ตึกระฟ้า ‘The Zenith’ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านสาทร
ยอดตึกเสียดฟ้าที่ถูกเมฆหมอกยามค่ำคืนปกคลุม
คือที่ตั้งของสถานที่ที่คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไป
‘The Sanctuary’ หรือที่รู้จักกันในนาม สภาโลกมืด
ลิฟต์แก้วความเร็วสูงพา ซอนโฮ และ มายด์ พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 99
ทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามราตรีเบื้องล่างกลายเป็นเพียงจุดแสงไฟเล็กๆ
ซอนโฮยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายหญิงสาว
วันนี้เขาสวมสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูป
ผมเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่ดูเย็นชากว่าเดิม
ดวงตาสีนิลที่เคยมีความลังเล... บัดนี้ว่างเปล่าและดำมืด
ผลพวงจาก ‘พันธะเลือด’ ที่เขาดื่มกินเข้าไปเมื่อวาน
มันเปลี่ยนสรีระและจิตวิญญาณของเขาไปอย่างช้าๆ
“จำกฎได้ใช่ไหม?”
มายด์เอ่ยถามโดยไม่หันมามอง
วันนี้เธอสวมชุดสูทกางเกงสีขาวงาช้าง แหวกอกลึก
สวมเสื้อคลุมไหล่เฟอร์สีขาวที่ดูหรูหราและทรงอำนาจ
ตัดกับผมสีดำขลับและริมฝีปากสีแดงสด
ลุคของ ‘นางพญา’ ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนในห้องประชุม
“จำได้ครับ...”
“ห้ามพูด ห้ามถาม และห้ามตาย”
ซอนโฮตอบเสียงเรียบ
มายด์ยกยิ้มมุมปาก
“ดี...”
“เพราะข้างบนนั้น... มีแต่เสือสิงห์กระทิงแรด”
“พวกมันจ้องจะหาเรื่องฉันตลอดเวลา”
“และแก... คือจุดอ่อนเดียวที่พวกมันเห็นในตอนนี้”
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออก
เผยให้เห็นโถงทางเดินกว้างที่ปูด้วยหินอ่อนสีดำ
การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทนับสิบคนยืนเรียงราย
กลิ่นอายของปีศาจระดับสูงลอยคละคลุ้งจนน่าอึดอัด
ซอนโฮเดินตามมายด์เข้าไปในห้องประชุมใหญ่
ประตูไม้บานมหึมาถูกผลักออก
เผยให้เห็นโต๊ะประชุมรูปตัว U ขนาดใหญ่
ที่นั่งรายล้อมด้วยบุคคลสำคัญจากตระกูลต่างๆ ในโลกมืด
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ
ทุกสายตาหันมาจับจ้องผู้มาใหม่เป็นตาเดียว
มีทั้งสายตาชื่นชม... ริษยา... และรังเกียจ
“มาช้านะ... หลานสาว”
ชายชราผมสีดอกเลาที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยทัก
น้ำเสียงแหบพร่าแต่ก้องกังวานด้วยอำนาจ
‘เจ้าสัววาริน’ ผู้อาวุโสสูงสุดของสภา
“การจราจรติดขัดน่ะค่ะท่านลุง”
มายด์ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
เธอเดินนวยนาดไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของตระกูลวรโชติ
โดยมีซอนโฮยืนประสานมือสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง
“หึ...”
เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากฝั่งตรงข้าม
เควิน นั่งไขว่ห้างควงปากกาเล่น
สายตาจ้องมองซอนโฮด้วยความเหยียดหยาม
“รถติด... หรือมัวแต่เล่นกับ ‘สัตว์เลี้ยง’ จนลืมเวลากันแน่?”
เควินจงใจเน้นคำว่าสัตว์เลี้ยงเสียงดัง
เรียกเสียงซุบซิบฮือฮาจากสมาชิกคนอื่น
“นั่นมัน... นักล่าจากวาติกันไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมตระกูลวรโชติถึงเอาศัตรูเข้ามาร่วมประชุม?”
“กลิ่นสาบมนุษย์โชยหึ่งเลย... น่ารังเกียจ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง
เจ้าสัววารินยกมือขึ้นห้ามปราม
สายตาคมกริบของเขาจ้องมองทะลุผ่านมายด์ไปที่ซอนโฮ
“สิรินดา...”
“ลุงต้องการคำอธิบาย”
“ทำไมเธอถึงพา ‘หมาล่าเนื้อ’ ของศาสนจักรเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์?”
“มันรู้ความลับของเรามากเกินไป... สมควรถูกกำจัด”
มายด์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเบื่อหน่าย
“พวกคุณนี่ขี้กลัวกันจังนะคะ”
“แค่ผู้ชายคนเดียว... ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้”
เธอดีดนิ้วดัง เปาะ!
ซอนโฮขยับตัวทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
เขาเดินอ้อมมายืนด้านหน้าเก้าอี้ของเธอ
แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น
ก้มหน้าต่ำแสดงความเคารพสูงสุด
“เขาไม่ใช่คนของวาติกันอีกต่อไป”
มายด์วางมือลงบนกลุ่มผมสีดำของซอนโฮ
ลูบไล้มันเล่นเหมือนขนสุนัขตัวโปรด
“เขาดื่มเลือดของฉัน... สาบานตนต่อฉัน”
“และตอนนี้... เขาเป็นเพียงดาบที่ฉันใช้ฟาดฟันศัตรู”
“พิสูจน์สิ!”
เควินตบโต๊ะเสียงดัง
“คำพูดลอยๆ ใครก็พูดได้”
“ถ้ามันเป็นทาสเธอจริง... ให้มันทำเรื่องที่น่าอายที่สุดต่อหน้าพวกเราสิ”
“เลียรองเท้าฉันไหม? หรือให้มันคลานสี่ขาเห่าเหมือนหมา?”
สมาชิกในสภาเริ่มส่งเสียงเชียร์
พวกเขาต้องการเห็นศักดิ์ศรีของอดีตนักล่าถูกเหยียบย่ำ
ซอนโฮกำหมัดแน่นที่หน้าขา
ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมา... แต่สายตาของมายด์ที่มองลงมา
กลับสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น
‘เชื่อใจฉัน’
นั่นคือสิ่งที่สายตาเธอบอก
มายด์ยกขาข้างขวาขึ้นมาพาดไขว่ห้าง
เผยให้เห็นรองเท้าส้นเข็มสีแดงสดราคาแพงระยับ
และเรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นรอยแหวกของกางเกง
“เควิน... รสนิยมต่ำจริงๆ”
“เลียรองเท้าน่ะ... มันสกปรก”
“ของของฉัน... ต้องกินแต่ของดีๆ เท่านั้น”
เธอใช้ปลายส้นเข็มเชยคางซอนโฮให้เงยหน้าขึ้น
“ซอนโฮ...”
“หิวน้ำไหม?”
ซอนโฮมองสบตาเธอ เขาเข้าใจความหมายนั้นทันที
“หิวครับ... นายหญิง”
มายด์ยิ้มพึงพอใจ
เธอค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวของตัวเองออกสองเม็ด
เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่ดันตัวขึ้นมา
และร่องอกลึกที่เย้ายวนสายตาทุกคู่ในห้อง
เธอกดศีรษะของซอนโฮให้มุดเข้ามาที่อกของเธอ
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าผู้อาวุโส
“กินซะ...”
ซอนโฮไม่ได้ลังเล
เขาซุกใบหน้าลงไปในความนุ่มหยุ่นนั้น
จมูกโด่งกดลงบนผิวเนื้อหอมกรุ่น
สูดกลิ่นฟีโรโมนของราชินีเข้าปอดเฮือกใหญ่
ก่อนจะอ้าปากงับยอดอกผ่านเนื้อผ้าลูกไม้บางเบา
“อื้มมม...”
มายด์ครางแผ่วเบาในลำคอ
เธอแอ่นอกป้อนอาหารให้สัตว์เลี้ยงของเธอต่อหน้าธารกำนัล
ซอนโฮใช้ลิ้นดุนดันยอดถันจนมันแข็งเป็นไต
ดูดดึงเสียงดังจ๊วบจ๊าบอย่างไม่อายใคร
จ๊วบ... จ๊วบ...
เสียงหยาบโลนดังก้องในห้องประชุมที่เงียบกริบ
ภาพอดีตนักล่าผู้เคร่งศาสนา
กำลังคุกเข่าดูดนมปีศาจสาวอย่างตะกละตะกลาม
มันคือการแสดงอำนาจที่เหนือชั้นกว่าการสั่งให้คลานสี่ขา
มันคือการประกาศว่า... เธอเป็นเจ้าของทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเขา
“พอได้แล้ว...”
มายด์กระซิบสั่งเมื่อเห็นว่าซอนโฮเริ่มจะเพลินเกินไป
ซอนโฮค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมา
คราบน้ำลายเปียกชุ่มเป็นวงกว้างบนเสื้อของเธอ
เขามองดูผลงานตัวเองด้วยแววตาที่ยังคงความกระหาย
มายด์จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างไม่รีบร้อน
แล้วหันไปยิ้มเยาะให้เควินที่นั่งหน้าแดงก่ำด้วยความอิจฉา
“เห็นหรือยังคะ?”
