บริเวณชุมชนแออัดใจกลางกรุงเทพหรือที่เรียกว่าสลัมนั้น มีหลายครอบครัวที่มักจะทำงานหาเช้ากินค่ำ รวมถึงบ้านหลังเล็กๆของเปรี้ยว สาวสวยใบหน้ารูปไข่รวยเสน่ห์ที่แม้จะเกิดมายากจนแต่เธอก็สามารถสอบติดเข้าเรียนมหาลัยชื่อดังด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
“อีเปรี้ยว! นั่นมึงจะไปไหน” เสียงแหบแห้งของนภาผู้หญิงวัยกลางคนที่ตะโกนเสียงดังลอดออกมาจากบ้าน ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบวิ่งออกมาดักหน้าลูกสาวของตัวเอง นภามีรูปร่างผอมบาง มัดผมลวกๆและสวมเสื้อยืดลายเสือดาวกับผ้าถุงลายดอกไม้สีสันจัดจ้าน
“อะไรกันนักกันหนา” เปรี้ยวลูกสาวแสนสวยของนภาบ่นอย่างหงุดหงิด ใบหน้าเรียวสวยตบแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ใบหน้ารูปไข่จมูกโด่งเป็นสันรับเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่ม ขนตาของเธองอนยาวรับกับดวงตาใสกระจ่าง ส่วนผิวพรรณก็ขาวราวหิมะบวกกับเส้นผมสีดำยาวดุจแพรไหมยิ่งขับให้ใบหน้าของเธอขาวผ่องยิ่งขึ้นไปอีก
“มึงจะไปทั้งแบบนี้เหรอ ไหนเงินกูล่ะ” นภาเอ่ยขึ้นพร้อมกับแบมือขอเงินลูกสาว
“ก็ให้ไปแล้วไง แม่จะเอาอะไรกับหนูอีก” เปรี้ยวพ่นลมหายใจพร้อมกับกลอกตาเบื่อหน่ายผู้เป็นแม่
“3 พัน! แค่นี้อ่ะนะ ฉันรู้นะว่าเงินเดือนแกออกแล้ว ไหนจะเงินกู้กยศ.อีกล่ะ นังลูกไม่รักดีมึงจะเก็บไว้ใช้คนเดียวอีกใช่มั้ย”
“โอ๊ยแม่ หนูก็เอาไปจ่ายค่าหอหมดแล้ว หนูจะเอาเงินที่ไหนมาให้อีก จะไม่ให้หนูเหลือเงินไว้กินข้าวหน่อยรึไง” เปรี้ยวหันมามองหน้าผู้เป็นแม่แล้วก็นึกโมโหนัก ถ้าเธอไม่แวะกลับมาเอาเอกสารที่บ้าน เธอก็คงจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่หรอก
“ไม่รู้แหละ เอามาให้กูอีกสักพันนึงสิ แล้วมึงจะไปไหนก็ไป” นภายืนเท้าสะเอวแบมือขอเงินลูกไม่หยุด คนที่เดินผ่านไปผ่านมานั้นเห็นภาพนี้จนชินไปเสียแล้ว
“หนูไม่มีให้แล้ว” เปรี้ยวเอ่ยจบก็หมุนตัวเดินออกมาทันทีโดยที่ไม่ฟังเสียงตะโกนร้องด่าของแม่ตัวเอง
“อีลูกอกตัญญู รู้แบบนี้กูน่าจะเอามึงออกตั้งแต่แรก ไม่น่าเก็บมึงมาถ่วงความเจริญกูเลย อีลูกชั่ว”
แม้จะเคยชินแล้วที่ถูกด่าว่าแบบนี้ แต่เปรี้ยวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บแปลบที่อก เธอกำหมัดแน่นแล้วก้าวเดินต่อไปไม่หันหลังกลับไปมองแม่ตัวเองอีก ทุกวันนี้เธอก็เติบโตมาด้วยเงินของตัวเองทั้งนั้น เธออยากจะหนีแม่ตัวเองไปให้ไกลแต่ก็ทำไม่ได้สักที
นภามักจะด่าทอลูกสาวอยู่แบบนี้เป็นประจำหากไม่ได้เงินตามที่ตัวเองต้องการ สมัยที่เธอยังเป็นสาวๆนั้น เธอทำงานเป็นสาวร้าน
คาราโอเกะและทำงานเป็นหมอนวดด้วยเช่นกัน แต่ทว่าวันหนึ่งเธอกลับพลาดท้องโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก เดิมทีตั้งใจว่าจะเอาเด็กออกแต่เธอก็ไม่กล้าพอจึงได้แต่เก็บเด็กเอาไว้และเลี้ยงเด็กคนนี้ตามมีตามเกิด
เปรี้ยวเดินออกมาจากชุมชนแล้วก็โบกแท็กซี่ไปมหาลัยทันที กับแม่นั้น...ไม่ว่าจะให้เงินไปเท่าไหร่ก็หมดเพราะแม่ทั้งติดเหล้าทั้งติดการพนัน เธอกลับบ้านมาแต่ละครั้งก็ต้องมาจ่ายหนี้ค่าเหล้าที่ร้านขายของชำใกล้บ้านให้แม่ทุกครั้ง ถ้าเอาไปซื้อของกินหรือทำอะไรให้ชีวิตตัวเองมันดีขึ้นบ้างเธอจะไม่ว่าเลยด้วยซ้ำ
บางครั้งเธอก็รู้สึกท้อกับชะตาชีวิตของตัวเองที่ต้องเกิดมาในสภาพครอบครัวแบบนี้ เธอเติบโตมาอย่างยากลำบากอดมื้อกินมื้อจนเคยชิน เมื่อโตขึ้นหน่อยก็เริ่มทำงานหาเงินโดยเริ่มจากงานล้างจานที่ร้านอาหารแถวบ้าน เงินที่มีก็พอประทังชีวิตในแต่ละวัน จนเมื่อโตพอที่จะทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อ ชีวิตของเธอก็ดีขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็ยังไม่มากพอต่อค่าใช้จ่ายที่แม่เป็นคนก่อ
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็เริ่มทำงานเป็นสาวเชียร์เบียร์ที่ร้านหมูกระทะ ก่อนจะยกระดับตัวเองมาเป็นพริตตี้ให้กับสินค้าต่างๆ เธอถึงได้มีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้นจึงตัดสินใจย้ายออกมาอยู่อพาร์ทเม้นท์ข้างนอกแทนที่จะอยู่กับแม่ เธอถึงขั้นโกหกแม่ว่าพักอยู่หอในของมหาลัยเพื่อที่แม่จะได้ไม่มาอยู่ด้วย
การเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบปากกัดตีนถีบนั้น ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตแบบทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ไม่แคร์และไม่สนใจใครทั้งนั้น ขนาดเพื่อนที่คบกันอยู่ตอนนี้ เธอก็คบแก้เบื่อไปแบบนั้นเพราะไม่อยากเดินคนเดียวในมหาลัย
@มหาลัยคณะบริหารธุรกิจ
“เปรี้ยว มึงไปไหนมาเนี่ย โดดคาบเช้าไม่บอกกันเลยนะ” แต้วเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่กำลังเดินมาด้วยใบหน้าที่ดูอารมณ์ไม่ดีสุดๆ
เปรี้ยวเดินหน้ายุ่งตรงมาที่ม้านั่งใต้ตึกโต๊ะประจำของแก๊งเธอ “ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่มึงเช็คชื่อให้กูมั้ยเนี่ย”
“โชคดีที่อาจารย์ไม่เข้า สั่งงานไว้แล้วก็ไป”
“แล้วอีนานาอ่ะ”
“มันไปซื้อขนม นู่นไง”
เปรี้ยวมองตามสายตาเพื่อน ก็เห็นเพื่อนสาวอีกคนกำลังเดินมา กลุ่มของเธออาจพูดได้ว่าเป็นแก๊งที่เรียนแย่ที่สุดในเอกแล้ว เรียนเอาตัวรอดไปวันๆ พวกมันแต่ละคนเป็นลูกคนมีเงินที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนสักเท่าไหร่ ส่วนเธอไม่ใช่ว่าไม่สนใจเรื่องเรียนนะแค่ไม่มีเวลามากกว่าเพราะต้องทำงานควบไปด้วย
พวกเราทุกคนนั่งเม้าส์มอยกินขนมกันไปเรื่อยจนกระทั่งยัยแต้วเอ่ยเรื่องอะไรสนุกๆขึ้นมา
“เปรี้ยว มึงอยากมีตังค์กินขนมเล่นๆสักห้าพันมั้ย” แต้วกับนานาเพื่อนอีกคนของเธอหัวเราะกันคิกคักคล้ายมีเรื่องอะไรสนุกๆ
“อะไรวะอีแต้ว ว่ามาดิ๊”
“มึงดูนั่น” ยัยแต้วไม่ได้พูดแต่เป็นเสียงหวานของนานา สาวสวยผู้มีใบหน้าเรียบร้อยน่ารัก แต่บอกเลยว่ามันน่ะแรดเงียบ ตอแหลที่สุดในกลุ่มแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเรียนเก่งที่สุดในกลุ่ม เธอเก็บมันเป็นเพื่อนเพราะเอาไว้ลอกการบ้านนั่นแหละ
เปรี้ยวมองตามสายตาของนานาแล้วก็เห็นผู้ชายผิวขาวร่างสูงคนหนึ่ง เขาสวมแว่นสายตาหนาเตอะดูเป็นพวกแก่เรียน เธอจำได้ว่า
ไอ้หมอนี่มันเป็นเด็กเนิร์ดที่เรียนเก่งที่สุดในคณะ แถมยังเป็นพวกหลีกหนีสังคมอีกด้วย
“ทำไมวะ” เธอขมวดคิ้วมองสายตาเจ้าเล่ห์ของเพื่อนด้วยความสงสัย
“กูขอท้ามึงให้ไปจีบไอ้กฤต ถ้ามันยอมคบกับมึงภายใน 3 วัน กูให้เลย 5 พันเอามั้ย” เพื่อนทั้งสองหัวเราะอีกครั้งราวกับเห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าสนุกมาก สำหรับพวกมันเงินห้าพันอาจจะเป็นแค่เศษเงิน แต่สำหรับเธอแล้วใช้กินได้ทั้งเดือนเลยนะ น่าหมั่นไส้พวกนี้แม่งจริงๆ
เปรี้ยวหันไปดูเด็กเนิร์ดคนนั้นอีกครั้ง ให้ไปจีบผู้ชายโบ๊ะบ๊ะคนนั้นอ่ะนะ ไอ้คนที่เดินเฉยๆก็สะดุดพื้นคนนั้นอ่ะนะ เธอถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา ดูไก่อ่อนแบบนั้น เธอน่าจะจีบติดได้ง่ายๆเลยแหละ
“ระดับกูจีบใครไม่มีพลาด ไอ้กฤตก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น” เธอเอ่ยอย่างอวดดีและมั่นใจในตัวเองมาก
“ดี งั้นพวกกูจะรอดูเรื่องสนุก”