คำขู่ที่กระซิบอยู่ข้างหูนั้นน่าขนลุกและเต็มไปด้วยอันตราย มันกลับจุดประกายไฟแห่งการต่อต้านที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยมีขึ้นมา
เธอเหนื่อยแล้ว...เหนื่อยกับการที่จะต้องหวาดกลัว เหนื่อยกับการถูกควบคุม เหนื่อยกับการเป็นตุ๊กตาที่ไร้ชีวิตจิตใจของเขา
เพียงขวัญรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี สบตากับดวงตาคมกริบที่กำลังจ้องจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัวอย่างไม่ยอมแพ้
“คุณหมอ... ฉันก็มีชีวิตของฉันเหมือนกันนะคะ” เธอพูดสวนกลับไปเสียงดังฟังชัด แม้จะยังสั่นอยู่เล็กน้อยก็ตาม “คุณซื้อแค่ร่างกายฉันไป แต่คุณไม่ได้ซื้อวิญญาณของฉันไปด้วย!”
ภาคย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ประหลาดใจกับท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างกะทันหันของลูกแมวตัวน้อย
“เพราะฉะฉันจะคุยกับใคร จะหัวเราะกับใคร มันไม่เกี่ยวกับคุณหมอนี่คะ” เธอเน้นคำว่าไม่เกี่ยวอย่างชัดเจน “นั่นเพื่อนของฉัน! คนที่คอยอยู่ข้างๆ ฉันมาตลอด ในขณะที่บางคน...เอาแต่สร้างปัญหาให้ฉันไม่หยุด!”
ประโยคนั้นเสียดแทงเขาอย่างจัง แต่เขาก็ยังคงตีหน้านิ่งเอาไว้
“แล้วอีกอย่าง...” เธอตัดสินใจทิ้งไพ่ตายที่เพิ่งเก็บมาได้สดๆ ร้อนๆ ลงไปบนโต๊ะ “คุณหมอก็ควรจะไปให้เวลากับแฟนของคุณหมอมากกว่านี้นะคะ”
คำว่าพูดเธอทำให้แววตาของหมอภาคย์วูบไหวไปชั่วขณะ...ชั่วขณะเดียวจริงๆ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่เพียงขวัญมองเห็นมัน...และนั่นก็เพียงพอแล้ว
“ฉันเห็นคุณที่ร้านกาแฟ...กับผู้หญิงคนนั้น” เธอกล่าวต่ออย่างไม่ลดละ “เธอดูดีมากเลยนะคะ เหมาะสมกับคุณหมอทุกอย่าง... เพราะฉะนั้น...คุณก็ควรจะไปอยู่กับคนที่คู่ควรของคุณไปอยู่กับแฟนคุณหมอเถอะค่ะ”
ทุกถ้อยคำของเธอคือการผลักไส และตอกย้ำว่าเขากับเธออยู่คนละโลกกัน และเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาวุ่นวายในโลกของเธอมากไปกว่านี้
“อย่ามายุ่งกับชีวิตของฉัน...แล้วฉันก็จะไม่ไปยุ่งกับชีวิตของคุณ”
เธอพยายามจะสรุปข้อตกลงที่เธอคิดว่ายุติธรรมที่สุด แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจราดน้ำมันลงไปบนกองไฟอีกครั้ง ด้วยประโยคที่เจ็บแสบและเสียดสีที่สุดเท่าที่เธอจะนึกออก
“หรือถ้าวันไหนแฟนคุณเมนส์มา...แล้วคุณเอาไม่ได้... ดิฉันก็ยินดีจะเป็นนางบำเรอที่ดีให้”
เธอจงใจใช้คำว่านางบำเรอเพื่อย้ำสถานะของตัวเองและตบหน้าเขาไปในเวลาเดียวกัน
“แต่คุณล้ำเส้นของดิฉันไม่ได้เหมือนกัน!”
สิ้นประโยคนั้น...บรรยากาศรอบตัวก็เงียบกริบลงจนน่ากลัว อุณหภูมิในลานจอดรถเหมือนจะลดต่ำลงฉับพลัน
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของหมอภาคย์ เหลือเพียงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจนเพียงขวัญรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เธอรู้ตัวทันทีว่าเธอได้ข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามไปเสียแล้ว
เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง...นิ่งจนน่ากลัว...ราวกับพายุกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในดวงตาคู่นั้น
“เธอพูด...จบแล้วใช่ไหม” เขาถามเสียงเรียบ...เรียบจนน่าขนลุก
เพียงขวัญกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัญชาตญาณร้องเตือนให้เธอหนีไป แต่ขาทั้งสองข้างกลับเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับพื้น
“พูดเก่งขึ้นเยอะเลยนะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ดี...ฉันชอบผู้หญิงฉลาด...แต่ฉันเกลียดผู้หญิงที่อวดฉลาด”
เขายกมือขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบาจนน่าประหลาดใจ นิ้วโป้งของเขาค่อยๆ เกลี่ยไปตามริมฝีปากของเธอที่เพิ่งพ่นวาจาแผลงฤทธิ์ใส่เขาเมื่อครู่
“ปากดีๆ แบบนี้...สงสัยต้องถูกลงโทษให้หนักกว่าเดิมสินะ”
“อยะ...อย่าทำอะไรฉันนะ” เธอร้องออกมาเสียงสั่น เมื่อเห็นแววตาอันตรายในดวงตาของเขา
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เขายิ้มอย่างเลือดเย็น “ก็ในเมื่อ...แฟนฉันเมนส์มาพอดีเลยนี่...เธอก็ต้องทำหน้าที่นางบำเรอของเธอไม่ใช่หรือไง”
เขาจงใจใช้คำพูดของเธอเองย้อนกลับมาทำร้ายเธอ
ไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว เขาก็ก้มลงมาบดขยี้ริมฝีปากของเธออย่างรุนแรงและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบ...แต่มันคือการลงทัณฑ์อย่างแท้จริง เขากัดลงไปที่ริมฝีปากล่างของเธอจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วโพรงปาก
“อื้อ!” เธอพยายามดิ้นรนผลักไส แต่เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้น
เขาถอนจูบออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช้อนร่างของเธอขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย
“ปล่อยฉันนะ! จะพาฉันไปไหน!” เธอทุบไปที่แผงอกของเขาอย่างบ้าคลั่ง
“ไปทำงานของเธอยังไงล่ะ!” เขาตอบเสียงกร้าว ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูฝั่งคนขับของรถสปอร์ตคันหรูของเขา
เขาเปิดประตูออกแล้วยัดร่างของเธอเข้าไปที่เบาะข้างคนขับอย่างไม่ปรานีนัก ก่อนที่ตัวเขาจะตามเข้ามาแล้วกดล็อกประตูจากส่วนกลางทันที
ปัง!
โลกภายนอกถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงเธอกับเขา...สองต่อสอง...ในพื้นที่ปิดตายที่เธอไม่มีทางหนีไปไหนได้อีก...
เขากดปุ่มปรับเบาะที่นั่งของเธอให้เอนราบลงไปจนสุดในพริบตา ก่อนจะโถมกายขึ้นมาทาบทับเธอไว้จนขยับไม่ได้
“ไหน...บอกฉันสิ” เขากระซิบเสียงพร่าอยู่ข้างใบหูของเธอ ขณะที่มือของเขาเริ่มซุกซนลูบไล้ไปตามร่างกายของเธออย่างจาบจ้วง “ว่านางบำเรอที่ดี...เขาต้องเริ่มบำเรอเจ้านายของตัวเอง...จากตรงไหนก่อนดี”
บทที่ 15
คำขู่ที่กระซิบอยู่ข้างหูนั้นน่าขนลุกและเต็มไปด้วยอันตราย มันกลับจุดประกายไฟแห่งการต่อต้านที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยมีขึ้นมา
เธอเหนื่อยแล้ว...เหนื่อยกับการที่จะต้องหวาดกลัว เหนื่อยกับการถูกควบคุม เหนื่อยกับการเป็นตุ๊กตาที่ไร้ชีวิตจิตใจของเขา
เพียงขวัญรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี สบตากับดวงตาคมกริบที่กำลังจ้องจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัวอย่างไม่ยอมแพ้
“คุณหมอ... ฉันก็มีชีวิตของฉันเหมือนกันนะคะ” เธอพูดสวนกลับไปเสียงดังฟังชัด แม้จะยังสั่นอยู่เล็กน้อยก็ตาม “คุณซื้อแค่ร่างกายฉันไป แต่คุณไม่ได้ซื้อวิญญาณของฉันไปด้วย!”
ภาคย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ประหลาดใจกับท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างกะทันหันของลูกแมวตัวน้อย
“เพราะฉะฉันจะคุยกับใคร จะหัวเราะกับใคร มันไม่เกี่ยวกับคุณหมอนี่คะ” เธอเน้นคำว่าไม่เกี่ยวอย่างชัดเจน “นั่นเพื่อนของฉัน! คนที่คอยอยู่ข้างๆ ฉันมาตลอด ในขณะที่บางคน...เอาแต่สร้างปัญหาให้ฉันไม่หยุด!”
ประโยคนั้นเสียดแทงเขาอย่างจัง แต่เขาก็ยังคงตีหน้านิ่งเอาไว้
“แล้วอีกอย่าง...” เธอตัดสินใจทิ้งไพ่ตายที่เพิ่งเก็บมาได้สดๆ ร้อนๆ ลงไปบนโต๊ะ “คุณหมอก็ควรจะไปให้เวลากับแฟนของคุณหมอมากกว่านี้นะคะ”
คำว่าพูดเธอทำให้แววตาของหมอภาคย์วูบไหวไปชั่วขณะ...ชั่วขณะเดียวจริงๆ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่เพียงขวัญมองเห็นมัน...และนั่นก็เพียงพอแล้ว
“ฉันเห็นคุณที่ร้านกาแฟ...กับผู้หญิงคนนั้น” เธอกล่าวต่ออย่างไม่ลดละ “เธอดูดีมากเลยนะคะ เหมาะสมกับคุณหมอทุกอย่าง... เพราะฉะนั้น...คุณก็ควรจะไปอยู่กับคนที่คู่ควรของคุณไปอยู่กับแฟนคุณหมอเถอะค่ะ”
ทุกถ้อยคำของเธอคือการผลักไส และตอกย้ำว่าเขากับเธออยู่คนละโลกกัน และเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาวุ่นวายในโลกของเธอมากไปกว่านี้
“อย่ามายุ่งกับชีวิตของฉัน...แล้วฉันก็จะไม่ไปยุ่งกับชีวิตของคุณ”
เธอพยายามจะสรุปข้อตกลงที่เธอคิดว่ายุติธรรมที่สุด แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจราดน้ำมันลงไปบนกองไฟอีกครั้ง ด้วยประโยคที่เจ็บแสบและเสียดสีที่สุดเท่าที่เธอจะนึกออก
“หรือถ้าวันไหนแฟนคุณเมนส์มา...แล้วคุณเอาไม่ได้... ดิฉันก็ยินดีจะเป็นนางบำเรอที่ดีให้”
เธอจงใจใช้คำว่านางบำเรอเพื่อย้ำสถานะของตัวเองและตบหน้าเขาไปในเวลาเดียวกัน
“แต่คุณล้ำเส้นของดิฉันไม่ได้เหมือนกัน!”
สิ้นประโยคนั้น...บรรยากาศรอบตัวก็เงียบกริบลงจนน่ากลัว อุณหภูมิในลานจอดรถเหมือนจะลดต่ำลงฉับพลัน
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของหมอภาคย์ เหลือเพียงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจนเพียงขวัญรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เธอรู้ตัวทันทีว่าเธอได้ข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามไปเสียแล้ว
เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง...นิ่งจนน่ากลัว...ราวกับพายุกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในดวงตาคู่นั้น
“เธอพูด...จบแล้วใช่ไหม” เขาถามเสียงเรียบ...เรียบจนน่าขนลุก
เพียงขวัญกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัญชาตญาณร้องเตือนให้เธอหนีไป แต่ขาทั้งสองข้างกลับเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับพื้น
“พูดเก่งขึ้นเยอะเลยนะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ดี...ฉันชอบผู้หญิงฉลาด...แต่ฉันเกลียดผู้หญิงที่อวดฉลาด”
เขายกมือขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบาจนน่าประหลาดใจ นิ้วโป้งของเขาค่อยๆ เกลี่ยไปตามริมฝีปากของเธอที่เพิ่งพ่นวาจาแผลงฤทธิ์ใส่เขาเมื่อครู่
“ปากดีๆ แบบนี้...สงสัยต้องถูกลงโทษให้หนักกว่าเดิมสินะ”
“อยะ...อย่าทำอะไรฉันนะ” เธอร้องออกมาเสียงสั่น เมื่อเห็นแววตาอันตรายในดวงตาของเขา
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เขายิ้มอย่างเลือดเย็น “ก็ในเมื่อ...แฟนฉันเมนส์มาพอดีเลยนี่...เธอก็ต้องทำหน้าที่นางบำเรอของเธอไม่ใช่หรือไง”
เขาจงใจใช้คำพูดของเธอเองย้อนกลับมาทำร้ายเธอ
ไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว เขาก็ก้มลงมาบดขยี้ริมฝีปากของเธออย่างรุนแรงและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบ...แต่มันคือการลงทัณฑ์อย่างแท้จริง เขากัดลงไปที่ริมฝีปากล่างของเธอจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วโพรงปาก
“อื้อ!” เธอพยายามดิ้นรนผลักไส แต่เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้น
เขาถอนจูบออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช้อนร่างของเธอขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย
“ปล่อยฉันนะ! จะพาฉันไปไหน!” เธอทุบไปที่แผงอกของเขาอย่างบ้าคลั่ง
“ไปทำงานของเธอยังไงล่ะ!” เขาตอบเสียงกร้าว ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูฝั่งคนขับของรถสปอร์ตคันหรูของเขา
เขาเปิดประตูออกแล้วยัดร่างของเธอเข้าไปที่เบาะข้างคนขับอย่างไม่ปรานีนัก ก่อนที่ตัวเขาจะตามเข้ามาแล้วกดล็อกประตูจากส่วนกลางทันที
ปัง!
โลกภายนอกถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงเธอกับเขา...สองต่อสอง...ในพื้นที่ปิดตายที่เธอไม่มีทางหนีไปไหนได้อีก...
เขากดปุ่มปรับเบาะที่นั่งของเธอให้เอนราบลงไปจนสุดในพริบตา ก่อนจะโถมกายขึ้นมาทาบทับเธอไว้จนขยับไม่ได้
“ไหน...บอกฉันสิ” เขากระซิบเสียงพร่าอยู่ข้างใบหูของเธอ ขณะที่มือของเขาเริ่มซุกซนลูบไล้ไปตามร่างกายของเธออย่างจาบจ้วง “ว่านางบำเรอที่ดี...เขาต้องเริ่มบำเรอเจ้านายของตัวเอง...จากตรงไหนก่อนดี”