“ว่าเขาเชื่องแค่ไหน”
เจ้าสัววารินกระแอมไอแก้เก้อ
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความกระอักกระอ่วน
“เอาล่ะ... พอแค่นี้”
“เรามาเข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่า”
“เรื่องที่สายลับของเรารายงานมาว่า... มีหนอนบ่อนไส้ในสภา”
คำว่า ‘หนอนบ่อนไส้’ ทำให้ซอนโฮหูผึ่ง
เขาลุกขึ้นยืนกลับไปประจำที่ด้านหลังมายด์
สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง
เพื่อจับสังเกตพิรุธของสมาชิกแต่ละคน
เจ้าสัววารินโยนแฟ้มเอกสารลงกลางโต๊ะ
“มีคนแอบส่งข้อมูลเส้นทางการขนส่งเลือดของเราให้วาติกัน”
“ทำให้โกดังสินค้าที่ท่าเรือถูกบุกถล่มเมื่อคืน”
“เสียหายไปกว่าร้อยล้าน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง
ซอนโฮสังเกตเห็นชายคนหนึ่ง
นั่งอยู่มุมห้อง สวมแว่นตาดำท่าทางเงียบขรึม
มือของชายคนนั้นเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะแปลกๆ
ก๊อก... ก๊อก-ก๊อก... ก๊อก...
จังหวะนี้...
ซอนโฮจำได้แม่น
มันคือ ‘รหัสมอร์ส’ ที่หน่วยข่าวกรองของวาติกันใช้ส่งสัญญาณ
[R - E - A - D - Y]
“พร้อม?” พร้อมสำหรับอะไร?
ทันใดนั้น
ไฟในห้องประชุมก็ดับพรึ่บลง!
ความมืดมิดเข้าปกคลุม
เสียงกระจกหน้าต่างแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว
เพล้ง!
“หมอบลง!”
ซอนโฮตะโกนลั่น
เขากระโจนเข้าหามายด์ คว้าตัวเธอกดลงกับพื้นใต้โต๊ะ
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนกลดังกระหน่ำมาจากภายนอกตึก
โดรนสังหารนับสิบตัวบินโฉบเข้ามาทางหน้าต่าง
กราดยิงกระสุนเงินและระเบิดแสงเข้าใส่กลางวงประชุม
“อ๊ากกก!”
เสียงกรีดร้องของแวมไพร์ที่โดนกระสุนเงินเผาไหม้ดังระงม
ความโกลาหลเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบ
“ปกป้องท่านเจ้าสัว!”
“ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!”
ซอนโฮกอดมายด์ไว้แน่น
เขาใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสะเก็ดระเบิดให้เธอ
“คุณมายด์... เจ็บตรงไหนไหม?”
“ไม่...”
มายด์ตอบเสียงลอดไรฟัน
ดวงตาของเธอเรืองแสงสีแดงฉานในความมืด
“ไอ้พวกสารเลว...”
“มันกล้าบุกเข้ามาถึงในรัง”
ซอนโฮมองฝ่าความมืดไปที่ชายสวมแว่นดำคนนั้น
หมอนั่นกำลังอาศัยความชุลมุน วิ่งหนีออกไปทางประตูหนีไฟ
“ผมเจอตัวการแล้ว...”
ซอนโฮกระซิบบอกเธอ
“ไอ้แว่นนั่น... มันเป็นคนส่งสัญญาณ”
มายด์เงยหน้ามองตาม
“ไปลากคอมันมา...”
“อย่าให้มันตาย... ฉันต้องการรู้ว่าใครส่งมันมา”
“แล้วคุณล่ะ?”
“ไม่ต้องห่วงฉัน...”
มายด์แสยะยิ้ม
เธอคว้าดาบยาวที่ประดับผนังห้องมาถือไว้ในมือ
“เห็นแบบนี้... ฉันก็ไม่ได้เป็นราชินีเพราะโชคช่วยนะ”
เธอผลักซอนโฮออกไป
“ไปทำหน้าที่ของแกซะ!”
“ไปล่ามันกลับมาให้ฉัน!”
ซอนโฮพยักหน้า
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
เรียกพลังจากเลือดแวมไพร์ในกายให้ตื่นตัว
ก่อนจะพุ่งตัวออกจากที่ซ่อน ฝ่าดงกระสุนออกไป
เป้าหมายคือไอ้หนอนบ่อนไส้ตัวนั้น
และคืนนี้... จะต้องมีคนชดใช้ด้วยเลือด!