เสียงเพลงในเลานจ์หรูใจกลางกรุงเทพฯ ดังคลอเบา ๆ
ทิศเหนือนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง พลางมองเพื่อนทั้งสามคนที่กำลังคุยเรื่องทริปเที่ยวต่างประเทศกันอย่างออกรส
ชายหนุ่มในวัยยี่สิบเก้าปีเป็นที่สะดุดตาของผู้คนรอบข้างเสมอ
ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม บุคลิกสุขุม และฐานะทายาทเพียงคนเดียวของกลุ่มบริษัทวรากรกรุ๊ป ทำให้ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มักมีผู้หญิงเข้าหาอยู่ตลอดเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นชื่อบนหน้าจอทำให้
ทิศเหนือชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงปลายสาย "ว่าไงครับแม่"
"เหนือ กลับบ้านเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงของพิมพ์นารานั้นเคร่งเครียดและจริงจังกว่าปกติจนทิศเหนือสัมผัสได้ทันที ความสงสัยทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน "เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ"
"แม่บอกให้กลับก็กลับมา"
สายถูกตัดไป ทิ้งให้ทิศเหนือมองหน้าจอที่ดับมืดด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
"โดนเรียกตัวด่วนเหรอวะ" คิรินถามพลางเลิกคิ้วมองเพื่อนที่ทำหน้าเครียด
"อืม"
"หรือว่าที่บ้านจะจับมึงแต่งงาน" ธามหัวเราะหึๆ ในลำคอ
"เห็นช่วงนี้คุณลุงดูเร่งๆ เรื่องนี้อยู่นี่หว่า"
ทิศเหนือส่ายหน้าเบาๆ "เพ้อเจ้อว่ะยุคนี้แล้ว ใครเขาจะมานั่งคลุมถุงชนกัน"
ครึ่งชั่วโมงต่อมารถสปอร์ตสีดำแล่นเข้าสู่คฤหาสน์วรากร
ภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่บิดามารดาของเขานั่งรออยู่ก่อนแล้วแต่สิ่งที่ทำให้ทิศเหนือชะงักไปเล็กน้อยคือ ยังมีแขกอีกครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วย ชายหนุ่มมองผ่านไปยังคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่คุ้นหน้า กิตติพงศ์และรสลินเจ้าของบ้านข้าง ๆ ที่เชียงใหม่ในอดีต
จากนั้นสายตาคมก็หยุดลงที่หญิงสาวตัวเล็กซึ่งนั่งอยู่ข้างผู้เป็นแม่
เธอสวมเดรสสีฟ้าเรียบง่าย ใบหน้าขาวใสแทบไม่มีเครื่องสำอาง
ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าหลวม ๆ ดวงตากลมโตคู่เดิมกำลังมองเขาอยู่ และทันทีที่สบตากันรอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ
"พี่เหนือ"
ทิศเหนือถึงกับชะงัก
"นับดาว"
เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งตามเขาต้อย ๆ ในวันนั้น ตอนนี้เติบโตเป็นหญิงสาวแล้วแต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ ธนวัฒน์ก็เอ่ยขึ้น
"นั่งก่อนเหนือ"
น้ำเสียงจริงจังทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ทิศเหนือนั่งลงอย่างงุนงงก่อนจะได้ยินประโยคที่ทำเอาเขานิ่งค้าง
"วันนี้พ่อมีเรื่องสำคัญจะบอก เรื่องการหมั้นของลูกกับหนูดาว"
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท ส่วนนับดาวนั้น หน้าแดงไปถึงใบหูเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องรับแขกทั้งห้องทิศเหนือนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับกำลังประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
"อะไรนะครับ"
ธนวัฒน์มองลูกชายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
"ลูกฟังไม่ผิดสมัยรุ่นปู่ของเราเคยตกลงกันเอาไว้ ถ้าลูกทั้งสองบ้านเติบโตมา ก็จะให้หมั้นหมายและแต่งงานกัน"
นับดาวนั่งตัวแข็งอยู่ข้างมารดาหัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอกแม้เธอจะเคยได้ยินเรื่องนี้จากแม่มาบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีการพูดขึ้นมาอย่างจริงจังในวันนี้ส่วนทิศเหนือสีหน้าของเขากลับเย็นชาลงเรื่อย ๆ
"ผมไม่แต่ง!"
ประโยคนั้นดังขึ้นทันทีโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดรอยยิ้มบนใบหน้าของนับดาวชะงักไปส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัวต่างนิ่งเงียบ
"เหนือ!"
คุณหญิงพิมพ์นาราเรียกลูกชายเบา ๆ แต่ทิศเหนือยังพูดต่อ
"ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ครับนี่มัน ไม่ใช่สมัยก่อนแล้วนะครับ จะให้ผมแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักได้ยังไงกัน"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังนัก แต่หนักแน่นและชัดเจนจนทุกคนได้ยินกิตติพงศ์กับรสลินสบตากันเล็กน้อยสีหน้าของทั้งคู่เริ่มไม่สู้ดีนักทิศเหนือกลับไม่สนใจ
"ผมเคารพผู้ใหญ่ทุกคน แต่เรื่องชีวิตคู่ ผมขอเลือกเอง"
คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่ค่อย ๆ กรีดลงบนหัวใจของนับดาว
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามไม่ให้ใครเห็นความผิดหวังในแววตาทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาทีเธอยังดีใจที่ได้พบเขาอีกครั้ง
คุณธนวัฒน์เริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด
"เหนือ พูดดี ๆ"
"ผมก็พูดดีอยู่ครับพ่อ"
ชายหนุ่มตอบกลับทันทีก่อนจะหันมองมาทางนับดาว
เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาในห้องสายตาคมกวาดมองเธออยู่เพียงครู่เดียวแล้วกล่าวออกมาตรง ๆ
"นับดาวเป็นคนดี แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ"
หัวใจดวงเล็กของนับดาวกระตุกวูบมือที่วางอยู่บนตักกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"และผมคงไม่มีวันแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รัก"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง คราวนี้หนักอึ้งกว่าเดิมหลายเท่า
คุณรสลินได้แต่หันมองลูกสาวด้วยความสงสาร ส่วนนับดาวยังคงนั่งนิ่ง พยายามยิ้มเอาไว้ แม้จะรู้สึกเหมือนกำลังถูกปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งห้อง ทิศเหนือถอนหายใจเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นยืน
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว"
"เหนือ!"
คุณธนวัฒน์เสียงเข้มขึ้นทันทีแต่ชายหนุ่มกลับไม่หยุด เขาหยิบกุญแจรถขึ้นมา
"ผมขอโทษครับ แต่เรื่องนี้ผมไม่มีวันยอมเด็ดขาด"
พูดจบก็เดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องเงียบงันเสียงประตูปิดดังขึ้น นับดาวยังคงก้มมองมือตัวเองก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แม้ดวงตาจะเริ่มแดงก็ตาม
"ไม่เป็นไรค่ะคุณลุงคุณป้า" เธอสบตาผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยแววตาที่สงบนิ่ง "หนูเข้าใจทุกอย่างดีค่ะ"แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครรู้เลยว่า คำพูดทุกคำของทิศเหนือเมื่อครู่กำลังดังซ้ำอยู่ในหัวของเธอไม่หยุดโดยเฉพาะประโยคที่ว่า
'ผมคงไม่มีวันแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักเด็ดขาด'
ถ้อยคำที่ทิศเหนือพ่นออกมามันทำให้นับดาวเจ็บที่สุดตั้งแต่เคยรักเขามาทิศเหนือคือรักแรกและรักเดียวของเธอ
หญิงสาวใช้ชีวิตเหมือนเดิม ตื่นเช้าไปช่วยงานของครอบครัว ออกไปดื่มกาแฟกับเพื่อน และพยายามทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน คำพูดของทิศเหนือก็ยังวนเวียนอยู่ในหัว
"ผมคงไม่มีวันแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รัก"
หลายคืนที่นับดาวนอนมองเพดานห้องเงียบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจกับตัวเองว่าพอแล้วเธอควรเลิกรักคนที่ไม่รักเธอ เธอเหนื่อยกับการวิ่งตามผู้ชายคนนี้มาตลอดหลายปีถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ก็เถอะถ้าเขาไม่รักเธอก็จะเลิกรักเขา