ซูไป๋เหมยกำลังขะมักเขม้นปลูกต้นไม้ในสวนของจวนอ๋อง ด้วยมือที่เปื้อนดินและเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อย นางเดินไปมาระหว่างต้นไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่ ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกสำคัญไปกว่าการทำให้สวนนี้งดงาม นางคิดว่าการได้เห็นดอกไม้เบ่งบานในสวนจะทำให้จิตใจของตนเองผ่อนคลายขึ้นจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวัง
ขณะที่กำลังเดินไปข้างต้นไม้เพื่อทำน้ำให้ต้นไม้ขึ้นใหม่ หยูเหอสาวใช้ของนางก็เดินเข้ามาในสวน พร้อมกับกล่องไม้ท่าทางหรูหรา พอเปิดกล่องออก หยูเหอก็ต้องเบิกตาออกอย่างตื่นเต้น "งดงามยิ่งนัก" นางกล่าวเสียงเบา
ภายในกล่องไม้ที่เปิดออกมาเป็นชุดผ้าชั้นดีที่ประดับประดาด้วยลูกปัดสีทองและมีรายละเอียดวิจิตรบรรจง ทุกชิ้นส่วนของชุดดูเลิศหรูจนแทบไม่สามารถมองข้ามได้ คิดไม่ถึงเลยว่าผ้าชุดนี้จะมีความงามเช่นนี้
บ่าวของหลี่เยว่ซิงยืนอยู่ข้างๆ พร้อมพูดว่า "ท่านอ๋องสั่งตัดชุดนี้มาให้พระชายาโดยเฉพาะเพคะ ท่านอ๋องฝากบ่าวมากำชับกับพระชายาขอให้พระชายาใส่ชุดนี้ไปงานเลี้ยงที่ฮองเฮาจัดในคืนนี้ด้วยเพคะ"
คำพูดของบ่าวดังขึ้นในหัวของซูไป๋เหมย นางตกใจเล็กน้อย เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะต้องเข้าร่วมงานสำคัญอย่างนั้นในคืนวันนี้ ความรู้สึกกลัวและไม่แน่ใจปะปนไปกับความตื่นเต้นที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ในที่สุดนางก็พยักหน้า
"ไปงานที่วัง...จริงหรือ?" ซูไป๋เหมยถามเสียงเบา พร้อมความกังวลที่แผ่ไปทั่วหัวใจ
"เพคะ ท่านอ๋องได้สั่งไว้" บ่าวตอบอีกครั้ง นางไม่กล้าจะมองหน้าไป๋เหมย นางรู้ว่าตอนนี้พระชายาของตนเองกำลังรู้สึกไม่สบายใจ
ซูไป๋เหมยพยายามตั้งสติ แต่ลึกๆ แล้วนางก็เริ่มรู้สึกถึงความกดดันที่มีเพิ่มขึ้นจากสิ่งที่อยู่ในมือ นี่คือโอกาสที่สำคัญ แต่ก็เป็นอีกความท้าทายที่นางต้องเผชิญหน้า
ซูไป๋เหมยก้าวเข้าไปในห้องจัดงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยขุนนางและเหล่าผู้มีอำนาจในวัง ทุกสายตาหันมองนางอย่างจับจ้อง สายลมเย็นพัดผ่านเส้นผมที่ปลิวไสว เมื่ออยู่ในชุดผ้าชั้นดีที่เยว่ซิงมอบให้ นางดูงดงามไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความกลัว สวยงามอย่างมีเสน่ห์ บรรยากาศในห้องเหมือนจะเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง บางคนก็พูดกันเบาๆ ว่า "แม่หญิงผู้นี้เป็นฮูหยินของจวนไหนกัน ช่างงดงามยิ่งนัก"
การพูดคุยเบาๆ เต็มไปด้วยความสงสัยว่าใครกันที่เป็นภรรยาของอ๋องห้า หลายคนไม่เคยเห็นซูไป๋เหมยในสายตาที่เปิดเผยเช่นนี้มาก่อน ข่าวลือที่ว่าอ๋องห้ามีภรรยาที่น่าสงสาร ดูเหมือนจะถูกทำลายไปหมด เมื่อทุกคนเห็นนางในสภาพที่ดูร่าเริงและเต็มไปด้วยความสง่างาม นางไม่เหมือนกับสิ่งที่ข่าวลือเคยบอกเอาไว้
ขณะที่ผู้คนกำลังจดจ่อและตั้งคำถาม ซูไป๋เหมยก็รู้สึกถึงการมาถึงของใครบางคนจากที่ไกลๆ ด้วยสายตาที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เยว่ซิงปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางฝูงชน ร่างสูงสง่าของเขาท่ามกลางขุนนางที่เงียบไปครู่หนึ่ง ทุกสายตาหันไปมองเขาก่อนที่อ๋องห้าจะเดินตรงเข้ามาทักทายนาง ท่ามกลางผู้คนที่เริ่มจับตาดูอย่างกระตือรือร้น
"พระชายา" เสียงเยว่ซิงดังขึ้น เขายิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะโน้มตัวไปทักทายนางด้วยท่าทางที่นิ่งสง่า แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่คุ้นเคย
ผู้คนรอบข้างมองเห็นการแลกเปลี่ยนระหว่างทั้งสอง คนหนึ่งเป็นอ๋องที่มีชื่อเสียงเย็นชา ส่วนอีกคนคือหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน แต่ทุกคนก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพระชายาใหม่ของอ๋องห้า โดยเฉพาะการที่นางดูมีความสุขและสง่างามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"ท่านอ๋องห้าแต่งงานแล้ว?" เสียงกระซิบดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางหญิงบางคน ทุกคนรู้ว่ามีข่าวลือเรื่องพระชายาของอ๋องห้า ว่าไม่น่าจะมีโชคดี แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มสงสัยในสิ่งที่พวกเขาคิดไปก่อนหน้านี้ "นางดูไม่เหมือนกับที่ข่าวลือบอกเลย" พวกเขาพูดกันในใจ
หลายคนเริ่มหันมามองไป๋เหมยในมุมที่ต่างออกไป ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ทุกคนเคยรู้จะไม่เป็นไปตามที่คิด และในสายตาของผู้คน พระชายาอ๋องห้าคนนี้อาจจะเป็นผู้หญิงที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
บรรยากาศในงานเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อซูไป๋เหมยยืนอยู่เคียงข้างเยว่ซิง ขุนนางหลายคนเริ่มพูดคุยกันเบาๆ ถึงความงดงามและความสง่างามของนาง ในขณะที่หลายคนก็ยังคงแอบจับตาดูสถานการณ์ระหว่างทั้งสอง ท่าทางของเยว่ซิงที่มีรอยยิ้มจางๆ และท่าทางอ่อนโยนที่น้อยคนจะเคยเห็นยิ่งทำให้คนในงานยิ่งสงสัยว่าพระชายาของอ๋องห้าไม่ใช่คนธรรมดา
"ข้าไม่คิดว่านางจะงดงามถึงเพียงนี้" เสียงกระซิบจากขุนนางหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลหลุดออกมา เมื่อเห็นพระชายาของอ๋องห้าสวมชุดที่ประณีตทั้งยังดูมีเสน่ห์แฝงไว้ในท่าทางที่ไม่หวั่นเกรงใคร "อ๋องห้า... เขาคงโชคดีที่ได้พระชายางดงามเช่นนาง"
ในขณะเดียวกัน เยว่ซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ไป๋เหมยก็รู้สึกถึงการจับจ้องของสายตาทั้งหลาย แต่เขากลับไม่แสดงความสนใจใดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เขามองไปที่ไป๋เหมยและพยักหน้ากลับไปให้นางเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มพูดคุยกับขุนนางที่มาทักทาย
"ท่านอ๋องดูสง่างามเช่นเคย" ขุนนางคนหนึ่งทักทายด้วยความเคารพ แม้จะไม่ได้พูดอะไรมากนัก แต่ท่าทางสุภาพของเขาก็สะท้อนถึงสถานะอันสูงส่งของเยว่ซิงในวัง
ซูไป๋เหมยยืนเคียงข้างเขาแล้วรู้สึกถึงสายตาของผู้คนที่ยังคงจับจ้อง แต่ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากตัวเขาที่คอยให้ความสนใจ ซึ่งทำให้นางรู้สึกมั่นใจขึ้นเล็กน้อย สายตาที่เยว่ซิงมองมายังคงเต็มไปด้วยความเย็นชาเช่นเคย แต่กลับมีบางสิ่งที่นางเริ่มสัมผัสได้ว่าไม่เหมือนเดิม
นางรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของตัวเอง ในวันนี้ นางไม่ได้แค่เป็นภรรยาของอ๋องห้าที่หลายคนกลัวการอยู่ท่ามกลางฝูงขุนนางในงานเลี้ยงทำให้ซูไป๋เหมยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นจุดสนใจที่ทุกคนจับตามอง อย่างไรก็ตาม นางพยายามรักษาความสงบในท่าทางและการแสดงออก แต่มันก็ไม่ง่ายเลย เมื่อสายตาของผู้คนยังคงตามมองอย่างไม่ลดละ
แม้จะรู้สึกอึดอัดบ้าง แต่ซูไป๋เหมยก็พยายามใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ โดยการพูดคุยกับขุนนางที่เข้ามาทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าในหัวใจกลับเต็มไปด้วยคำถามและข้อสงสัยที่ยากจะหาคำตอบ ขณะเดียวกัน เยว่ซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่พูดอะไร เขาดูเหมือนจะสงบเสงี่ยมและไม่แสดงท่าทีอะไรมากนัก
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ผู้คนเริ่มทยอยไปที่โต๊ะอาหาร และซูไป๋เหมยก็ถูกเชิญให้นั่งในตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับเยว่ซิง บรรยากาศของการรับประทานอาหารดูอบอุ่น แต่ซูไป๋เหมยกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในวงสนทนา บทสนทนาระหว่างขุนนางส่วนใหญ่ยังคงพูดถึงเรื่องราชการ การทูต และการเมืองที่ซับซ้อน นางรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ข้างนอก ไม่สามารถมีส่วนร่วมในสิ่งเหล่านั้นได้
ในขณะที่เยว่ซิงนั่งเงียบๆ ใกล้ๆ ไม่พูดอะไร นางก็เริ่มรู้สึกถึงการมีอยู่ของเขามากขึ้น แม้จะไม่ได้พูดคุยกันมาก แต่สายตาของเขาที่มองมาจากข้างๆ ก็เหมือนจะบอกบางอย่าง ซึ่งทำให้ซูไป๋เหมยรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ยังไม่ถูกพูดออกมา
เมื่ออาหารเริ่มยกมาวาง ทุกคนในห้องต่างลงมือรับประทานกันอย่างมีมารยาท และบรรยากาศของการสนทนาก็เริ่มคึกคักขึ้นบ้าง แต่ซูไป๋เหมยก็ยังไม่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกของตัวเองออกมาได้ มันเหมือนจะมีบางสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนในชีวิตของนาง ทั้งในเรื่องของการแต่งงานกับเยว่ซิงและความสัมพันธ์ที่พวกเขามีด้วยกัน
ในที่สุด เยว่ซิงก็พูดขึ้นหลังจากทานอาหารไปครู่หนึ่ง "พระชายา..." เขาเรียกนางด้วยน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคย แต่น้ำเสียงนั้นกลับทำให้ซูไป๋เหมยหันไปมองเขา
"หากเจ้ารู้สึกไม่สบายใจหรือมีคำถาม ก็สามารถถามข้าได้" เยว่ซิงกล่าวออกมาอย่างไม่ค่อยแสดงอารมณ์ แต่ในคำพูดนั้นแฝงไปด้วยความหมายที่ซูไป๋เหมยไม่สามารถมองข้ามได้
ซูไป๋เหมยเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะสงบ "ข้าคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยังไม่คุ้นเคยกับทุกสิ่งในวังนี้มากนัก"
เยว่ซิงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกลับไปทานอาหารต่อ แต่คำพูดของเขาก็ทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจของซูไป๋เหมย เหมือนเขาพยายามจะสื่ออะไรบางอย่าง แต่ซูไป๋เหมยยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจมันทั้งหมด
บรรยากาศของงานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้งและทุกคนเริ่มเคลื่อนย้ายไปยังส่วนต่างๆ ของงาน แต่ซูไป๋เหมยกลับรู้สึกว่าใจของนางยังคงอยู่ในที่เดิม ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนและจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนในห้องเลี้ยงกำลังจับตามองนางด้วยความสนใจและชื่นชม ทุกคนเริ่มถามกันว่าอ๋องห้าแต่งงานกับหญิงสาวคนนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมนางถึงดูมีความสุขแบบที่ไม่เคยได้ยินมาจากข่าวลือ
ท่ามกลางเสียงพูดคุยและบรรยากาศที่เริ่มคึกคักขึ้น ฮองเฮาก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางผู้คน ดวงตาอันเฉียบคมของฮองเฮาเหลือบมองไปยังซูไป๋เหมยที่นั่งอยู่ข้างๆ เยว่ซิงด้วยความสงสัยและสนใจ ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่มีเสน่ห์
"พระชายาอ๋องห้า เจ้าดูงดงามนัก" เสียงของฮองเฮานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม ท่านไม่เพียงแต่พูดด้วยความจริงใจ แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง
ซูไป๋เหมยรู้สึกตัวเหมือนเป็นเป้าสายตาของทุกคนทันที แม้จะเป็นคำชมที่แสดงถึงความเป็นมิตร แต่ในใจกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่ท่านฮองเฮาส่งมา นางรีบยกมือขึ้นค้อมศีรษะอย่างสุภาพ
"ขอบพระทัยฮองเฮา หม่อมฉันซูไป๋เหมยยังคงต้องเรียนรู้อีกมาก หม่อมฉันจะพยายามทำหน้าที่ให้ดี ให้สมกับที่เป็นพระชายาอ๋องเพคะ" นางกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมให้ความตึงเครียดทำให้เกิดความผิดพลาด
ฮองเฮาทอดสายตาผ่านซูไป๋เหมยไปยังเยว่ซิงที่นั่งข้างๆ ก่อนจะแสดงท่าทีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่มีความหมายแฝงอยู่
"ท่านอ๋องก็เช่นกัน ดูเหมือนจะหวงแหนพระชายามากทีเดียว" นางพูดด้วยรอยยิ้มที่บางเบา แต่กลับทำให้เยว่ซิงรู้สึกถึงแรงกดดัน
เยว่ซิงยิ้มบางๆ และยักไหล่เล็กน้อย "พระชายาของกระหม่อม ย่อมมีสิทธิ์ได้รับความรักและการดูแลจากกระหม่อมอยู่แล้ว" คำพูดที่แสดงออกมาอย่างเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความมั่นคงในความคิดของเขา
ฮองเฮายิ้มให้กับคำตอบของเยว่ซิง ก่อนจะพูดต่ออย่างผ่อนคลาย
"ความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็อย่าลืมว่าในวังแห่งนี้ ทุกสิ่งมีการแย่งชิงกันอยู่เสมอ ทุกคนล้วนมีบทบาทของตัวเองในสายตาผู้คน" นางพูดขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะที่สายตาของนางยังคงจับจ้องไปที่ซูไป๋เหมย
ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงแรงกดดันจากคำพูดนั้น แต่ก็พยายามไม่ให้มันทำให้นางตกใจหรือวิตกกังวลไปมากกว่านี้ นางเพียงแค่ยิ้มบางๆ และโค้งศีรษะอีกครั้งอย่างสุภาพ
"หม่อมฉันจะจำคำสอนของฮองเฮาไว้เพคะ" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจขึ้นบ้าง แม้ว่าจะยังรู้สึกถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
ฮองเฮาเหลือบมองไปยังเยว่ซิงอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพูดกับขุนนางคนอื่นๆ และเริ่มสนทนาเรื่องราชการต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการปกครองของราชสำนัก
ในขณะที่บรรยากาศของงานเลี้ยงยังคงดำเนินไป ซูไป๋เหมยก็ได้เรียนรู้มากขึ้นถึงความซับซ้อนในวังหลวงแห่งนี้ ทุกคำพูดและท่าทางล้วนมีความหมายที่ลึกซึ้ง นางไม่สามารถวางใจได้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นางก็รู้ดีว่าต้องเรียนรู้และปรับตัวไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และเยว่ซิง... เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบที่ยากลำบากนี้เช่นกัน