ศรีที่สูงส่งในความคิดของพี่..." แวนด้าพูดขณะที่เธอค่อยๆ เดินไปที่ประตู "แต่ศักดิ์ศรีของพี่มันไม่ได้ทำให้พี่มีความสุขเลย... ถ้าการอยู่คนเดียวมันทำให้พี่สบายใจนัก ก็เชิญพี่อยู่กับมันไปคนเดียวเถอะ" เธอกดมือจับประตู แรงผลักทำให้ประตูเปิดออกกว้างท่ามกลางสายฝนที่สาดเข้ามา แวนด้าเดินออกไปสู่ความมืดโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ชัฏยืนนิ่งอยู่ในห้องแลบที่เงียบเหงา ชัฏทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ก้มหน้าลงกับเข่า ความเงียบที่ไร้เสียงของแวนด้ากลับดังก้องในใจเขามากกว่าเสียงฝนที่ตกหนักเสียอีก เขาทำสำเร็จ... เขาผลักไสเธอออกไปได้แล้ว แต่ทำไมเขากลับรู้สึกเหมือนกำลังจะตายเสียเอง ความรักของชายจนๆ ที่ไม่มีแม้แต่พื้นดินเป็นของตัวเอง มันช่างเป็นสิ่งที่น่าสมเพชจริงๆ ... ชัฏได้แต่บอกตัวเองซ้ำๆ ในความมืดมิดของห้องแลบกล้วยไม้ที่เขารักที่สุด แต่กลับไม่สามารถรักษาความรักที่สวยงามที่สุดไว้ได้ เขาหลับตาลง พร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลรวมกับเสียงฝน... ค่ำคืนนี้ช่างยาวนานและทรมานเสียเหลือเกิน สำหรับคนสองคนที่ใจตรงกัน แต่กลับถูกกั้นกลางด้วยกำแพงแห่งความเป็นจริงที่โหดร้ายเกินกว่าจะก้าวข้าม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD