ตอนที่ 16 : เงาอดีตที่สุสานรถไฟ

1314 Words
สุสานรถไฟเก่า (ชานเมืองกรุงเทพฯ) สายฝนยามดึกโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ชะล้างคราบสนิมสีแดงฉานที่เกาะกรังอยู่บนโครงเหล็กมหึมา ซากหัวรถจักรไอน้ำและตู้โดยสารเก่านับร้อยตู้ จอดเรียงรายระเกะระกะเหมือนโครงกระดูกของสัตว์สาบสูญ ที่นี่คือพื้นที่รกร้างที่ถูกลืม... และเป็นที่สิงสู่ของวิญญาณเร่ร่อนที่หาทางไปผุดไปเกิดไม่เจอ ซอนโฮ เดินนำหน้า มายด์ ไปตามรางรถไฟที่ปกคลุมด้วยหญ้ารก มือขวาของเขากุมด้ามดาบ ‘เขี้ยวอสูร’ ไว้แน่น สายตาคมกริบกวาดมองความมืดรอบด้าน ประสาทสัมผัสของ GENESIS ตื่นตัวเต็มที่ “เหม็น...” มายด์บ่นพึมพำ เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมพรมปิดจมูก รองเท้าบูทส้นสูงราคาแพงย่ำลงบนหินกรวดที่เปียกแฉะ “เหม็นกลิ่นความตาย... และกลิ่นน้ำมันเครื่องเน่าๆ” “คนนัดเรามา... รสนิยมห่วยแตกชะมัด” “ระวังตัวด้วยครับ” ซอนโฮเตือนเสียงเข้ม “ที่นี่มีพลังงานแปลกๆ” “ไม่ใช่แค่ผี... แต่เหมือนมี ‘สิ่งมีชีวิต’ ซ่อนอยู่” แกรก... แกรก... เสียงเหมือนโลหะขูดขีดกันดังมาจากตู้รถไฟด้านขวา ซอนโฮหันขวับ ชักดาบออกมาทันที แต่สิ่งที่โผล่ออกมา... เป็นเพียงหนูตัวใหญ่ที่วิ่งหนีหายไปในความมืด “อย่าตื่นตูมนักสิพ่อคุณ” มายด์เดินแซงเขาไป “พิกัดที่ส่งมา... น่าจะเป็นตู้ขบวนสุดท้ายนั่น” เธอชี้ไปที่ตู้โดยสารชั้นหนึ่งเก่าคร่ำครึ ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนเนินดิน มีแสงไฟสีส้มสลัวลอดออกมาจากหน้าต่างที่แตกกะเทาะ ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ ประตูเหล็กบานเลื่อนที่ขึ้นสนิมถูกแง้มเอาไว้เล็กน้อย ซอนโฮใช้เท้าถีบประตูให้เปิดกว้าง ครืดดดด! เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องบาดหู ภายในตู้รถไฟ... กลับไม่ได้รกร้างอย่างที่คิด มันถูกดัดแปลงให้เป็น ‘ห้องแล็บ’ ขนาดย่อม เต็มไปด้วยหลอดทดลอง เครื่องมือแพทย์เก่าๆ และแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่ดูเหมือนขยะอิเล็กทรอนิกส์ “ยินดีต้อนรับ...” เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากมุมมืด เก้าอี้วีลแชร์ไฟฟ้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมา บนเก้าอี้นั้น... มีร่างของหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอสวมชุดกาวน์แพทย์ที่เก่าจนเหลือง ใบหน้าซีกขวาถูกไฟคลอกจนเสียโฉม ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท แต่อีกข้างกลับสุกใสและเปี่ยมด้วยปัญญา “ไม่ได้เจอกันนานนะ... GENESIS-01” “หรือควรเรียกว่า... หนูซอนโฮดีล่ะ?” ซอนโฮขมวดคิ้ว ความทรงจำบางอย่างที่เลือนลางผุดขึ้นมาในหัว กลิ่นยาสลบ... แสงไฟผ่าตัด... และเสียงของผู้หญิงคนนี้ “คุณ... เป็นใคร?” หญิงชราหัวเราะในลำคอ “จำ ‘แม่’ ตัวเองไม่ได้งั้นเหรอ?” “ฉันชื่อ ‘ดอกเตอร์โรส’” “อดีตหัวหน้าแผนกวิจัยของวาติกัน” “คนที่เป็นคนผสม ‘น้ำเชื้อ’ และ ‘ไข่’ จนเกิดเป็นแกขึ้นมาไงล่ะ” ซอนโฮตัวแข็งทื่อ ความจริงที่กระแทกหน้าทำให้เขาพูดไม่ออก “แล้วทำไม... คุณถึงมาอยู่ที่นี่?” มายด์เอ่ยถามแทรกขึ้นมา เธอเดินสำรวจรอบๆ ห้องแล็บด้วยความสนใจ “เพราะฉันรู้มากเกินไปไงล่ะแม่หนู” โรสตอบ “ฉันคัดค้านโยฮันเรื่องการติดตั้งระเบิดเวลาในตัวซอนโฮ” “ฉันบอกว่ามันโหดร้ายเกินไป” “ผลตอบแทนที่ได้... คือการถูกเผาทั้งเป็นในห้องทดลอง” เธอชี้ไปที่ใบหน้าเละๆ ของตัวเอง “แต่พระเจ้ายังเล่นตลก... ให้ฉันรอดมาได้” “เพื่อรอวันที่ผลงานชิ้นเอกของฉัน... จะกลับมาหา” “เข้าเรื่องเถอะ” มายด์ตัดบท เธอไม่ชอบฟังเรื่องดราม่า “ในข้อความบอกว่ารู้วิธีแก้คำสาป” “บอกมา... ต้องทำยังไง?” โรสเคลื่อนวีลแชร์ไปที่โต๊ะทำงาน หยิบแปลนร่างกายมนุษย์ที่วาดด้วยมือขึ้นมากาง “คำสาป GENESIS ฝังอยู่ที่ ‘หัวใจ’” “มันเป็นอักขระเวทมนตร์ที่ผูกติดกับการเต้นของชีพจร” “ยิ่งหัวใจเต้นแรงเพราะความรัก... อักขระยิ่งทำงานเร็วขึ้น” “วิธีแก้มีทางเดียว...” เธอเงยหน้ามองซอนโฮ “ต้อง ‘หยุด’ หัวใจของเขา” “หยุด?” ซอนโฮทวนคำ “หมายถึง... ให้ผมตาย?” “ใช่... และไม่ใช่” โรสแสยะยิ้ม “ต้องทำให้หัวใจมนุษย์หยุดเต้น...” “แล้วเปลี่ยนให้เป็น ‘หัวใจปีศาจ’ อย่างสมบูรณ์” “แกต้องผ่านพิธีกรรม ‘The Rebirth’ (การเกิดใหม่)” “โดยใช้ ‘เลือดหัวใจ’ ของราชินีแวมไพร์” “และ...” เธอเว้นจังหวะ “‘ศิลาอาถรรพ์’ ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในนครลับแลของแวมไพร์โบราณ” “ศิลาที่จะเปลี่ยนเลือดมนุษย์ให้กลายเป็นอมตะ” มายด์ขมวดคิ้ว “ศิลาอาถรรพ์?” “หมายถึง ‘Dark Stone’ ที่หายสาบสูญไปเมื่อร้อยปีก่อนงั้นเหรอ?” “ถูกต้อง” โรสพยักหน้า “และคนสุดท้ายที่ครอบครองมัน...” “คือพ่อของเควิน... ตระกูลอัศวเหม” ความเงียบเข้าปกคลุมตู้รถไฟ ซอนโฮและมายด์มองหน้ากัน ทุกอย่างวนกลับมาที่ เควิน อีกแล้ว “มิน่าล่ะ...” มายด์กัดฟันกรอด “มันถึงมั่นใจนักว่าฉันหนีมันไม่พ้น” “มันถือไพ่เหนือกว่าเราทุกทาง” “ถ้าอยากได้ศิลา... ก็ต้องยอมแต่งงานกับมัน” “หรือไม่ก็...” ซอนโฮเอ่ยขึ้น แววตาแข็งกร้าว “บุกไปปล้นมันมา” “ฆ่าล้างตระกูลมัน... แล้วเอาศิลามา” โรสปรบมือเปาะแปะ “ใจเด็ดสมกับเป็นลูกชายฉัน” “แต่ตระกูลอัศวเหมไม่ได้กระจอกเหมือนสภาพวกนั้นนะ” “คฤหาสน์ของพวกมันคือป้อมปราการมนต์ดำ” “แกต้องแข็งแกร่งกว่านี้ซอนโฮ...” “แค่พลังของ GENESIS-01 ยังไม่พอ” โรสกดปุ่มที่แผงควบคุม ตู้เซฟด้านหลังเปิดออก เผยให้เห็น ‘ชุดสูทสีดำทมิฬ’ ที่ถักทอด้วยเส้นใยพิเศษ และ ‘ถุงมือเหล็ก’ ที่ดูไฮเทคและขลังในเวลาเดียวกัน “ฉันเตรียมของขวัญไว้ให้แก” “ชุดเกราะนาโนไฟเบอร์... ผสมกับหนังของมังกรดิน” “กันกระสุน กันไฟ และช่วยควบคุมพลังอักขระที่หลังแกไม่ให้คลุ้มคลั่ง” “ใส่ซะ...” “แล้วเตรียมตัวไปทำสงคราม” ซอนโฮเดินเข้าไปหยิบชุดนั้น สัมผัสของมันเย็นเฉียบและเบาหวิว เขารู้สึกได้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน “ขอบคุณครับ...” “แม่” เขาเรียกเธอสั้นๆ โรสชะงักไป ดวงตาข้างดีมีน้ำตาคลอ แต่เธอก็รีบปัดมันทิ้ง “รีบไปได้แล้ว!” “ก่อนที่พวกวาติกันจะดมกลิ่นเจอที่นี่” ตึง! ทันใดนั้น เสียงหล่นกระแทกดังมาจากหลังคาตู้รถไฟ ตามด้วยเสียงขูดขีดของกรงเล็บแหลมคม แคว่ก... แคว่ก... “พวกมันมาแล้ว...” โรสหน้าซีด “หน่วยล่าสังหาร... ‘The Hounds’ (หมาล่าเนื้อ)” “ไม่ใช่แค่แอนนา... แต่เป็นพวกกลายพันธุ์!” หลังคาตู้รถไฟถูกฉีกกระชากออกเหมือนกระดาษ เผยให้เห็นสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีสี่แขน ผิวหนังสีเทาซีดและดวงตาที่บอดสนิท มันห้อยหัวลงมา แสยะยิ้มโชว์ฟันแหลม “เจอตัวแล้ว... GENESIS” ซอนโฮคว้าดาบ ‘เขี้ยวอสูร’ ทันที “คุณมายด์! พาโรสหนีไป!” “ผมจะถ่วงเวลาเอง!” “ไม่!” มายด์ตะโกน เธอสะบัดแส้โซ่ออกมา “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีก” “คืนนี้... แม่ลูกจะได้สู้ด้วยกัน!” “และฉัน... จะเป็นคนสั่งสอนไอ้พวกหมาวัดพวกนี้เอง!” การต่อสู้ในพื้นที่แคบเริ่มขึ้น ซอนโฮพุ่งเข้าใส่ตัวประหลาดสี่แขน ดาบปะทะกรงเล็บเกิดประกายไฟวูบวาบ ขณะที่มายด์ใช้แส้ตวัดรัดขาของอีกตัวที่กระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง “อย่ามาเกะกะขวางทางรักของฉันนะเว้ย!” เธอตะโกนลั่น ราชินีแวมไพร์ผู้สูงศักดิ์... ตอนนี้กลายเป็นนักรบคลั่งรักเต็มตัว ซอนโฮมองภาพนั้นแล้วยิ้มมุมปาก แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤต แต่เขากลับรู้สึก ‘มีชีวิต’ มากกว่าตอนอยู่ในโบสถ์เสียอีก “เข้ามาเลย!” “จะกี่ตัวกูก็จะฟันไม่เลี้ยง!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD