แล้วงานก็เริ่มเข้าหลังจากแม่วางหูโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เสี่ยฤทธิ์ชาติเริ่มให้คนมาทวงหนี้มาแล้วนะเฮีย”
“เท่าไหร่”
“ยอดสามสิบสองล้าน ไม่รวมยอดเก่าของปีก่อน รวมๆ แล้วก็ห้าสิบกว่าล้าน” แม่นั่งดีดตัวเลขแล้วถอนหายใจ ส่วนพ่อมองมาที่ลูกสาวผู้นุ่งกางเกงเจเจลายดอก ปากแดงแจ๋ เดินลากไม้รีดน้ำ ปาดน้ำเจิ่งนองบนพื้นห้องออนเซ็นให้แห้ง แม่มองตามสายตาพ่อไป เห็นลูกสาวหัวฟูหน้าสดก็อบรมไปหนึ่งกรุบ
“ยัยจีจี้อยู่บ้านก็ทำตัวสวยๆ หน่อย อย่าปล่อยโทรม เข้าใจมั้ย!”
“ค่า” ฉันเงยหน้าสบตาแม่ น้ำตาไหลย้อย เพราะแม่พูดหลังจากฉันแต่งหน้าแต่งตัวแล้วอ่ะ ฉันต้องรู้สึกยังไงกับสถานการณ์นี้เหรอคะ ฉันเดินกดเกมคุกกี้รันไปลากไม้รีดน้ำไปท่ามกลางดงอากงนุ่งผ้าขนหนู แม่จึงคุยซุบซิบกับพ่อเรื่องเสี่ยฤทธิ์ชาติ
“เฮียๆ เมื่อกี้ได้ยินที่มันบอกสเปกผัวมั้ย”
“ได้ยิน”
“งั้นก็เสี่ยฤทธิ์ชาติไง ปีนี้เพิ่งสี่สิบ หล่อรวย ใจป้ำแถมยังโสด” แม่คุยไปคุยมา พ่อก็ชักจะตาโตแต่ยังส่ายหน้า
“จะดีเหรอ”
“ก็ดีกว่าปล่อยให้มันขลุกอยู่ในดงอากงขี้เต๊าะแบบนี้ เรายกมันให้เสี่ยเลี้ยงเลยดีกว่า”
“มันคงยอมหรอก! เธอก็รู้ว่ายัยจีจี้นิสัยมันห่ามขนาดนี้ อยู่ดีไม่ว่าดีเสี่ยจะเอาตัวภาระไปเลี้ยงทำไม เสี่ยเขาคงจะเอาหรอก”
“ถ้าเป็นยัยอ้อแอ้ล่ะ รายนั้นมีหน้าที่การงานมั่นคง น่าจะขายออกง่ายกว่า”
“ยัยอ้อแอ้ยิ่งไม่ยอมใหญ่ มีอย่างที่ไหนจะเอาลูกไปขัดดอก”
“ฉันก็ไม่ได้บังคับสักหน่อยนี่เฮีย ถ้าไม่ชอบใจกันก็ต่างคนต่างไปแค่นั้นเอง ถ้าเกิดสองฝ่ายถูกตาต้องใจกัน อย่างน้อยลูกสาวเราคนใดคนหนึ่งก็สบายมีเสี่ยเลี้ยง ค่าสินสอดก็หักหนี้กันไปแล้วแต่ต่อรอง เอาเป็นว่าลองทาบทามให้เสี่ยมาดูตัวก่อนก็แล้วกัน”
“แน่ใจนะว่าจะชวนเสี่ยมาดูมันที่นี่”
“เอิ่มม...” แม่หันมาพิจารณาสังขารลูกสาวคนเล็กอีกทีก่อนจะถอนหายใจ “ให้มันแต่งตัวสวยๆ ไปหาเสี่ยดีกว่า... อ้าว แล้วนั่นเฮียจะโทรหาใคร”
“โทรเตือนให้เสี่ยหนีไป”