บรรยากาศในห้องพักผู้ป่วยพิเศษเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน การมาถึงของนัทเหมือนสายลมสดชื่นที่พัดเข้ามาปัดเป่าความกังวลและความหม่นหมองของเพียงขวัญออกไปชั่วขณะ
“นี่นังเปิ้ล! แกนอนทำหน้าเป็นหมาหงอยอยู่ได้! แค่ขาเดี้ยงเอง ไม่ได้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายซะหน่อยยะ!” นัทเปิดฉากทักทายเพื่อนรักด้วยวาจาที่ไม่เคยปรานี แต่แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ปากแกนี่นะนัท! ไม่เจอกันนานยังหมาเหมือนเดิม!” เปิ้ลหัวเราะร่า ก่อนจะพยายามขยับตัวลุกนั่งให้ถนัดขึ้น
“โอ๊ยๆ เบาๆ สิแก” เพียงขวัญรีบเข้าไปช่วยประคอง “เดี๋ยวเหล็กเบี้ยวพอดี”
“เวอร์ไปย่ะ! นี่มันไทเทเนียมนะยะ ไม่ใช่ลวดดัดฟัน!” เปิ้ลเถียงกลับ แต่ก็ยอมให้เพื่อนช่วยจัดท่าทางแต่โดยดี
เพียงขวัญนั่งลงข้างๆ เปิ้ลบนเตียง ส่วนนัทก็ลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ ก่อนจะเริ่มเปิดประเด็นเม้าท์มอยเรื่องราวต่างๆ นานา ทำให้เพียงขวัญหลุดหัวเราะออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ เป็นครั้งแรก
“เออจริง... ฉันปวดฉี่อ่ะ พวกแก...พยุงฉันไปเข้าห้องน้ำหน่อยสิ” เปิ้ลพูดขึ้นมาหลังจากคุยกันไปพักใหญ่
“มาๆ ฉันช่วยเอง” นัทลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น
ทั้งนัทและเพียงขวัญช่วยกันประคองเปิ้ลให้ลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเล ขาข้างที่ติดเอ็กซ์ฟิก หรืออุปกรณ์ยึดกระดูกภายนอก ทำให้การทรงตัวของเธอเป็นไปอย่างยากลำบาก เวลาจะเดิน ไม่ค่อยสะดวกนัก
“ค่อยๆ นะเปิ้ล ไม่ต้องรีบ” เพียงขวัญพูดพลางจับแขนเพื่อนไว้แน่น
“รู้แล้วน่า...”
ทั้งสามค่อยๆ พยุงกันเดินเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องพัก แต่ในจังหวะที่เปิ้ลกำลังจะก้าวขาข้างดีข้ามธรณีประตูเข้าไปนั้นเอง...
“ว้าย!”
เพราะพื้นห้องน้ำที่อาจจะยังเปียกอยู่เล็กน้อย ทำให้เปิ้ลเผลอลื่นล้ม
“เปิ้ล!” เพียงขวัญกับนัทร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
โชคดีที่ทั้งสองคนจับแขนเธอไว้แน่น และยังดีที่เปิ้ลเองก็พยุงตัวเองโดยใช้แขนยันกับขอบประตูไว้ได้ทัน ทำให้เธอไม่ถึงกับล้มลงไปกระแทกพื้น แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ก็ทำให้หัวใจของทุกคนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“พระเจ้า! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ!” นัทบ่นอุบ พลางช่วยพยุงเปิ้ลให้ยืนตรงอีกครั้ง “แกโอเคนะเปิ้ล เจ็บตรงไหนมั้ย”
“ไม่เป็นไรๆ แค่ตกใจนิดหน่อย” เปิ้ลตอบเสียงสั่น หน้าซีดเผือด
หลังจากจัดการธุระในห้องน้ำเสร็จ ทั้งสามก็พากันกลับมาที่เตียงอีกครั้งด้วยความเหนื่อยหอบ เปิ้ลนอนแผ่หมดแรงอยู่บนเตียง ส่วนเพียงขวัญก็นั่งลงบนโซฟาข้างเตียงอย่างอ่อนล้า
“ใจหายหมดเลยเมื่อกี้” เพียงขวัญพึมพำพลางยกมือขึ้นทาบอก
นัทเดินมานั่งลงข้างๆ เธออย่างแนบชิด “เอาน่าๆ ไม่เป็นไรแล้วไง... มาๆ ขวัญกำลังใจหน่อย” ว่าแล้วก็ดึงหัวเพื่อนสนิทให้เอนซบลงบนไหล่ของตัวเอง
เพียงขวัญกับนัทนั่งแนบชิดกันบนโซฟา เธอเอนศีรษะซบไหล่เพื่อนอย่างต้องการที่พึ่ง ส่วนนัทก็ยกมือขึ้นมาลูบหัวเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ก่อนจะเริ่มหยอกล้อขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่แกก็อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สิยะยัยขวัญ แค่นี้ทำเป็นใจเสาะไปได้”
“ก็มันตกใจนี่นา!” เธอเถียงกลับเบาๆ แต่ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากไหล่ของเขา
“เออๆ รู้แล้วน่า... งั้นเดี๋ยวฉันจะเล่าเรื่องผู้ชายที่เพิ่งเทฉันไปให้ฟังแก้เครียดเอาไหมล่ะ แซ่บมากขอบอก!”
