เมื่อการเลี้ยงฉลองเสร็จสิ้นลง และทุกสิ่งเริ่มสงบเงียบ ภายในห้องหอที่ถูกจัดตกแต่งอย่างงดงาม ซูไป๋เหมยและหลี่เยว่ซิงถูกนำตัวเข้ามาในห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกตึงเครียดและไม่แน่นอน บรรยากาศในห้องนั้นเย็นยะเยือกอย่างแปลกประหลาด แม้จะมีแสงไฟจากโคมไฟทองคำที่ให้ความอบอุ่น แต่ในใจของทั้งสองกลับเต็มไปด้วยความเงียบและความขัดแย้งที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้
ซูไป๋เหมยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อพบว่าตนเองต้องอยู่ในห้องนี้กับหลี่เยว่ซิง โดยไม่มีคนอื่นคอยมาคั่นกลาง บรรยากาศแปลกใหม่ที่ต้องเผชิญทำให้ใจของนางเต้นรัว ความกลัวที่ปะปนกับความสงสัยทำให้นางไม่สามารถปล่อยตัวไปได้อย่างเต็มที่ แม้จะพยายามทำใจให้สงบและทำตามความคาดหวังของผู้คนรอบข้าง แต่นางกลับรู้สึกเหมือนถูกกดดันจากทุกทิศทาง
หลี่เยว่ซิงนั่งอยู่ที่ขอบเตียง ร่างสูงดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรและไม่เคยแสดงอาการใดๆ ออกมา เขายังคงเป็นคนที่เย็นชาราวกับหุ่นไม้ที่ไร้หัวใจ ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงสายตาของเขาที่มองมา แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชาในอากาศที่หนาวเหน็บ
เมื่อเห็นว่าไป๋เหมยยืนอยู่เฉยๆ ด้วยความไม่สบายใจ หลี่เยว่ซิงก็พูดเสียงเบาออกมาว่า "ทำตัวตามปกติ อย่าทำให้มันน่าอึดอัด" น้ำเสียงของเขาเย็นชา ไม่มีความอ่อนโยนหรือความรู้สึกใดๆ
ซูไป๋เหมยพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะกลางห้องที่มีสำรับอาหารวางอยู่ ท่ามกลางความเงียบเสียงแผ่วเบาของการเคลื่อนไหวและเสียงน้ำหยดจากโคมไฟ ซูไป๋เหมยพยายามที่จะหาความสงบให้กับตัวเอง แม้ว่าจะยังรู้สึกขัดเขินกับสถานการณ์นี้
นางจึงหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารใส่ปากโดยไม่คิดอะไร เพราะความเครียดในใจทำให้นางเผลอทำการกระทำบางอย่างโดยไม่ทันระวัง อาหารในคำแรกที่เข้าสู่ปากนั้นร้อนและเผ็ดจนทำให้ร่างบางสะดุ้งราวกับไฟลวก ความเผ็ดร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้นและคอเริ่มท่วมท้น ราวกับจะระเบิดออกมา
"อา... เผ็ด!" ซูไป๋เหมยเบิกตากว้าง รู้สึกถึงความเจ็บแสบจากรสเผ็ดที่ทำให้นางแทบไม่สามารถกลืนอาหารลงไปได้
ใบหน้าสวยตกใจและไม่รู้จะทำอย่างไร นางรีบหยิบแก้วน้ำที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ รินน้ำเข้าไปในแก้วอย่างรวดเร็ว หวังเพียงจะบรรเทาความเผ็ดที่กำลังจะทำให้นางไม่สามารถหายใจได้ แต่น้ำที่นางคิดว่าเป็นน้ำชา กลับมีรสชาติที่คุ้นเคย แต่ไม่ใช่น้ำชา มันคือเหล้าหนักที่มีรสชาติแรงกว่าที่เคยกินมา
"อา...!" ซูไป๋เหมยตกใจถึงขีดสุด ขยะแขยงจนเผลอทำหน้าเหยเก น้ำในปากเปลี่ยนรสจากเผ็ดเป็นขมจนนางต้องรีบกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เยว่ซิงที่นั่งเงียบอยู่มองนางด้วยสายตาเย็นชา เขาสังเกตเห็นการกระทำของซูไป๋เหมยที่ผิดปกติ แต่ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านหรือเอ่ยปากบอกอะไร เขายังคงรักษาความเย็นชาเหมือนเดิม
"ระวังหน่อย" เขาพูดแค่คำเดียว โดยที่ไม่ยอมขยับตัวออกจากที่เดิม ขณะที่ซูไป๋เหมยยืนอึดอัดอยู่กับความตกใจและความเหนื่อยหน่ายที่เข้ามาท่วมท้น
ความเงียบของห้องเต็มไปด้วยการข่มขู่ที่ไม่ได้พูดออกมา ซูไป๋เหมยรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางหลีกหนี...
ใจยังคงเต้นรัวจากความตกใจที่ได้ดื่มสุราโดยไม่ตั้งใจ รสชาติขมทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก แม้จะพยายามรวบรวมสติ แต่ความหงุดหงิดและความไม่พอใจก็เริ่มกัดกินจิตใจจนนางไม่สามารถทนได้อีกต่อไป
ในที่สุด เสียงโวยวายก็ดังออกมาจากปากของหญิงสาว "ใครทำอาหารเผ็ดในวันมงคลเช่นนี้! อีกทั้งยังเผ็ดเกินไป!" ซูไป๋เหมยเผลอร้องออกมาเสียงดัง เมื่อความรู้สึกที่เก็บไว้ทั้งวันได้ระเบิดออกจากตัว โดยไม่ทันระวังว่าใครกำลังมองอยู่
นางหันไปมองหลี่เยว่ซิงที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงขอบเตียง ใบหน้าของเขายังคงเย็นชาและไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ซูไป๋เหมยกลับเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรไม่ถูก
ไป๋เหมยเคยเป็นสาวงามที่สุขุมมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้กลับหลุดออกจากภาพลักษณ์ที่พยายามสร้างขึ้นมา นางลืมไปแล้วว่าคนที่มองอยู่ตอนนี้คือหลี่เยว่ซิง อสุรกายไร้หัวใจที่ทุกคนต่างเกรงกลัว
ในขณะที่รู้สึกอับอายอยู่ในใจ หลี่เยว่ซิงก็เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา
"หากเจ้าไม่ชอบอาหารรสเผ็ด ข้าจะสั่งให้พ่อครัวไม่ทำสำหรับเผ็ดให้เจ้า" น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่คำพูดนั้นกลับแฝงไปด้วยความคมคายและเด็ดขาด
ซูไป๋เหมยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองอ๋องห้าอย่างไม่คาดคิด เขากล่าวคำนี้ออกมาอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับทำให้นางรู้สึกว่าคำพูดของเขาไม่ได้เป็นแค่คำสั่งธรรมดา
"ขะ ขอบคุณ..." ซูไป๋เหมยกล่าวออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ นางพยายามยิ้มให้ตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้น แต่กลับรู้สึกถึงความอึดอัดที่ยังคงอยู่ในอากาศ การที่เขาตัดสินใจเรื่องอาหารแค่คำพูดเดียว ทำให้นางเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเขากับตัวเอง ความเย็นชาของเขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขาจะทำอะไรต่อไป
หลี่เยว่ซิงไม่ได้ตอบอะไรเพิ่มเติม เขายังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม แม้ว่าคำพูดของเขาจะดูเหมือนเป็นเพียงการพูดลอยๆ แต่ซูไป๋เหมยกลับรู้สึกถึงความกดดันที่แฝงอยู่ในนั้น และในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความอึดอัดที่ยังคงค้างอยู่ในใจ
ไป๋เหมยจ้องไปที่หลี่เยว่ซิงอีกครั้ง ในที่สุดความเงียบในห้องก็กลับมาอีกครั้ง ทิ้งไว้แค่บรรยากาศที่หนาวเย็นและแปลกประหลาด
ซูไป๋เหมยนั่งอยู่ข้างโต๊ะด้วยท่าทางไม่สบายใจ ความเงียบยังคงปกคลุมห้องหอ และความรู้สึกอึดอัดก็ไม่ยอมคลายไปจากใจของนาง นางลังเลอยู่นานจนในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่เยว่ซิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก
"เอ่อ... หลังจากนี้... เราต้องทำอะไรหรือ?" เสียงของซูไป๋เหมยเอ่ยถามเบาๆ มีความหวั่นใจแฝงอยู่ในนั้น นางยังไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไรต่อไปในค่ำคืนนี้
หลี่เยว่ซิงเหลือบตามองนาง ดวงตาของเขาดูเย็นชาและตรงไปตรงมาเหมือนเคย เขาไม่ได้ตอบอะไรโดยทันที แต่คำตอบของเขากลับทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงมากกว่าเดิม
"เจ้าพร้อมจะทำหน้าที่พระชายาอ๋องแล้วหรือ?" เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก เหมือนเป็นแค่คำถามธรรมดา แต่กลับทำให้ซูไป๋เหมยตะลึงไปชั่วขณะ
คำพูดของหลี่เยว่ซิงทำให้ซูไป๋เหมยตาโตอย่างตกใจ แก้มขาวของนางเริ่มขึ้นสีอย่างไม่รู้ตัว แม้จะพยายามเก็บอาการ แต่นางก็ไม่สามารถควบคุมความเขินอายที่พุ่งขึ้นไปถึงใบหน้าได้
"อ๊า! ไม่ใช่... ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น!" ซูไป๋เหมยรีบพูดออกมาด้วยเสียงตื่นตกใจ ราวกับว่าคำถามนั้นทำให้นางตกใจจนเสียสมาธิไปหมด นางพยายามยิ้มอย่างไม่มั่นใจเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
"คือ... ข้าคิดว่า... พิธีเข้าหอเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวต้องดื่มสุราร่วมกันใช่หรือไม่?" นางพูดออกไปอย่างพยายามอธิบายสถานการณ์ โดยไม่อยากให้มันกลายเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดมากไปกว่านี้
หลี่เยว่ซิงเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองดูท่าทีของนางที่เริ่มแสดงออกถึงความไม่มั่นใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
"เจ้ามีความรู้เรื่องพิธีการเยอะเชียว" เขาพูดอย่างเฉยชา แต่มันก็แฝงไปด้วยความคมคาย ราวกับกำลังมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวของซูไป๋เหมยที่นางเองยังไม่ทันรู้ตัว
ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงความเย็นชาของเขาในคำพูดนั้น แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความกลัวในใจ นางจึงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวต่อว่า
"ข้าก็แค่เคยอ่านเจอจากหนังสือนิทานเท่านั้น... ไม่น่าเชื่อว่าในชีวิตจริงจะได้มาประสบกับเรื่องแบบนี้"
หลี่เยว่ซิงมองนางนิ่งๆ โดยที่ไม่แสดงสีหน้าใด ราวกับคนไร้ความรู้สึก จึงทำให้ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเขากับตัวเองอย่างชัดเจน แม้ว่าจะไม่มีคำพูดอะไรเพิ่มเติม แต่ความเงียบที่แผ่ซ่านอยู่ในห้องกลับทำให้ทุกสิ่งรู้สึกหนักแน่นขึ้นอย่างประหลาด
"หากเจ้าต้องการดื่มสุรา ข้าก็จะไม่ห้าม แต่ข้าขอเตือนว่าสุรานี้แรงมาก" น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ก็ทำให้ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงความเย็นชาของเขา
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้ใส่ใจในคำเตือนนั้นแม้แต่น้อย เพราะซูไป๋เหมยกำลังคิดในใจถึงวิธีที่จะเลี่ยงไม่ให้คืนนี้เกิดเรื่องแบบนั้นในห้องหอ นางไม่อยากจะเข้าหอพร้อมกับเขาในตอนนี้ เพื่อจะหลีกเลี่ยงการหลับนอนกับว่าที่สามี ในที่สุด ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ
ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องทำให้เขาเมาเสียก่อน… นางคิดในใจ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อยให้กับแผนที่กำลังจะดำเนินการ
ซูไป๋เหมยรีบหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะ รินเหล้าลงในจอกอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางก็ยื่นมันไปยังหลี่เยว่ซิง โดยไม่ยอมให้เขาปฏิเสธ
"ท่านอ๋อง... ลองดื่มดูเถอะ ข้าก็อยากดื่มสักหน่อย" นางกล่าวไปด้วยน้ำเสียงหวาน และสายตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ
หลี่เยว่ซิงมองจอกเหล้าที่ซูไป๋เหมยยื่นให้ รอยยิ้มแผ่วเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาวูบหนึ่ง ทว่าเขาก็รับมันไปโดยไม่พูดอะไร ท่าทางของเขายังคงเย็นชาและนิ่งเงียบเหมือนเดิม
ซูไป๋เหมยไม่รอช้า รีบเอามือสอดเข้าไปที่ใต้วงแขนของเยว่ซิง จากนั้นก็ดื่มเหล้าในจอกจนหมดเกลี้ยง โดยไม่ให้โอกาสหลี่เยว่ซิงได้ขัดขวาง นางวางจอกลงบนโต๊ะพร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่เหมือนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
"ข้าเคยอ่านในนิทาน ว่าหลังจากเข้าหอ เจ้าสาวกับเจ้าบ่าวต้องดื่มสุราด้วยกันใช่ไหมเพคะ?" นางพูดออกไป พร้อมกับยิ้มบางๆ ราวกับไม่รู้สึกอะไรกับการกระทำที่เพิ่งทำไป
หลี่เยว่ซิงมองนางด้วยสายตาที่นิ่งเฉย เขาไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น แต่น้ำเสียงของเขากลับเย็นชาราวกับไม่ถูกกระทบกระเทือน
"เจ้าดื่มไปหมดแล้ว จะให้ข้าทำตามที่เจ้าต้องการหรือ?" เขาถามเสียงเรียบ ความเย็นชาของเขายังไม่ลดลง
ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงความผิดปกติในท่าทีของหลี่เยว่ซิง แต่ยังคงทำเหมือนไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ในหัวของนางก็คิดถึงวิธีที่จะแก้ปัญหานี้ไปทีละขั้นตอน
"ก็แค่... ไม่กี่จอกเอง" ซูไป๋เหมยกล่าวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับยิ้มบางๆ นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย แต่ก็หวังว่ามันจะช่วยให้คืนนี้ผ่านพ้นไปได้
แต่หลี่เยว่ซิงกลับยังคงสงบนิ่ง ราวกับกำลังประเมินทุกคำพูดและการกระทำของซูไป๋เหมยในห้วงเวลานั้น
หลังจากที่ซูไป๋เหมยดื่มเหล้าไปไม่กี่จอก ความรู้สึกมึนงงก็เริ่มเข้ามาครอบงำร่างกายของนาง จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ สภาพของนางในตอนนี้แตกต่างจากสาวงามที่สุขุมและเย็นชาที่คนในวังเคยเห็นอย่างสิ้นเชิง ราวกับลืมตัวไปแล้ว
"ท่านอ๋อง... ท่านก็หลายใจ... โหดเหี้ยม... ไม่เคยมีใจให้ใครเลยหรือ?..." นางพึมพำไปเรื่อย ด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคง หลุดปากต่อว่าเขาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงนางฟังดูเบาหวิวและไม่มั่นใจ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความขัดแย้งในใจที่ไม่อาจเก็บไว้ได้
"ข้า... ข้าคิดว่า... ข้าจะได้แต่งงานกับคนที่รัก... อย่างมีความสุข..." ซูไป๋เหมยพูดพึมพำออกมาอีกครั้ง เสียงของนางเริ่มแผ่วเบา คำพูดที่หลุดออกมาเหมือนฝันหวานที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ราวกับว่าในหัวของนางกำลังคิดถึงความฝันที่เคยวาดไว้ในใจ
"แต่... ข้ายังไม่ทันได้รัก... ท่าน... ท่านก็พรากความฝันนั้นไป..." นางบ่นพึมพำไม่รู้จบ น้ำตาเล็กน้อยไหลออกจากตาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ยังคงนั่งพิงขอบโต๊ะ ดวงตาของนางพร่ามัวจากฤทธิ์ของสุรา
หลี่เยว่ซิงมองซูไป๋เหมยด้วยสายตาเย็นชาและห่างเหิน ดวงตาของเขาไม่อาจอธิบายได้ว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขายังคงนั่งอยู่เงียบๆ แต่ในที่สุด ซูไป๋เหมยก็เผลอเดินไปยืนใกล้เขา จนในที่สุดนางก็ยื่นแขนไปโอบกอดคอเขา
กลิ่นเหล้าที่มาจากลมหายใจของนางทำให้เยว่ซิงรู้สึกถึงความไม่สมดุลในสถานการณ์นี้ ซูไป๋เหมยมองใบหน้าของเขาใกล้ๆ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคงนัก
"ท่าน... ท่านอ๋อง พระองค์รูปงามมากเลยเพคะ... ข้าน่ะ... ชอบ... ชอบบุรุษที่มีใบหน้างดงามอย่างท่าน..." น้ำเสียงของนางพยายามเปล่งออกมาอย่างกระตือรือร้น แต่กลับไม่ค่อยได้สติ "ช่างน่าเสียดายนัก เสียดาย... ที่ท่านอ๋อง... หลายใจ... อืม... น่าเสียดาย... จริงๆ"
หลี่เยว่ซิงที่นั่งนิ่งอยู่เริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยหน่ายและระอาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่คิดเลยว่าคำพูดที่ออกจากปากของเจ้าสาวของเขาจะทำให้เขารู้สึกแบบนี้ สภาพของซูไป๋เหมยตอนนี้แตกต่างจากที่เขาคาดคิดไว้มาก การที่นางพูดจาออกมานั้นช่างไม่เหมือนคุณหนูที่เขาเคยจินตนาการ
ในใจของหลี่เยว่ซิงคิดเพียงว่า ที่เลือกนางก็เพราะพ่อของนางมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง... แต่ไม่คิดเลยว่าลูกสาวของเขาจะไม่ธรรมดาขนาดนี้...
ซูไป๋เหมยยังคงพึมพำไปเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างกายของนางก็เริ่มอ่อนแรง จนเผลอหลับไปในอ้อมแขนของเขาโดยไม่รู้ตัว หลี่เยว่ซิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เมื่อเห็นว่าเจ้าสาวของตนเองหลับไปแล้ว
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่เตียง ขณะที่ในมือของเขายังคงมีร่างของซูไป๋เหมยที่นอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน เขาอุ้มนางไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวัง โดยไม่มีคำพูดใดๆ
หลังจากวางร่างของนางลงบนเตียง หลี่เยว่ซิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่ซูไป๋เหมยที่หลับตาพริ้ม ความเย็นชาบนใบหน้าของเขาก็ยังไม่หายไป เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ในคืนนี้
ร่างสูงหมุนตัวเดินออกไปจากห้องหอ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อน รู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบของการเดินทางระหว่างเขากับซูไป๋เหมย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ควรจะต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต