ดวงตาคมคู่นั้นมองน้องสาวบุญธรรมที่กำลังลงจากรถ ณัฐวรรณเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ หลังจากที่เธอบอกว่ามีธุระด่วนที่นั่นต้องรีบไปจัดการเมื่อสองวันที่แล้ว
“พี่มัส” เธอชะงักเมื่อเห็นเขาอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ดึกแล้ว ยังไม่นอนเหรอคะ”
“ยัง กำลังจะนอนแล้วเราล่ะหายไปไหนมา” เขาซัก
เธอเหลือบตามองเขา ตอบด้วยท่าทีไม่เต็มใจนัก
“ไปกรุงเทพฯ มาค่ะ”
“ไปหาแฟน?” เขาถามต่อ เห็นณัฐวรรณกัดริมฝีปาก
“ค่ะ วรรณขอตัวก่อนนะคะ” ณัฐวรรณยังไม่อยากพูดถึงเรื่องคนรักในตอนนี้
“ทำไมเราต้องไปหาเขาถึงที่โน่น ให้เขามาบ้านมาไหว้พ่อแม่บ้างสิ โตๆ กันแล้วปีนี้วรรณก็จะ 25 แล้วนี่” มัฆวานถามอย่างข้องใจ
“เขาคงไม่ต้องมาแล้วค่ะ เราเลิกกันแล้ว” เธอบอกออกมาจนได้หลังจากนั้นทุกอย่างก็พรั่งพรู ว่าที่ไปกรุงเทพฯ เมื่อสองวันก่อนเพราะมีเพื่อนโทรมาบอกมาว่าเจอปภพแฟนชั่ว พาผู้หญิงไปเที่ยวที่ผับท่าทางสนิทสนมกันเกินคนรู้จัก
เธอจึงไปกรุงเทพฯ ทันทีเพื่อให้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ไม่ทันจับได้คาหนังคาเขา ณัฐวรรณไม่ละความพยายามเธอลงทุนจ้างนักสืบมืออาชีพสืบเรื่องของอดีตแฟนทันที
หลังจากที่ยอมจ่ายค่าจ้างงานเร่ง งานด่วนในราคาหกหลักเพียงหนึ่งวันและหนึ่งคืนต่อมา เธอก็ได้หลักฐานทั้งหมดเป็นไฟล์ภาพและภาพนิ่ง รวมถึงสัญญาเช่าคอนโดหรูที่ปภพเช่าอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
บ่ายนี้เธอจึงขอนัดเจอเขาโดยที่ไม่บอกปภพว่าเธอรู้เรื่องหมดแล้ว เขามีทีท่าดีใจเมื่อพบเธอแต่เมื่อหญิงสาวโยนภาพทั้งหมดที่ได้จากนักสืบให้เขาดู เขาถึงกับหน้าถอดสี ต่อมาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ
"วรรณรู้ก็ดี พี่จะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีก พี่ก็อยากบอกมานานแล้วเพราะตอนนี้เมียพี่กำลังท้อง” เขาพูดโดยที่ไม่รู้สึกผิด
“เมียเหรอ แล้ววรรณล่ะ”
“วรรณเหรอ ก็แฟนที่โคตรหวงตัว น่าเบื่อไง ไม่รู้จะเก็บตัวไว้รออะไรพี่เป็นแฟนแม้แต่จูบก็ยังไม่เคยได้ ถ้าถือศีลเคร่งขนาดนี้ก็ควรไปบวชชี รู้ไหมว่าตัวเองขาดเสน่ห์แค่ไหน” ปภพพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจ
ณัฐวรรณทั้งเจ็บทั้งอาย เธอเลยฟาดหน้ามันด้วยแจกันดอกไม้บนโต๊ะและบอกเลิก ก่อนเลิกเธอโปรยเงินไว้บนโต๊ะให้เป็นค่ารักษาตัวกับค่าของเสียหายอีกหมื่นนึงและขับรถกลับสระบุรี
“พี่มัส มันบอกว่าวรรณขาดเสน่ห์ น่าเบื่อ ควรไปบวชชี” เธอร้องไห้อย่างเสียใจกับคำพูดของอดีตแฟน
“ไม่ใช่ ทำไมวรรณต้องให้ค่ากับคำพูดของคนที่ไม่มีค่าล่ะ” เขาเดินข้ามจากอีกฝั่งเก้าอี้มาจับแขนเธอไว้
แต่ณัฐวรรณเสียความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรงไปแล้ว เธอคิดว่าเธอควรได้ยินคำขอโทษ ไม่ใช่คำกล่าวโทษและบอกข้อเสียของตัวเองขนาดนี้
เธอมัวจมกับความเสียใจของตัวเองจนไม่ได้มองว่ามัฆวานเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาจับแขนเธอไว้ทั้งสองข้าง ก้มหน้าลงประทับจูบที่ริมฝีปากนิ่งนาน
เพราะความตกใจทำให้เธอตัวแข็ง จนเมื่อได้สติเธอผลักเขาออก มัฆวานไม่ปล่อยเขาเงยหน้าขึ้นพูดชิดริมฝีปากอิ่มเต็ม
“วรรณไม่ได้ขาดเสน่ห์ พี่ยืนยัน” เธอหน้าร้อนซู่จนรู้สึกว่าตัวเองน่าจะแดงไปทั้งหน้าทั้งตัว หญิงสาวถอยออกห่างเมื่อมัฆวานคลายมือออก เธอรีบขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างรวดเร็วด้วยใจที่เต้นแรงจนเหมือนจะโดดออกจากอก
เธอไม่รู้ว่าหลังจากที่เธอขึ้นห้องไปแล้ว ร่างสูงใหญ่ของมัฆวานเดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน โทรหาใครคนหนึ่ง
“จัดการมันแต่ไม่ต้องถึงตาย บอกมันด้วยว่าอย่าโผล่หัวมายุ่งเกี่ยวกับคนของฉันอีก”
ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ เขาเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นบนเมื่อถึงทางแยก เขามองไปที่เป็นทิศของห้องนอนของน้องสาวนอกสายเลือดครู่หนึ่ง และเดินกลับไปที่ห้องของตัวเองที่อยู่คนละฝั่งของตึก
สายๆ วันต่อมาณัฐวรรณนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง เธอไม่กล้าลงไปข้างล่าง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัฆวาน เธอไม่รู้ว่าจะวางหน้ายังไง และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น
หญิงสาวลงมาจากห้องในตอนบ่ายเมื่อหิวจนทนไม่ไหว เธอโล่งใจเมื่อไม่เห็นรถของพี่ชายบุญธรรมจอดอยู่ เขาคงออกไปไหนสักที ณัฐวรรณจึงทานข้าวอย่างสบายใจจนกระทั่งชมพูนุทโทรหาเธอ
“วรรณรู้ยังว่าเมื่อสายๆ พี่ปภพโดนซ้อมเกือบตาย ไม่รู้ไปขัดขานักเลงที่ไหนโดนรุมซ้อมจนกระดูกหักสามซี่แน่ะ”
“หืมม ไม่รู้เรื่องเลย แล้วเป็นไงบ้าง” ถึงอย่างไรเธอกับปภพก็คบกันมาหลายปี ตั้งแต่ฝึกงานจบใหม่ๆ จนมาตอนนี้จะสี่ปีเต็มแล้ว ถ้าเขาเป็นอะไรไปก็ค่อนข้างใจหายอยู่
“ก็เห็นว่าซี่โครงหักนะสามซี่ แขนหัก แต่คงไม่พิการหรอก ไม่ได้โดนส่วนสำคัญอะไร” ชมพูนุทพูดแจ้วๆ
“งั้นก็ช่างเถอะ” ไม่ตายก็ดีแล้ว เธอไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้มัฆวานเกี่ยวข้องรึเปล่า แต่มองอีกมุมก็สมควรแต่เมื่อคิดถึงมัฆวานขึ้นมาเธอก็เครียด
“นุท เดี๋ยวฉันไปหาแกนะ”
“มาสิ แต่ว่าอาทิตย์หน้าฉันจะไปช่วยงานทำบุญบ้านของพี่กุน ยังไงเราก็เจอกันอยู่แล้วรึเปล่า” ชมพูนุทพูดถึงงานทำบุญบ้านและเปิดโรงฝึกของอิทธิ ณัฐวรรณจึงนึกขึ้นมาได้
“งั้นเอาไว้เจอกันทีเดียวในงานเลยก็ได้”
หญิงสาววางสาย เธอเรียกเด็กในบ้านมาถามถึงมารดา
“คุณแม่ล่ะ”
“คุณนายไปวัดค่ะ วันนี้วันศีลท่านไปค้างหนึ่งวัน” เธอพยักหน้ารับทราบ และเดินขึ้นห้องไปเก็บของใช้ส่วนตัวจำเป็นนิดหน่อยและก้าวขึ้นรถ
“คุณวรรณ” เด็กในบ้านรีบวิ่งตามมาก่อนที่เธอจะออกรถไปจากไร่
“คุณจะไปไหนคะ คุณมัสให้หนูคอยดูแลคุณ”
เธอขมวดคิ้ว มัฆวานกลัวเธอฆ่าตัวตายหรือ?
“ฉันจะไปธุระ บอกเขาแบบนี้แล้วกัน”
“คุณวรรณ” เด็กแม่บ้านตั้งท่าจะร้องไห้ ใครๆ ก็กลัวคุณมัสทั้งนั้น หญิงสาวมองแล้วถอนใจเธอเปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรสีเทาให้เด็ก
“ค่าขนม แล้วบอกพี่มัสว่าฉันจะไปเคลียร์งาน เขาไม่ฆ่าเธอหรอก”
แต่เธอไม่ได้ไปเคลียร์งานที่ไหน ทั้งที่ฟาร์มไฮโดรและที่สำนักงานขายที่กรุงเทพฯ ณัฐวรรณขับรถออกมาจนถึงทางไปภาชี และมุ่งตรงไปยัง ต.น้ำซึม อุทัยธานีอันเป็นบ้านเกิดของเธอเอง
บ้านของพ่อและแม่แท้ๆ ยังถูกดูแลอย่างดีโดยคุณมณีจันทร์ให้คนมาทำความสะอาดเป็นครั้งคราว และในช่วงหลังที่เธอเรียนจบก็ได้มาที่นี่บ่อยขึ้น เธอมีบ้านใหญ่หนึ่งหลังอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง และตอนหลังได้มาทำโฮมสเตย์ไว้มีบ้านพักแค่สี่หลัง ซึ่งแขกส่วนมากก็เป็นผู้มาปฏิบัติธรรมที่วัดในย่านนี้
ที่นี่ห่างจากไร่มณีจันทร์ไม่ถึงสองร้อยกิโล เธอจึงใช้เวลาเพียงสองชม.ก็มาถึงบ้าน ณัฐวรรณจอดรถที่หน้าโฮมสเตย์ที่ป้ายชื่อบ้านพักว่าบ้านลูกกวาด เธอทาสีแต่ละหลังไม่เหมือนกัน ล้วนแต่เป็นสีลูกกวาดสดใส
เธอมองไปรอบๆ บริเวณที่พักที่เปิดต้อนรับแขก
“คุณวรรณมานานรึยังครับ”
เสียงนั้นมาจากด้านหลัง ลุงก้านเป็นคนที่เธอจ้างเพื่อดูแลบ้านและห้องพักที่นี่ โดยที่มีที่พักให้ด้านหลัง จ้างทั้งครอบครัวคือลุงก้านและป้าแดงภรรยา ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ดูแลแขกที่มาพัก ทั้งสองเป็นคนเก่าแก่ของบิดามารดาเธอเอง จ้างกันมานานจนเหมือนญาติ
เธอหันไปยิ้มให้คนดูแลบ้าน
“เพิ่งมาค่ะลุง ช่วงนี้ฝนตกเยอะมีปัญหาอะไรไหมคะ”
“ไม่หรอกครับ ฝนมาแต่ไม่ได้มาเป็นพายุ น้ำคงไม่ท่วม ผักที่คุณวรรณเอามาลงไว้คราวก่อนโตแล้วนะครับ”
ประโยคนั้นทำให้เธอตื่นเต้น
“งั้นเดี๋ยววรรณเก็บรถแล้วจะไปดูค่ะ”
หญิงสาวถอยรถเข้าไปในบ้านแล้วไปดูแปลงผักด้านหลังที่เธอปลูกไว้ในโดม เป็นการปลูกแบบไฮโดรหรือพืชไร้ดินแต่ที่นี่เธอใช้ระบบน้ำนิ่งเพราะจำนวนปลูกยังไม่มาก อธิบายการเติมน้ำและการผสมปุ๋ยเอบีไว้กับลุงก้านดูเหมือนว่าผลงานก็ออกมาดี
ผักไทยที่ปลูกไว้เริ่มโตมากแล้ว ต้นใช้ได้ไม่ยืดเพราะแดดพอ เธอไปดูเล้าไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้กินไข่จำนวนประมาณ 30 ตัว มีไข่เยอะจนกินไม่ทัน ต้องแบ่งขายบ้าง แจกบ้าง หญิงสาวมองดูไข่สดๆ แล้วนึกถึงเพื่อนสาวชมพูนุทคงชอบน่าดูเลย ทำเค้กไข่คงจะดี
คืนนั้นเธอนอนที่บ้าน ใช้เวลาที่ผ่านไปอย่างสงบทบทวนเกี่ยวกับปภพและเรื่องที่ผ่านมา หญิงสาวบอกตัวเองว่าเธอจะอโหสิกรรมให้ผู้ชายคนนั้นแล้วต่างคนต่างไป แต่เธอพยายามไม่คิดถึงมัฆวาน
วันรุ่งขึ้นตอนเช้า เธอเข้าโดมเพื่อดูเมล่อนที่เริ่มโตถึงข้อที่สิบห้า และมีดอก ณัฐวรรณปลิดดอกตัวเมียทิ้งเกือบหมด เหลือไว้แค่ดอกในข้อที่ 8-12 เท่านั้น เธอช่วยผสมเกสรในต้นที่ดอกบานแล้วและรอดูผล
“ทำไมเด็ดทิ้งเยอะล่ะคะคุณวรรณ” ป้าแดงถามขณะที่เดินตามมาดูเธอทำงานในโดม
“มันจะไม่สมบูรณ์ค่ะป้าแดง ถ้าเมล่อนเราจะเอาไว้แค่ต้นละลูกพอนะคะ จะได้ไม่แย่งอาหารกัน ส่วนมากวรรณจะให้ติดลูกในข้อที่ 10 ถึง 12 ค่ะ” เธอสาธิตการนับข้อให้ป้าแดงดู
“ส่วนการผสมวรรณจะผสมไว้ต้นละสองสามลูก พอสักขนาดเท่าไข่ไก่เราจะมาคัดเหลือลูกเดียวเพื่อให้โต”
“แล้วลูกเท่าไข่ไก่ที่เราคัดทิ้งนี่ทำอะไรได้ไหมคะ” ป้าแดงถาม แกเกิดความเสียดายขึ้นมาหากจะทิ้งไปเฉยๆ
“ทำกับข้าวได้ค่ะเหมือนแตงโมอ่อนเลย ทำแกงส้มอร่อยมาก” เธอพูดยิ้มๆ