เช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างห้องหอที่ปิดสนิท ประทับร่างของซูไป๋เหมยที่ยังคงหลับสนิทบนเตียง ท่าทางของนางดูไร้เรี่ยวแรงจากความเมาของเมื่อคืน ทั้งยังเปื้อนด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แม้จะหลับไปด้วยฤทธิ์สุรา แต่บนใบหน้าของนางยังคงปรากฏถึงความงามที่ไม่อาจปฏิเสธ
หลี่เยว่ซิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงแรกที่ส่องเข้ามาในห้อง เขานั่งอยู่ข้างเตียง มองดูซูไป๋เหมยที่หลับอยู่ บางครั้งเขาก็รู้สึกถึงความคิดที่แสนจะยุ่งเหยิงในใจ ในคืนที่ผ่านมามันดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่ไม่น่าจดจำ แต่บางสิ่งในตัวเขากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
เสียงของนางพึมพำในขณะหลับยังคงดังก้องในหูเขา "ท่านหลายใจ... ท่านร้ายกาจ..." คำพูดเหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอนเขา แม้ว่าเขาจะไม่แสดงท่าทีอะไร แต่ในใจเขาก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรับคำพูดเหล่านั้นจากผู้หญิงที่เขาต้องอยู่ร่วมชีวิตในฐานะภรรยา
เมื่อเขาเห็นว่านางยังคงหลับอยู่ เขาก็ลุกขึ้นจากข้างเตียงอย่างเงียบๆ เดินไปที่โต๊ะข้างเตียงก่อนจะรินน้ำชาร้อนจากถ้วยที่เตรียมไว้ ร่างสูงนั่งนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะหันกลับมามองที่ซูไป๋เหมย
ไม่นานนัก ซูไป๋เหมยก็เริ่มขยับตัวเล็กน้อย ราวกับรู้สึกตัวจากการนอนหลับลึก
"อืม... ท่านอ๋อง... ท่าน..." นางพึมพำออกมา ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้น นางรีบหันมามองรอบๆ ห้อง หยดเหงื่อเล็กน้อยผุดขึ้นบนหน้าผากนาง ความมึนงงจากการดื่มสุราเมื่อคืนยังคงไม่จางหาย
"ท่าน... ท่านอ๋อง..." เสียงของซูไป๋เหมยยังคงแผ่วเบา และดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหลี่เยว่ซิงนั่งอยู่ข้างเตียง
หลี่เยว่ซิงมองไปที่นางด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะถามเสียงเรียบ "เจ้าตื่นแล้วหรือ?"
ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงความผิดปกติจากบรรยากาศที่เปลี่ยนไป นางลูบหน้าตัวเองอย่างงงงวย จำไม่ได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
หลี่เยว่ซิงเพียงแค่หันมามองนาง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "จำได้หรือไม่ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?"
ซูไป๋เหมยรู้สึกอับอายเพราะนางจำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้างตอนไร้สติ แต่นางก็พยายามยิ้มออกมา "พอจะจำได้อยู่บ้างเพคะ..."