แล้วนัทก็เริ่มสาธยายวีรกรรมของผู้ชายคนล่าสุดของเขาด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ออกรสออกชาติ ทำให้เพียงขวัญที่ซบอยู่บนไหล่ของเขาหลุดหัวเราะคิกคักออกมา ทั้งสองคลอเคลียกันอยู่บนโซฟาเหมือนเป็นเรื่องปกติของเพื่อนสนิทที่ทำกันมาตลอด
แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า...ทุกการกระทำ ทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะ และทุกสัมผัสที่ดูสนิทสนมเกินงามในสายตาคนนอกนั้น...
ไม่พ้นสายตาของหมอภาคย์ที่ดูกล้องวงจรปิดอยู่พอดี
ในห้องทำงานที่เงียบกริบของเขา แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากจอภาพขนาดใหญ่ที่กำลังฉายภาพสดจากห้องพักผู้ป่วยของอารีรัตน์ สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังภาพของคนสองคนที่นั่งคลอเคลียกันอยู่บนโซฟาไม่วางตา
กรามของเขาบดเข้าหากันจนขึ้นสันนูน แววตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับฉายแววไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน...การกระทำนี้ทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาอย่างมาก
ผู้หญิงของเขา...กำลังนั่งซบไหล่ชายอื่น หัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข...มีความสุข...ในโรงพยาบาลของเขา...ต่อหน้าต่อตาเขา (ผ่านกล้อง)
ความรู้สึกหงุดหงิดและร้อนรุ่มบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว...ความรู้สึกที่เห็นสมบัติของตัวเองกำลังถูกคนอื่นแตะต้อง
หลังจากนัทกลับไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเพียงขวัญกับเปิ้ลสองคน
“ขอบใจนะขวัญที่มาอยู่เป็นเพื่อน” เปิ้ลพูดขึ้นมาเบาๆ
“เรื่องเล็กน่า... แกนอนพักเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการปูที่นอนตัวเองก่อน”
เพียงขวัญเตรียมตัวจะนอน เธอหยิบผ้าห่มและหมอนสำรองที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้ ออกมาปูลงบนโซฟาเบดตัวยาวที่เธอกับนัทเพิ่งนั่งคลอเคลียกันเมื่อครู่ ขณะที่กำลังก้มๆ เงยๆ จัดที่นอนอยู่นั้น...
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ทั้งเพียงขวัญและเปิ้ลสะดุ้งเล็กน้อย
“ใครมาดึกป่านนี้นะ” เปิ้ลพึมพำ
เพียงขวัญรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาด เธอเดินไปที่ประตูแล้วค่อยๆ แง้มดู ก่อนที่หัวใจของเธอจะหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองทะลุผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่เข้ามาสบตากับเธอตรงๆ ราวกับจะแผดเผาให้มอดไหม้
หมอภาคย์...
“เอ่อ...คุณหมอ...มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามเสียงสั่น พยายามยืนขวางประตูเอาไว้ ไม่ให้เขาเห็นเปิ้ลที่นอนอยู่บนเตียง
เขาไม่ตอบ แต่กลับใช้มือดันประตูให้เปิดกว้างออกอย่างถือวิสาสะ แล้วก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ทำให้เพียงขวัญต้องถอยหลังกรูดเข้ามาด้านใน
“คุณหมอ!” เปิ้ลร้องออกมาอย่างแปลกใจที่เห็นแพทย์เจ้าของไข้มาเยี่ยมในเวลาค่ำมืดเช่นนี้
ภาคย์ไม่สนใจเพียงขวัญที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างประตูอีกต่อไป เขาเดินตรงไปยังเตียงของเปิ้ลด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม “คุณอารีรัตน์ ผมเพิ่งได้รับรายงานจากพยาบาลเวรว่าเมื่อครู่คุณเกือบจะล้มในห้องน้ำ เกิดอะไรขึ้นครับ”
น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นห่วงเป็นใยในฐานะหมอเจ้าของไข้ แต่สำหรับเพียงขวัญแล้ว...เธอรู้ดีว่ามันคือข้ออ้าง
“อ๋อ...ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะคุณหมอ พอดีพื้นมันลื่นนิดหน่อย แต่เพื่อนช่วยไว้ทันค่ะ ไม่ได้ล้มหรือกระแทกอะไรเลย” เปิ้ลรีบอธิบาย
“ไม่ได้ล้ม แต่ก็เกือบ” เขาพูดสวนขึ้นมาทันที น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น “คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณล้มกระแทกซ้ำที่เดิมอะไรจะเกิดขึ้น กระดูกที่เพิ่งเริ่มจะสมานกันอาจจะเคลื่อนได้อีกครั้ง หรือแย่กว่านั้นคืออุปกรณ์ที่ยึดไว้อาจจะเสียหาย ทั้งหมดที่เรารักษามาก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่”
ทุกคำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเฉียบขาดและหลักการทางการแพทย์ แต่สายตาที่ดุดันของเขากลับไม่ได้มองไปที่คนไข้บนเตียง...แต่กลับเหลือบมองมาทางเพียงขวัญที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างโซฟาเป็นระยะๆ
“ผมคิดว่าผมสั่งไว้ชัดเจนแล้วว่าช่วงนี้ให้คุณลดการเคลื่อนไหวให้มากที่สุด และถ้าจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ ก็ควรจะกดกริ่งเรียกพยาบาล ไม่ใช่ให้เพื่อนที่ไม่มีความรู้มาช่วยพยุงแบบนี้”
คำตำหนินั้นพุ่งตรงมาที่เพียงขวัญอย่างไม่ต้องสงสัย เธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางสี่แยก เธอได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ พยายามหลบสายตคมกริบคู่นั้นที่มองมาอย่างตำหนิและ...คาดโทษ
“ขะ...ขอโทษค่ะคุณหมอ พอดีเห็นว่าเพื่อนอยู่ด้วย เลยไม่ได้อยากรบกวนพยาบาลน่ะค่ะ” เปิ้ลรีบออกรับแทนเพื่อน
“มันไม่เกี่ยวกับการรบกวน แต่มันเกี่ยวกับความปลอดภัยของคุณ” ภาคย์ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “นี่เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องดูแลคุณ และเป็นหน้าที่ของผู้ดูแล...ที่จะต้องใส่ใจคนไข้ให้มากกว่านี้”
ประโยคสุดท้ายนั้น เขาจงใจเน้นเสียงและหันมามองเพียงขวัญตรงๆ สายตาของเขาไม่ได้มีแววตำหนิเรื่องคนไข้อีกต่อไปแล้ว...แต่มันเต็มไปด้วยความไม่พอใจในเรื่องอื่น...เรื่องที่เธอรู้ดีแก่ใจ
เพียงขวัญรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มน้อยลงทุกที เธออยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เหลือเกิน
“ต่อจากนี้ไป ถ้าคุณจะเข้าห้องน้ำหรือลุกไปไหน ให้กดเรียกพยาบาลเท่านั้น เข้าใจนะครับ” เขาสรุป ก่อนจะหันมาทางเพียงขวัญอีกครั้ง “และถ้าผู้ดูแลคนปัจจุบันไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีพอ ผมอาจจะต้องพิจารณาให้ญาติคนอื่นมาดูแลแทน”
มันคือคำขู่...คำขู่ที่ชัดเจนที่สุด เขาไม่ได้แค่ตำหนิเธอ แต่เขากำลังจะกันเธอออกไปจากเพื่อนสนิทของเธอ!
“ไม่นะคะคุณหมอ! เพื่อนของฉันดูแลดินฉันดีมากค่ะ วันนี้มันเป็นอุบัติเหตุนิดหน่อยจริงๆ” เปิ้ลรีบเถียงแทนเพื่อนรักอย่างร้อนรน
ภาคย์ไม่ตอบอะไรอีก เขาเพียงแค่จ้องหน้าเพียงขวัญนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้เพียงขวัญต้องรับมือกับมันเพียงลำพัง
ปัง!
เสียงปิดประตูที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย ทำให้เพียงขวัญสะดุ้งสุดตัว ขาของเธออ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
“ขวัญ...แกโอเคมั้ย” เปิ้ลถามด้วยความเป็นห่วง “ทำไมคุณหมอดูโกรธๆ แปลกๆ จังเลย ฉันว่าฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรเยอะนะ”
“ฉัน...ฉันไม่เป็นไร” เพียงขวัญตอบเสียงแผ่ว “สงสัย...สงสัยเขาคงจะเครียดๆ ล่ะมั้ง...แกอย่าคิดมากเลย นอนพักเถอะ”
เธอเดินกลับไปที่โซฟาเบดของตัวเองอย่างคนไร้วิญญาณ ล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ความอบอุ่นจากผ้าห่มไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
คำพูดของเขายังคงดังก้องอยู่ในหัว...สายตาที่มองมาอย่างเอาเรื่อง...ความไม่พอใจที่ไม่ได้มาจากเรื่องงาน...
เธอรู้แล้วว่าคืนนี้...มันยังไม่จบง่ายๆ แน่...
และเธอก็คิดไม่ผิด...
ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากที่เปิ้ลหลับไปแล้ว เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือที่เธอวางไว้ใต้หมอนก็ดังขึ้น
ครืด... ครืด...
เธอหยิบมันขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ...
หน้าจอโชว์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย...แต่เธอรู้ดีว่าเป็นใคร
และข้อความสั้นๆ ที่ส่งมานั้น...ก็ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ...
"ลงมาที่ลานจอดรถชั้น B2... เดี๋ยวนี้"