"ดีแล้วที่ยังจำได้" หลี่เยว่ซิงพูด สายตาของเขายังคงนิ่งเฉย ราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ กับการที่นางทำตัวแปลกไปเมื่อคืนนี้
ซูไป๋เหมยรู้สึกถึงความไม่สบายใจที่เริ่มปะทุขึ้นมาในใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ นางจึงพยายามตัดใจแล้วเปลี่ยนเรื่อง
"ท่าน... ท่านคิดว่าจะต้องทำอย่างไรกับเรื่องเมื่อคืนนี้?" ซูไป๋เหมยถามออกไปอย่างพยายามทำใจให้สงบ ขณะที่สายตาของหลี่เยว่ซิงยังคงมองไปที่นางอย่างไม่แสดงความรู้สึก
"เรื่องเมื่อคืน... จะถือว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าก็ได้" เขาตอบเสียงเรียบ แต่ความหมายของคำพูดนั้นกลับแฝงไปด้วยอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถบอกได้
ซูไป๋เหมยรู้สึกมึนงงมากขึ้นเมื่อหลี่เยว่ซิงพูดว่า "เรื่องเมื่อคืนถือว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้า" คำพูดนั้นทำให้หัวใจของนางสะดุ้งวูบ มันทำให้นางเข้าใจไปว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคือความผิดของนางทั้งหมด ทั้งยังคิดไปว่าตนเองได้เสียตัวให้เขาไปแล้ว ความคิดนี้ทำให้ความรู้สึกอับอายและหวาดกลัวเข้าครอบงำนางอย่างหนัก
นางรีบยืนขึ้นจากเตียง มือที่สั่นระริกจับที่ขอบเตียงเอาไว้ ก่อนที่ปากของนางจะขยับพูด "ท่านอ๋อง... ท่านหมายความว่า ข้า... ข้าได้ทำเรื่องนั้นกับท่านแล้วเหรอ?" นางถามเสียงสั่นด้วยความตกใจ
หลี่เยว่ซิงมองไปที่นางนิ่งๆ ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชา แม้ว่าจะเห็นท่าทีตกใจของซูไป๋เหมย แต่เขากลับไม่คิดจะตอบอะไร
ซูไป๋เหมยที่คิดว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดใหญ่หลวงก็เริ่มยิ่งตกใจมากขึ้นไปกว่าเดิม นางรู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาโทษว่ามันเป็นความผิดของนางเพียงฝ่ายเดียว ร่างบางกัดฟันพูดออกไปด้วยเสียงที่เครียด "ข้าเป็นถึงพระชายาอ๋องนะ! ไม่ใช่แค่อนุชายา! เหตุใดท่านถึงให้มันเป็นความผิดพลาดของข้าเพียงฝ่ายเดียวกัน" เสียงของนางเริ่มสั่นไปด้วยความโมโหและขัดแย้งในใจ
หลี่เยว่ซิงที่กำลังนั่งอยู่ ไม่สามารถกลั้นเสียงหัวเราะในอกได้ เขาเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกลับมาใช้สีหน้าที่ยากจะอ่านออก เขาไม่พูดอะไรอีกปล่อยให้นางเข้าใจผิดไปทั้งอย่างนั้น
"หากเจ้าคิดเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเจ้า" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่าไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของซูไป๋เหมยที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความอับอายและเข้าใจผิด
ซูไป๋เหมยยืนนิ่งอยู่สักพัก โดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับความเข้าใจผิดของตนเองที่เกิดขึ้นในตอนนี้ นางไม่กล้าถามเขาต่อ และก็ไม่อยากเปิดเผยความรู้สึกอับอายที่เต็มไปหมดในตอนนี้ สภาพของนางจึงเงียบไป ก่อนจะพยายามทำตัวให้สงบลง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสับสนและเครียดอย่างหนัก
ซูไป๋เหมยกำมือแน่น นางรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นขึ้นมาบนใบหน้า แม้จะพยายามระงับอารมณ์ตัวเอง แต่คำพูดของหลี่เยว่ซิงกลับก้องอยู่ในหัว "หากเจ้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเจ้า"
'อะไรคือสิทธิ์ของข้า?!' นางกัดฟันแน่น มองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
"ท่านอ๋อง! ท่านกล้าทำเรื่องเช่นนี้กับข้า แล้วยังคิดจะผลักความผิดมาให้ข้าอีกหรือ?" นางถามเสียงสั่น พยายามระงับอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมา
หลี่เยว่ซิงมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเขา "เจ้ากำลังเข้าใจสิ่งใดกัน ซูไป๋เหมย?"
ซูไป๋เหมยสะอึกไปชั่วขณะ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น ความโมโหที่มีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสับสน "หรือว่า..." นางพึมพำ พลางพยายามเรียบเรียงความคิดในหัว
นางจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ตนเองดื่มไปแค่ไม่กี่จอก จากนั้นทุกอย่างก็ตัดไป ภาพสุดท้ายที่จำได้คือกลิ่นเหล้าที่รุนแรงและความร้อนวูบวาบในร่างกาย แล้วหลังจากนั้นล่ะ? นางหลับไปตอนไหน?
"เมื่อคืนนี้... ข้า... เอ่อ..." นางอ้าปากจะพูด แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อลมหายใจของหลี่เยว่ซิงเคลื่อนเข้ามาใกล้ นางถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ แต่เขาไม่คิดจะเข้าใกล้มากกว่านั้น
"หากเจ้าไม่แน่ใจ ก็ลองคิดดูใหม่ให้ดี" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆ "แต่ข้าจะไม่บังคับให้เจ้ารู้ความจริงหรอกนะ"
ซูไป๋เหมยเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกอับอาย ความโกรธ และความสับสนปะปนกันจนหัวหมุน นางไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของเขาหรือไม่
แต่เมื่อมองดูสภาพของตัวเองแล้ว เสื้อผ้ายังคงเรียบร้อยดี ไม่มีร่องรอยของสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริง นางเริ่มลังเล
"เมื่อคืน... ข้าแค่เมา แล้วท่านก็ไม่ได้..." นางหยุดพูด พลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ข้าเข้าใจผิดไปเองหรือ?!"
หลี่เยว่ซิงกระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอก "ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังมีสติพอจะคิดเองได้นะ"
ซูไป๋เหมยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะระเบิด นางทั้งอาย ทั้งโกรธที่ถูกเขาล้อเล่นแบบนี้ นางเงยหน้ามองเขาอย่างไม่ยอมแพ้ “ท่านอ๋อง! ท่านจงใจปล่อยให้ข้าเข้าใจผิดใช่หรือไม่?”
หลี่เยว่ซิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายจะเป็นการเย้าแหย่ “เจ้าเป็นคนคิดไปเอง ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย”
ซูไป๋เหมยกัดฟันแน่น ความอับอายแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นตัวตลกในสายตาของเขา แต่แทนที่หลี่เยว่ซิงจะพูดอะไรต่อ เขากลับยกยิ้มเล็กๆ และเดินผ่านหน้านางไป
"เจ้าพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ หลังจากนี้ เจ้ายังต้องอยู่ในจวนของข้าอีกนาน" เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ซูไป๋เหมยนั่งกำหมัดอยู่บนเตียงอย่างขัดใจ
'อสูรไร้หัวใจบ้าเอ๊ย!' นางสบถอยู่ในใจ แล้วทิ้งตัวลงนอนกลิ้งไปมาบนเตียงด้วยความหงุดหงิด แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตแต่งงานของนางเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...
ตั้งแต่ซูไป๋เหมยเข้ามาอยู่ในจวนจิ้งเซียนแห่งนี้ก็ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป วันๆ นางเอาแต่เรียกบ่าวรับใช้ให้มาคอยช่วยตัดแต่งกิ่งไม้ทำสวน ปลูกต้นไม้สารพัด ทำให้จวนอ๋องที่มืดมนเริ่มมีสีสันจากดอกไม้ นางเริ่มเป็นที่รักของคนในจวนอ๋องโดยไม่รู้ตัว
หลายวันมานี้นางแทบไม่ได้เจอเยว่ซิงเลย อาจเป็นเพราะว่าเขายุ่งอยู่กับงานราชการหรือไม่ก็กำลังสนใจหญิงสาวคนไหนสักคน
ขณะตัดแต่งกิ่งไม้ นางก็พูดขึ้นว่าไม่น่าเชื่อว่าคนเจ้าชู้อย่างเยว่ซิงจะไม่มีอนุชายา ตอนนี้ถือว่าโชคดีที่ตัวเองเป็นพระชายาเพียงคนเดียว คิดมาถึงตรงนี้ก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยก็ได้เป็นที่หนึ่ง ไม่ต้องมาปวดหัวเพราะกลัวว่าจะมีคนมาหาเรื่อง
หยูเหอที่ยืนอยู่ข้างๆ กลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ นางมองซูไป๋เหมยที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้ด้วยท่าทางเพลิดเพลิน พลางเอ่ยแหย่ "คุณหนู เอ่อ พระชายาเพคะ ท่านดูจะพอใจไม่น้อยที่ตัวเองเป็นพระชายาคนเดียวของท่านอ๋อง"
ซูไป๋เหมยชะงัก มือที่ถือกรรไกรหยุดนิ่ง นางหันไปจ้องหยูเหอด้วยดวงตาคล้ายถูกจับได้ว่าคิดอะไรอยู่ นางรีบปฏิเสธทันที "เปล่าสักหน่อย! ข้าแค่คิดว่ามันน่าแปลกก็เท่านั้น"
หยูเหอหัวเราะคิก "แต่ดูจากท่าทางของท่าน เหมือนจะแอบโล่งอกอยู่ไม่น้อยนะเจ้าคะ"
ซูไป๋เหมยหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย นางกระแอมไอเบาๆ พลางก้มหน้าตัดแต่งกิ่งไม้อย่างขะมักเขม้น "ข้าไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น! ข้าแค่ไม่อยากให้ชีวิตหลังแต่งงานวุ่นวายก็เท่านั้น"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็อดรู้สึกดีไม่ได้ อย่างน้อยตอนนี้ในจวนจิ้งเซียนไม่มีอนุชายาหรือสาวงามคนไหนมาทำให้นางต้องกังวล นางเคยได้ยินเรื่องเล่าของขุนนางและเชื้อพระวงศ์หลายคนที่มีอนุเต็มจวน แต่หลี่เยว่ซิงกลับไม่มีใครเลย นี่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ
"แต่พระชายาเจ้าคะ…" หยูเหอเอียงคอมอง "ท่านอ๋องไม่ใช่คนที่เจ้าชู้มักมากอย่างที่คนพูดกันหรอกหรือ?"
ซูไป๋เหมยเม้มปากแน่น นางเองก็เคยคิดเช่นนั้น แต่หลังจากเข้ามาอยู่ในจวนแล้วกลับไม่เคยเห็นร่องรอยของหญิงอื่นเลยสักนิด นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน? หรือเขาแค่ซ่อนเก่ง?
"หรือว่าเขาจะซ่อนไว้?" ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวนางทันที
ขณะที่กำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "ดูเหมือนว่าพระชายาจะครุ่นคิดเรื่องของข้าอย่างจริงจังเชียว"
ซูไป๋เหมยสะดุ้ง นางหันขวับไปมอง ก็เห็นหลี่เยว่ซิงยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่าย แต่มองดูสูงศักดิ์ ดวงตาเรียบนิ่งจ้องมาที่นาง ราวกับอ่านออกทุกอย่างที่อยู่ในใจของนาง
ซูไป๋เหมยรีบปฏิเสธ "ข้าเปล่าคิดอะไรทั้งนั้น!"
หลี่เยว่ซิงเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ "ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากรู้ว่าข้าซ่อนใครไว้หรอกหรือ?"
ซูไป๋เหมยหน้าแดงขึ้นมาทันที "ข้าไม่ได้อยากรู้สักหน่อย"
แต่ทว่าใจของนางกลับเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว...
หลี่เยว่ซิงมองซูไป๋เหมยที่พยายามปฏิเสธ แต่ท่าทางของนางกลับเผยทุกอย่างออกมาอย่างชัดเจน นัยน์ตาสีเข้มของเขาฉายแววขบขันเบาๆ “หากเจ้าไม่ได้อยากรู้ แล้วเหตุใดต้องหน้าแดง?”
ซูไป๋เหมยยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองทันที พอรู้ว่าตนเองถูกจับได้ก็รีบหันหลังกลับไปตัดแต่งกิ่งไม้อย่างขะมักเขม้น “ข้าแค่ร้อน!”
หลี่เยว่ซิงหัวเราะเบาๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้ นางรู้สึกได้ถึงเงาของเขาที่ทอดลงมาบนตัวนางก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขา "ข้าไม่มีอนุชายา... และไม่มีใครที่ซ่อนไว้"
ซูไป๋เหมยชะงัก มือที่ถือกรรไกรอยู่หยุดนิ่ง นางเหลือบตามองเขาเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ "จริงหรือ?"
หลี่เยว่ซิงพยักหน้า "จริง"
ซูไป๋เหมยมองเขาอย่างพิจารณา ดวงตาของเขายังคงนิ่งสงบ ไม่มีแววล้อเล่น นางไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ ถึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
"แต่หากเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเจ้าชู้ เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไรดี?" หลี่เยว่ซิงเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ซูไป๋เหมยจนใบหน้าของพวกเขาอยู่ห่างกันเพียงคืบ
ซูไป๋เหมยเบิกตากว้าง นางรีบถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ "ท่านอ๋อง! ท่านจะทำอะไร?"
หลี่เยว่ซิงกระตุกยิ้มเล็กน้อย "ข้ากำลังพิสูจน์ให้เจ้าดูว่าข้าไม่เจ้าชู้จริงๆ"
ซูไป๋เหมยรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเต้นแรงขึ้นมาทันที นางก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ แต่ดันสะดุดก้อนหินเล็กๆ จนเสียหลัก
"ว้าย!"
หลี่เยว่ซิงคว้าเอวนางไว้ทัน ก่อนที่นางจะล้มลงไปกับพื้น แขนแกร่งรั้งตัวนางเข้ามาแนบอก
ซูไป๋เหมยนิ่งค้างไปชั่วขณะ นางสามารถได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นดังอยู่ในอก กลิ่นหอมอ่อนๆ จากอาภรณ์ของหลี่เยว่ซิงทำให้ร่างบางรู้สึกสับสน
"ระวังหน่อย" เขากระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูนาง ก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก
ซูไป๋เหมยรีบถอยห่างอย่างรวดเร็ว นางยกมือขึ้นแตะอกตัวเอง รู้สึกว่าหัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด
'อสูรไร้หัวใจที่ไหนกัน! เขาน่ะ...'
เดี๋ยวก่อน! จะมาคิดแบบนี้ไม่ได้! ข้าต้องไม่หลงกลเขาสิ!
ซูไป๋เหมยรีบตั้งสติ ก่อนจะเชิดหน้าอย่างถือดี "ข้าจะไม่หลงกลท่านหรอก!"
หลี่เยว่ซิงหัวเราะเบาๆ "เจ้ากำลังคิดไปเองอีกแล้ว ซูไป๋เหมย"
ซูไป๋เหมยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะระเบิด นางสะบัดหน้าแล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หลี่เยว่ซิงยืนมองตามหลังด้วยรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก
ดูเหมือนว่าชีวิตในจวนจิ้งเซียนต่อจากนี้ คงจะไม่เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว
เหล่าบ่าวรับใช้ในเรือน ต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ พวกเขายืนรวมกลุ่มกันอยู่ไม่ไกลจากสวนดอกไม้ของพระชายาอ๋องห้า พลางกระซิบกระซาบถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
"เจ้าเห็นหรือไม่? ท่านอ๋องหัวเราะ!"
"ใช่ ข้าก็เห็น นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นท่านอ๋องยิ้มแบบนั้น ตั้งแต่ข้ามาอยู่ในจวนนี้ ข้าไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง!"
"นั่นสิ! ท่านอ๋องเดิมก็เอาแต่เคร่งขรึม เย็นชา ไม่เคยพูดจาเล่นหัวกับผู้ใด…"
"ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน พระชายาอ๋องมาอยู่ได้ไม่กี่วัน จวนอ๋องที่เคยเงียบเหงากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ"
บ่าวรับใช้พากันพยักหน้าเห็นด้วย ขณะที่สายตาของพวกเขายังคงจับจ้องไปยังร่างของพระชายาที่เดินสะบัดชายกระโปรงหนีเข้าเรือนไปด้วยสีหน้าขัดเขิน
"พระชายาน่ารักจริงๆ นางไม่กลัวท่านอ๋องเลยสักนิด!"
"ใช่ๆ ปกติพวกเราแค่เข้าไปใกล้ยังต้องระวังตัวแทบแย่ แต่พระชายากลับกล้าพูดจาต่อปากต่อคำกับท่านอ๋อง ซ้ำยังทำให้ท่านอ๋องหัวเราะได้อีก!"
"ข้าว่านางต้องมีบุญวาสนาไม่น้อยเลยที่สามารถละลายกำแพงน้ำแข็งของท่านอ๋องได้"
"หรือบางที… ท่านอ๋องอาจจะชอบพระชายาจริงๆ?"
บ่าวรับใช้ต่างมองหน้ากัน ก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักเบาๆ ภายในใจพวกเขาล้วนคิดตรงกัน หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่ดีต่อจวนอ๋องไม่น้อย